่เที่ยงของวันถัดมา
หน้าต่างแจ้งเตือนกำหนดเวลาที่มุมขวาล่างของหน้าจอคอมพิวเตอร์เด้งขึ้นมาจี้ทิงยกมือขึ้นพับปิดโน้ตบุ๊ก เตรียมจะลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย
ในเวลานั้นเองโทรศัพท์มือถือก็สั่นขึ้นมาทันที
“สวัสดีครับ ผมฟางเจี๋ยจากฝ่ายเลขาของท่านประธานครับท่านประธานจี้้าพบคุณใน่พักเที่ยงคนขับรถจะไปรับคุณที่บ้านตระกูลจี้ในอีกสิบห้านาทีครับ”
จี้เยี่ยนจื๋ออยากพบเขางั้นเหรอคิ้วของจี้ทิงขยับเล็กน้อย “เขามีธุระอะไรกับผม?”
“ขออภัยครับ ท่านประธานจี้ไม่ได้แจ้งรายละเอียดไว้”
จี้ทิงไม่อยากไปเท่าไหร่เขารู้สึกว่าจี้เยี่ยนจื๋อเปรียบเสมือนธาตุเคมีที่มีเลขอะตอมสูงลิ่วซึ่งมีความเสถียรต่ำอย่างยิ่ง
แต่สุดท้ายเขาก็ยอมรับปากเลขาเพราะถ้าเขาไม่ไป ด้วยนิสัยของจี้เยี่ยนจื๋อมีความเป็ไปได้สูงที่จะส่งคนมาหามเขาออกไปอยู่ดี
เวลา12.30 น. จี้ทิงเดินทางมาถึงสำนักงานใหญ่ของกลุ่มบริษัทซื่อลี่
หลังจากที่เขาเข้าไปในห้องประธานเลขาก็ปิดประตูจากด้านนอก
จี้เยี่ยนจื๋อไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองแม้แต่น้อยสายตายังคงจดจ่ออยู่กับเอกสารบนโต๊ะ “หาที่นั่งเอาเอง”
จี้ทิงเลือกมุมโซฟาที่ห่างจากเขามากที่สุดความเหินห่างระหว่างสองพี่น้องราวกับมีทางช้างเผือกกั้นกลางไว้ก็ไม่ปาน
ผ่านไปราวสิบกว่านาทีเลขาก็เคาะประตูเข้ามาอีกครั้ง พร้อมวางกล่องอาหารสองกล่องลงบนโต๊ะ“ท่านประธานจี้ครับ อาหารกลางวันเตรียมเรียบร้อยแล้วครับ”
“อืม”
เมื่อคนออกไปแล้วจี้เยี่ยนจื๋อจึงลุกจากโต๊ะทำงานเดินมาที่โซฟา
“จี้ทิง”
จี้ทิงเงยหน้าขึ้นเห็นเพียงจี้เยี่ยนจื๋อที่ทำหน้าเ็า ใช้สายตาส่งสัญญาณไปยังที่ว่างข้างตัว“มานี่ กินข้าว”
จี้ทิงนิ่งเงียบไปสองวินาทีก่อนจะตอบขัดความรู้สึก “ผมไม่หิว”
“ฉันถามนายหรือไงว่าหิวไหม?”
[เผด็จการ] จี้ทิงให้คำนิยามในใจ
ครั้งนี้จี้เยี่ยนจื๋อไม่ได้โกรธเลยสักนิดเพราะถ้าเทียบกับคำว่าสติปัญญามีปัญหาหรือโรคทางจิตเวชแล้วคำว่าเผด็จการยังฟังดูรื่นหูเสียกว่า
จี้ทิงยังคงไม่ขยับ“พี่เรียกผมมาที่บริษัท เพื่อให้มานั่งกินข้าวเป็เพื่อนเหรอ?”
