เมิ่งฉิงซี
หวังเฉินไม่ยี่หระต่อราคาสมุนไพรห้าล้านหยวน เขาทำการโอนชำระเงินผ่านโทรศัพท์ในทันที
พนักงานสาวถึงกับตาลุกวาวเป็นประกาย จากการสีหน้าไม่เปลี่ยนของหวังเฉิน ที่ต้องใช้เงินห้าล้านหยวน เธอรู้ได้ไม่ยากว่าเขาต้องเป็นลูกหลานของตระกูลที่ร่ำรวยอย่างแน่นอน
แต่เธอคงไม่มีทางรู้หรอกว่าหวังเฉินเป็นลูกหลานของตระกูลที่ร่ำรวยจริง แต่เขาถูกขับไล่ออกมาแล้ว เงินที่เขากำลังใช้อยู่นี้ล้วนเป็นเงินที่ได้มาจากหวังฉู่
เมื่อชำระเงินแล้ว หวังเฉินก็ตามพนักงานสาวออกไปรับสมุนไพร สมุนไพรถูกจัดใส่กล่องเก็บอย่างดี เพื่อไม่ให้สูญเสียคุณภาพไป
หวังเฉินถือถุงกระดาษสองใบที่มีกล่องใส่สมุนไพรอยู่เดินออกจากร้านสมุนไพรเฉาเหยาไป พนักงานสาวเดินตามออกมาส่ง เธอไม่ลืมที่จะแอบเขียนเบอร์โทรของเธอใส่ถุงกระดาษไปด้วย เผื่อว่าชายหนุ่มผู้ร่ำรวยคนนี้จะติดต่อมาหาเธอ
หวังเฉินยืนอยู่หน้าร้านสมุนไพรที่มีผู้คนเข้าออกเป็นระยะ เขาดูเวลาเล็กน้อย พบว่ามันเป็นเวลาสิบโมงกว่าๆ แล้ว
“ป่านนี้แม่คงจะตื่นแล้ว” เขาพึมพำกับตัวเอง ก่อนเตรียมจะไปยืนรอแท็กซี่
ทว่าก่อนที่เขาจะได้ก้าวเดินนั้น เขาก็ได้ยินคนเรียกเขา “หวังเฉิน?”
หวังเฉินขมวดคิ้วขึ้น พบว่าเสียงของคนที่เรียกเขานั้น มันคุ้นหูอยู่บ้าง เขาต้องค่อยๆ หมุนตัวกลับไปมอง ทันใดนั้น เขาก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งมีอายุอยู่ในช่วงยี่สิบต้นๆ ใบหน้าสวยงาม ผิวเนียนนุ่ม ริมฝีปากของเธอเป็นสีชมพูอ่อน ดูมีเสน่ห์เป็นอย่างมาก
ดวงตาทั้งคู่ของเธอสดใส มีแสงประกายคล้ายดวงดารา เรือนผมของเธอเป็นสีดำเงางาม ยาวลงไปจนถึงกลางแผ่นหลัง ชุดที่เธอใส่เป็นชุดสูทสีขาวที่เขากับรูปร่างที่ร้อนแรงของเธอ
“เมิ่งฉิงซี” หวังเฉินจำผู้หญิงคนนี้ได้ เธอมีชื่อว่าเมิ่งฉิงซี เป็นลูกหลานของตระกูลเมิ่งที่เก่าแก่ อดีตตระกูลที่เคยเป็นหนึ่งในตระกูลใหญ่ของปักกิ่ง
ด้วยเหตุผลบางประการทำให้ตระกูลเมิ่งตกต่ำลง จนสุดท้ายหลุดออกจากตระกูลใหญ่ แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่อาจดูถูกตระกูลเมิ่งได้ อำนาจของตระกูลเมิ่งยังคงอยู่ ถึงจะตกต่ำลงก็ตาม
เมิ่งฉิงซีคนนี้เคยเป็นคู่หมั้นของหวังเฉิน ที่พ่อแม่จัดการให้หมั้นกันมาตั้งแต่เด็ก อย่างไรก็ตาม เมื่อสี่ปีก่อน ช่วงเวลาที่หวังเฉินอายุสิบแปดปี เธอก็มาขอถอนหมั้น
หวังเฉินในเวลานั้นที่ยังทำตัวเสเพลเที่ยวผู้หญิงไปทั่ว รู้สึกเสียดายเธออย่างมาก แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ยินยอมให้เธอถอนหมั้นไป เนื่องเพราะเป็นคำสั่งของพ่อของเขาหวังเฉิงเทียน
“นายมาทำอะไรที่นี่?” แม้ไม่ได้เจอกันมาสี่ปี เมิ่งฉิงซีก็ถามออกมาอย่างสงสัย
