เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    เล่มที่ 2 บทที่ 49 กลับสู่จุดเริ่มต้น

            การถ่ายทอดสดจะเริ่มต้นขึ้นตอนเที่ยงตรงขณะนี้เป็นเวลา 11:50 น.แล้ว แต่ทางตำรวจยังคงหาวิธีช่วยตัวประกันออกมาไม่ได้

            11:53 น.ยอดผู้ติดตามล็อกอินของฆาตกรพุ่งสูงถึงสิบล้านคน เขาออกมาโพสต์ว่า

            ดูท่าทางตำรวจคงจนปัญญาที่จะช่วยแพทย์นิติเวชของพวกเขาออกไปถ้าอย่างนั้น ฉันจะเริ่มการแสดงก่อนเวลา เพื่อเป็นการขอบคุณทุกคนเลยละกัน

            11:54 น.ลู่เป๋าเหยียนได้มาถึงชั้นล่างของอาคารสิบหก ผู้กำกับยื่นข้อความที่ฆาตกรได้โพสต์ไว้ให้เขาดูเขาหรี่ตาลงพร้อมโทรศัพท์หามู่ซือเจวี๋ย

            เขาไม่สนว่าตอนนี้เรียกว่าวินาทีสุดท้ายแล้วหรือยัง เขาไม่อาจทนอยู่เฉยได้อีกแล้ว

            มีอีกคนที่ไม่อาจทนรอได้อีกต่อไปนั่นก็คือ ฆาตกรผู้โด่งดังในขณะนี้

            เขาถือมีดพลางเดินเข้ามาใกล้ซูเจี่ยนอัน

            “พวกเรากำลังจะเริ่มแล้วนะจ๊ะสาวน้อยไม่ต้องกลัว มีคนในเน็ตตั้งเยอะกำลังรอชมการแสดงของพวกเราอยู่นะ”

            เขาใช้มีดตัดเชือกที่มัดมือซูเจี่ยนอันตอนนี้เหลือเพียงขาของเธอเท่านั้นที่ยังถูกมัดไว้ จากนั้นจึงอุ้มเธอวางลงบนพื้นเขาหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูป

            “รูปนี้จะเป็นรูปสุดท้ายของเธอที่ยังดูสมบูรณ์อยู่ฉันคงต้องถ่ายให้สวยๆ หน่อย”

            ซูเจี่ยนอันมองไปที่เจียงเส้าข่ายในตอนนั้นเอง เจียงเส้าข่ายก็แก้มัดที่มือได้สำเร็จ เขาค่อยๆ ลุกขึ้นแล้วจึงพุ่งตัวไปยังหน้าต่างทันที

            ต้องมีหน่วยซุ่มยิงที่กำลังรอโอกาสอยู่แน่เพียงแค่เขาเปิดผ้าม่านออก ตำรวจคงจัดการกับฆาตกรได้

            ฆาตกรเห็นการกระทำของเจียงเส้าข่ายแล้วถึงกับสีหน้าเปลี่ยนเขาทิ้งมือถือลงแล้วหยิบปืนขึ้นมา

            ปากกระบอกปืนสีดำเล็งไปที่เจียงเส้าข่ายซูเจี่ยนอันร้องตะโกนอย่างตกใจ

            “เจียงเส้าข่าย!”

            เสียงเปิดผ้าม่านอย่างแรงดังขึ้นพร้อมกับแสงอาทิตย์อันเจิดจ้าในเวลาเที่ยงที่สาดส่องเข้ามา ซูเจี่ยนอันปิดตาลงเพราะแสบตาจากนั้นจึงได้ยินเสียงปืนดังขึ้นสองนัด

            ปัง!

            ปัง!