“กินข้าวเป็เพื่อนฉัน?” จี้เยี่ยนจื๋อพูดด้วยน้ำเสียงจิกกัดตามความเคยชิน“นายน่ะยังไม่มีคุณสมบัติพอหรอก”
ทันทีที่คำพูดนั้นหลุดปากเขาก็รู้สึกเสียใจเล็กน้อย
จี้เยี่ยนจื๋อพบว่าเขาดูเหมือนจะวางตัวกับน้องชายคนนี้แบบปกติไม่ได้เลยแม้แต่น้อยเพียงแค่เริ่มอ้าปากก็ต้องมีหนามทิ่มแทง จนบรรยากาศรอบข้างพลอยแข็งทื่อไปหมด
เขาหลบสายตาอย่างไม่เป็ธรรมชาติน้ำเสียงผ่อนลงสองส่วน “ฉันเรียกนายมาเพราะมีเื่จะบอก”
“ว่ามาสิ”
จี้เยี่ยนจื๋อรู้สึกเหมือนถูกย้อนศรจนจุกอกเล็กน้อยเขาเลิกคิ้วขึ้นพลางสูดลมหายใจเข้าลึก “เื่การลักลอบขนสินค้าหนีภาษีสืบพบหลักฐานใหม่แล้วจี้ลี่ผิงกับจี้รุ่ยไม่เพียงแต่ลักลอบขนส่งสินค้าแบรนด์เนมแต่ยังมีการติดต่อซื้อขายกับขบวนการค้ายาเสพติดแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยฝ่ายกฎหมายคาดการณ์ว่าโทษต่ำสุดคือจำคุกตลอดชีวิต”
[ที่แท้จี้เยี่ยนจื๋อก็ส่งคนไปตามสืบต่อสินะ อืม...ก็ถือว่ากำจัดเสี้ยนหนามใหญ่ไปได้หนึ่งอย่าง]
นิ้วมือเรียวยาวของจี้เยี่ยนจื๋อขดเกร็งเล็กน้อยเขาตัดสินใจพูดสิ่งที่หนักอึ้งอยู่ในใจมาตลอดทั้งเช้าออกมา“จี้ทิง ต่อไปถ้ามีเื่แบบนี้อีก นายบอกฉันตรงๆ ได้เลย”
จี้ทิงกะพริบตาเล็กน้อย[จี้เยี่ยนจื๋อหมายความว่า เขาจะเชื่อฉันงั้นเหรอ?]
จี้เยี่ยนจื๋ออ้าปากเขาไม่สามารถตอบออกไปตรงๆ ได้ จึงทำได้เพียงพูดอ้อมๆ ว่า“ไม่ว่าเื่ที่นายพูดจะจริงหรือไม่จริงอย่างน้อยฉันก็จะส่งคนไปตรวจสอบก่อน”
ครั้งนี้จี้ทิงไม่มีเสียงในใจดูเหมือนว่าในเื่ของความเชื่อใจระหว่างกันนั้นมันไม่มีแม้แต่พื้นที่เหลือให้พิจารณาเลยด้วยซ้ำ
เขาจึงพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ“ถ้าเื่ที่ผมพูดมันฟังดูไร้สาระเกินไปสำหรับพี่พี่ก็คงจะโมโหใส่ผมก่อนอยู่ดี”
ความกระวนกระวายใจก่อตัวขึ้นในใจจี้เยี่ยนจื๋อเขาจึงเอ่ยตัดบท “งั้นนายลองพูดมาสักเื่สิดูสิว่าฉันจะโกรธนายไหม”
จี้ทิงมองไปที่เขาหลังจากเงียบไปครู่หนึ่งก็พูดขึ้นว่า “ผมให้ที่อยู่ที่พี่้ากับลู่เหยียนชูไปแล้ว”
ตึ้ง!ราวกับคีย์เปียโนเสียงต่ำทุกตัวถูกกดลงพร้อมกันตัวโน้ตแต่ละตัวสั่นะเืก้องอยู่ในหัวของจี้เยี่ยนจื๋อ เขากัดฟันกรามแน่นหน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะการหายใจเข้าออกลึกๆ
จี้ทิงมองดูเปลวไฟแห่งโทสะที่แทบจะกลายเป็รูปธรรมในดวงตาของอีกฝ่ายแล้วพูดอย่างสงบนิ่ง “พี่โกรธแล้ว ใช่ไหมล่ะ”
ถ้าจี้เยี่ยนจื๋อยอมรับก็เท่ากับตบหน้าตัวเอง เขาใช้เวลานานกว่าจะ เค้นคำพูดลอดไรฟันออกมาได้“ทำไมถึงให้ลู่เหยียนชู?”
“เพราะเขาเป็คนที่มีศีลธรรม น่าเชื่อถือ และอารมณ์คงที่เป็ตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดแล้ว”
เมื่อจี้เยี่ยนจื๋อได้ยินแบบนั้นเพลิงโทสะก็เริ่มสะสมในส่วนลึกของดวงตา ขณะที่เขากำลังจะะเิอารมณ์ออกมาเขาก็พลันพบว่าคำตอบนี้เหมือนต้อนเขาให้จนมุม
ถ้าเขาบอกว่าไม่โกรธเขาก็ไม่สามารถอาละวาดใส่จี้ทิงเื่ที่อยู่ได้ แต่ถ้าเขาอาละวาดมันก็เป็การพิสูจน์ว่าจี้ทิงพูดถูก ลู่เหยียนชูอารมณ์คงที่กว่าเขาจริงๆ...