เมื่อปีก่อน เธอได้ยินว่าหวังเฉินถูกขับไล่ออกจากตระกูล แล้วคนที่ถูกขับไล่ออกจากตระกูลจะมีเงินมาซื้อสมุนไพรที่ร้านสมุนไพรเฉาเหยาได้ยังไง
บอกตามตรงว่าเธอค่อนข้างจะสงสัย เพราะในมือของเขานั้นถือถุงกระดาษใบใหญ่ที่มีเครื่องหมายการค้าของร้านสมุนไพรเฉาเหยาอยู่ นอกจากนี้ยังเห็นได้ชัดเจนเลยว่า เขาไม่ได้ซื้อจำนวนน้อย แต่ซื้อจำนวนมาก
หวังเฉินไม่ได้ตอบเมิ่งฉิงซี เขามองไปยังชายวัยกลางคนในชุดจีนที่ยืนอยู่ข้างหลังของเธอ
ชายวัยกลางคนมีใบหน้าสุภาพอ่อนโยน สองมือสอดประสานกันที่หน้าท้อง ร่างกายสูงใหญ่
‘ผู้ฝึกตนระดับก่อตั้งขั้นต้น’ เขาคิดในใจ ด้วยที่เขาเคยเป็นถึงเซียนอมตะ ไม่มีผู้ฝึกตนคนไหนสามารถรอดพ้นไปจากการมองออกถึงพื้นฐานฝึกตนของเขาได้ว่าอยู่ในระดับไหนขั้นอะไร
เดิมทีหวังเฉินก็สงสัยอยู่บ้างว่าผู้ฝึกตนของโลกนี้จะมีความแตกต่างกับโลกเซียนหรือไม่ แต่วันนี้เขาได้รู้แล้ว ไม่มีความแตกต่างกันเลยสักนิดเดียว ระดับพื้นฐานฝึกตนน่าจะเหมือนกัน
“คุณหนูถามคุณ คุณควรจะตอบคำถามของคุณหนูนะ ไม่ใช่มามองผม” ชายวัยกลางคนยิ้มตาหยีให้หวังเฉิน เขารู้สึกไม่พอใจที่หวังเฉินเมินคำพูดของเมิ่งฉิงซี ดังนั้น เขาจึงพูดออกมาอย่างคุกคามอยู่บ้าง
หวังเฉินมองชายวัยกลางคนด้วยสีหน้าเรียบเฉย พูดออกมาคำหนึ่ง “หุบปาก!”
เพียงแค่คำพูดนี้ ใบหน้าของชายวัยกลางคนก็ซีดขาวลง เม็ดเหงื่อเริ่มผุดขึ้นมา ก้าวถอยหลังออกไปหลายก้าว หอบหายใจหนักหน่วงออกมา ความหวาดกลัวปรากฏขึ้นมาในใจของเขา
เขารู้สึกราวกับว่าคำพูดเมื่อครู่ ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสมองของเขา จนมันเจ็บปวดเจียนตาย ดีที่ความเจ็บปวดนี้คงอยู่แค่วินาทีเดียว ไม่อย่างนั้น เขารู้สึกว่าตัวเองได้ตายแน่
“ลุงฉง เกิดอะไรขึ้น?” เมิ่งฉิงซีที่ได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวจากด้านหลังของตัวเอง ต้องหันกลับไปมอง พอเห็นสีหน้าของชายวัยกลางคนที่มีชื่อว่าฉงสิงเธอก็หมุนตัวกลับมาถามอย่างเป็นห่วง
“ผ...ผมไม่เป็นไรครับคุณหนู” ฉงสิงตอบเสียงสั่น ช้อนสายตาขึ้นเพื่อจะมองหวังเฉิน แต่เขาก็พบว่าหวังเฉินหันหลังเดินออกไปไกลแล้ว
จ้องมองแผ่นหลังของหวังเฉิน ฉงสิงอดรู้สึกหวาดกลัวไม่ได้ ตลอดหลายปีทีได้เป็นผู้ฝึกตนมา เคยพบผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งมาก็มาก แต่เขาไม่เคยเจอใครที่ทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวมากขนาดนี้มาก่อน
“เอ๊ะ หวังเฉินนายจะไปไหน?” เมิ่งฉิงซีพลันมองเห็นว่าหวังเฉินเดินออกไปแล้ว โดยที่ไม่ได้สนใจที่จะตอบคำถามของเธอเลยสักนิด
“คุณหนู!” ฉงสิงรีบหยุดเธอเอาไว้ “ชะ...ชายคนนั้นอันตราย คุณไม่ควรไปยุ่งกับเขา!”