จี้เยี่ยนจื๋อมองหน้าเขาแล้วแค่นหัวเราะออกมา “ในเมื่อนายเห็นว่าลู่เหยียนชูดีขนาดนั้นนายก็ไปเป็น้องชายเขาเลยสิ”
จี้ทิงมองเขาเงียบๆอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะหลุบตาลงแล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ
[จี้เยี่ยนจื๋อนี่... วุฒิภาวะทางอารมณ์ต่ำชะมัด]
จี้เยี่ยนจื๋อหรี่ตาลงถามด้วยน้ำเสียงเคลือบแคลง “จี้ทิงเมื่อกี้ในใจนายด่าฉันอยู่ใช่ไหม?”
จี้ทิงตอบอย่างตรงไปตรงมา“เปล่าครับ” เขาไม่ได้รู้สึกว่าประโยคในใจนั้นเป็การให้ร้ายแต่มันคือการวิเคราะห์ตามเนื้อผ้าต่างหาก
“เปล่างั้นเหรอ” จี้เยี่ยนจื๋อหัวเราะหยันพลางชี้ไปที่โต๊ะ“งั้นนายก็กินอาหารกลางวันทั้งสองกล่องนี้ให้หมดถ้าเหลือแม้แต่คำเดียวก็อย่าหวังว่าจะได้กลับบ้าน”
จี้ทิงขมวดคิ้วเล็กน้อย“นี่พี่หาเื่เอาคืนผมชัดๆ”
“ฉันกำลังสอนให้นายรู้ซึ้งถึงคำว่า ‘รู้ค่าของข้าวทุกเมล็ด’ต่างหาก”
พูดจบจี้เยี่ยนจื๋อก็ทิ้งจี้ทิงไว้ตามลำพังแล้วเดินสะบัดหน้าออกไปยังห้องเลขาทันที
ไม่รู้ว่าสั่งอะไรเขาเดินกลับมาอย่างรวดเร็ว พอเข้ามาในห้องเขาก็เห็นจี้ทิงเปิดกล่องอาหารกลางวันกล่องหนึ่งแล้ว เมื่อเห็นเขาเข้ามาก็ดันกล่องอีกกล่องไปทางเขา
จี้เยี่ยนจื๋อหลุบตามอง“เป็อะไร นายกำลังขอร้องฉันเหรอ?”
จี้ทิงเงียบไปอึดใจเพราะไม่อยากจะโต้เถียงแบบเด็กๆ กับเขา “ครับสองกล่องมันเยอะเกินไป”
มุมปากของจี้เยี่ยนจื๋อกระตุกขึ้นเล็กน้อยโดยที่เ้าตัวไม่รู้ตัวเขาจึงยอมนั่งลงบนโซฟา “ครั้งนี้จะยอมปล่อยไปก่อนกินเถอะ”
นี่เป็ครั้งแรกที่สองพี่น้องร่วมนั่งโต๊ะกินข้าวด้วยกันระหว่างกินไป จี้เยี่ยนจื๋อก็พบว่าจี้ทิงเป็คนเลือกกินมาก เขาไม่แตะผักสักนิดพอเนื้อหมดก็เอาแต่เคี้ยวข้าวเปล่าๆ
จี้เยี่ยนจื๋อเห็นแล้วรู้สึกหงุดหงิดใจแต่ก็ไม่อยากจะเข้าไปก้าวก่ายนิสัยเสียๆ เ่าั้ของจี้ทิงจึงตัดใจไม่มองเสียให้จบเื่
หลังมื้ออาหารจี้ทิงนึกว่าตนเองจะกลับได้แล้ว ทว่าอีกฝ่ายกลับทิ้งคำพูดเ็าไว้เพียงสองคำว่า“อยู่นี่”
จี้เยี่ยนจื๋อพูดจบก็นิ่งรอให้จี้ทิงโวยวายใส่แต่จี้ทิงกลับเพียงแค่เอ่ยอย่างสงบว่า “งั้นผมขอโน้ตบุ๊กสักเครื่อง”
จี้เยี่ยนจื๋อเหลือบมองเขาเดินกลับไปที่โต๊ะทำงานแล้วกดปุ่มเรียกเลขาให้นำโน้ตบุ๊กเข้ามาเครื่องหนึ่ง
“ห้ามเล่นเกม ห้ามดูวิดีโอ ทำอะไรที่เป็ชิ้นเป็อันบ้าง” จี้เยี่ยนจื๋อกำชับเสียงเข้ม
จี้ทิงพยักหน้า“ครับ”
สองวันที่ผ่านมาเขาใช้โน้ตบุ๊กจัดระเบียบเนื้อเื่เดิมในนิยายแต่ตอนนี้อยู่ภายใต้สายตาของจี้เยี่ยนจื๋อ การทำแบบนั้นคงไม่เหมาะนัก
จี้ทิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเปิดเว็บไซต์ทางการของสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งหนึ่งขึ้นมา
ผ่านไปราวครึ่งชั่วโมงจี้เยี่ยนจื๋อที่กำลังอ่านรายงานสรุปประจำปีของแผนกการตลาดอยู่ก็พลันได้ยินเสียงถอนหายใจ
จี้ทิง: [วุฒิการศึกษาต่ำเกินไป ไม่มีแม้แต่ปริญญาตรี หางานยากจริงๆ]
เขาเงยหน้ามองไปเห็นจี้ทิงที่หน้าคอมพิวเตอร์เม้มปากแน่น สีหน้าดูจริงจังเคร่งเครียด
จี้เยี่ยนจื๋อแค่นหัวเราะในใจเด็กคนนี้เพิ่งจะมารู้จักเสียดายเอาตอนนี้ ตอนเรียนทำไมไม่รู้จักตั้งใจ
อันที่จริง‘จี้ทิง’ เคยเข้าเรียนมหาวิทยาลัยตอนจบมัธยมปลาย พ่อก็ส่งเขาไปเรียนที่สถาบันแห่งหนึ่งในต่างประเทศซึ่งสามารถจ่ายเงินแล้วได้ใบรับรองได้เลยแต่จี้ทิงเรียนไปได้ไม่ถึงครึ่งปีก็แอบหนีกลับมา
ด้วยวุฒิเพียงมัธยมปลายอย่าว่าแต่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการวิจัยระดับสูงเลยแม้แต่งานวิชาการที่เกี่ยวข้องเพียงเล็กน้อยก็เป็ได้แค่ความฝัน
จี้ทิงขมวดคิ้วใช้ความคิด แต่ท่าทางแบบนั้นในสายตาจี้เยี่ยนจื๋อกลับดูเหมือนความหงอยเหงาและอับจนหนทาง
รู้จักคิดหางานทำก็ถือว่ายังพอเยียวยาได้จี้เยี่ยนจื๋อคิดว่า ถ้าจี้ทิงเอ่ยปากอ้อนวอนเขาดีๆเขาก็อาจจะลองพิจารณาดูให้สักหน่อย
ทันใดนั้นเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
จี้เยี่ยนจื๋อรีบเก็บสีหน้า“เข้ามา”
เลขาผลักประตูเข้ามาเดินตรงมาที่โต๊ะแล้ววางกระดาษแผ่นหนึ่งลง “นี่คือสิ่งที่ท่านประธานสั่งให้ตรวจสอบครับตารางการเดินทางในสัปดาห์นี้ของคุณลู่เหยียนชู” เขาวางทิ้งไว้แล้วออกไป
จี้เยี่ยนจื๋อกวาดสายตามองเนื้อหาบนกระดาษคิ้วของเขาค่อยๆ ขมวดเข้าหากัน
ด้วยนิสัยของลู่เหยียนชูเมื่อได้ที่อยู่ไปแล้วย่อมต้องรีบไปที่เมืองไห่เฉิงทันทีและต้องจัดการทุกอย่างให้เข้าที่เข้าทางถึงจะวางใจ ต่อให้ทำเวลาได้เร็วแค่ไหนอย่างน้อยก็ต้องมีเวลาว่างหายไปสักสามวัน
ทว่าในตารางการเดินทางที่เปิดเผยนี้กลับอัดแน่นไปด้วยกำหนดการไม่มีรายการใดถูกยกเลิกเลยแม้แต่รายการเดียว
จี้เยี่ยนจื๋อหรี่ตาลงหรือว่าลู่เหยียนชูจะไม่ได้ไป?
เขาไม่แน่ใจว่านี่คือแผนลวงตาของอีกฝ่ายหรือว่าอีกฝ่ายไปช้าก้าวหนึ่งจนหาคนไม่พบกันแน่
ระหว่างที่กำลังคาดเดาอยู่นั้นความหงุดหงิดพลุ่งพล่านก็ตีตื้นขึ้นมาในใจอีกครั้งถ้าตอนนั้นจี้ทิงให้ที่อยู่กับเขา เื่ยุ่งยากพวกนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น
เขากำกระดาษในมือจนยับย่นก่อนจะตวัดสายตาไปทางตัวต้นเหตุ “จี้ทิง”
“ครับ” จี้ทิงขานรับแต่สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่หน้าจอ
จี้เยี่ยนจื๋อยิ่งคิดก็ยิ่งโมโหสีหน้ามืดครึ้มราวกับพายุฝน “นายเคยคิดถึงผลที่ตามมาของการเอาที่อยู่ไปให้คนอื่นบ้างไหม?”