“อะไรนะ?!” เมิ่งฉิงซีตกใจกับคำพูดของฉงสิง เธอรู้ว่าฉงสิงเป็นผู้ฝึกตนระดับก่อตั้งขั้นต้น เขาไม่เคยพูดแบบนี้ออกมาก่อนเลย จึงไม่แปลกที่เธอจะตกใจกับคำพูดของเขา
“คุณหนู ผมพูดจริงๆ ผมไม่รู้ว่าคุณหนูรู้จักกับชายคนนี้ได้ยังไง แต่เขาอันตรายมาก คุณหนูไม่ควรไปยุ่งกับเขา ถ้าทำให้เขาไม่พอใจ เขาคงฆ่าได้อย่างไม่ลังเล!” ฉงสิงพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“นะ...นี่จะเป็นไปได้ยังไง?” เมิ่งฉิงซีรู้สึกไม่อยากจะเชื่อ หวังเฉินเป็นใครทำไมเธอจะไม่รู้ เขาเป็นคุณชายตระกูลหวังผู้เสเพล เที่ยวไปทั่วและเป็นคนที่เย่อหยิ่งอย่างมาก ถ้าเขาไม่เป็นแบบนี้ เธอจะขอถอนหมั้นกับเขาเหรอ
“เป็นเรื่องจริงครับ ผมขอเอาชีวิตยืนยัน!” ฉงสิงมีใบหน้าเคร่งขรึม เขารู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่หวังเฉินไม่ได้ฆ่าเขาที่เขากล้าคุกคามอีกฝ่าย
ได้ยินคำพูดของฉงสิง เมิ่งฉิงซีจะไม่เชื่อก็ไม่ได้ เธอได้แต่ระงับอารมณ์ความตกใจและไม่อยากจะเชื่อของตัวเองไว้ จ้องมองแผ่นหลังของหวังเฉินที่เดินไปไกลมากแล้วด้วยสายตาซับซ้อน
“คุณเมิ่ง ยินดีต้อนรับครับ” ในเวลานี้เอง มีชายวัยกลางคนแต่งตัวดูดีในชุดสูทออกมาจากร้านสมุนไพรเฉาเหยา
“ผู้จัดการจาง” เมิ่งฉิงซีหันมองชายวัยกลางคน จดจำอีกฝ่ายได้ในทันทีว่าเป็นผู้จัดการของร้านสมุนไพรเฉาเหยา
ผู้จัดการจางยิ้มให้กับเมิ่งฉิงซี เขาเดิมทียืนอยู่ภายในร้าน รอให้เมิ่งฉิงซีมาถึง แต่รออยู่นานแล้วก็ไม่เห็น จึงได้ออกมาดูและเขาก็ได้เห็นเมิ่งฉิงซียืนอยู่ที่หน้าทางเข้าพอดีจึงรีบเข้ามาทักทายและต้อนรับ
“เข้าไปข้างในกันเถอะครับ สมุนไพรของเดือนนี้ ทางร้านได้เตรียมไว้ให้คุณแล้ว”
“ตกลงค่ะ” เมิ่งฉิงซีตอบรับ ที่เธอมาร้านสมุนไพรเฉาเหยาเป็นเพราะว่าต้องการมานำสมุนไพรไปให้คุณปู่ของเธอที่ป่วยอยู่
จบบทที่ 6