            เสียงกระจกแตกดังขึ้นตามหลังเสียงปืนนัดที่สอง ซึ่งน่าจะเป็นของทางตำรวจแต่เสียงแรกนั้น...ดังขึ้นในห้องนี้

            แม้จะแสบตามากก็ตามแต่ซูเจี่ยนอันก็รีบลืมตาขึ้นมาในทันทีเธอเห็นฆาตกรและเจียงเส้าข่ายนอนกองอยู่ที่พื้น

            ตำรวจได้ยิงซ้ำที่มือของฆาตกรอีกนัดเพื่อสกัดไม่ให้เขาคว้าปืนมายิงใครได้อีก ส่วนเจียงเส้าข่าย เขาถูกยิงเข้าที่ท้องตอนนี้เลือดออกจนเปื้อนเชิ้ตสีขาวของเขาเต็มไปหมด หน้าของเขาเริ่มซีดลงเรื่อยๆ

            “เจียงเส้าข่าย!”

            ซูเจี่ยนอันทำอย่างไรก็แก้มัดของตนไม่ได้สักทีจึงได้แต่นอนอยู่ที่เดิม

            ในตอนนั้นเองก็มีคนพังประตูเข้ามาจากนั้นซูเจี่ยนอันก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของคนหลายคนที่กำลังวิ่งตรงมาทางเธอแต่ซูเจี่ยนอันไม่มีเวลาไปสนใจอะไรทั้งนั้นเธอมองไปที่เจียงเส้าข่ายพลางเรียกชื่อเขา

            มีคนเข้ามานั่งลงข้างๆ และช่วยแก้มัดให้เธอกลิ่นอันคุ้นเคยลอยมาแตะจมูก แต่ตอนนี้เธอยังไม่มีเวลาไปหาคำตอบอะไรทั้งนั้นเมื่อเป็นอิสระเธอก็รีบพุ่งเข้าไปหาเจียงเส้าข่ายในทันทีเธอใช้มือกดปากแผลของเขาเพื่อห้ามเลือดแต่เลือดยังคงไหลลอดผ่านนิ้วมือเธอออกมาไม่หยุด

            น้ำตาของเธอเริ่มเอ่อคลอจนขอบตาแดงไปหมด

            “อย่าร้องไห้สิ”เจียงเส้าข่ายพยายามยิ้ม “ฉันยังมีอะไรจะบอกกับเธอ เจี่ยนอันถ้าฉันอ่อนถึงขนาดโดนยิงแค่นัดเดียวก็ตายแล้วล่ะก็ ฝากเธอช่วยบอกพ่อแม่ฉันว่าอย่าเศร้าไปเลย ฉันก็แค่ไปหาคุณยายเท่านั้นเอง...”

            “หยุดพูดเถอะ”สุดท้ายแล้วน้ำตาเธอก็ไหลออกมาจนได้ “เจียงเส้าข่าย นายต้องไม่ตาย!”

            หมอและพยาบาลรีบขนเปลผู้ป่วยเข้ามาซูเจี่ยนอันช่วยพวกเขาย้ายร่างเจียงเส้าข่ายขึ้นไปบนนั้นเหมือนเธอจะได้ยินใครกำลังเรียกเธอ แต่ตอนที่เธอกำลังจะหันกลับไปมองเจียงเส้าข่ายกลับหมดสติไปเธอจึงรีบกุมมือเขาและเรียกชื่อเขาไม่หยุดไปตลอดทางขณะลงไปชั้นล่าง

            ลู่เป๋าเหยียนมองตามหลังซูเจี่ยนอันมุมปากยกขึ้นเหมือนกำลังยิ้มเยาะตัวเอง เขากดโทรศัพท์หามู่ซือเจวี๋ย

            “ทุกอย่างเรียบร้อยแล้วให้พวกเขากลับไปได้”

            “เอ๋?” มู่ซือเจวี๋ยหัวเราะเบาๆ“เจี่ยนอันช่วยตัวเองออกมาได้จริงเหรอเนี่ย ฉันถึงได้บอกไงว่าเธอเป็นคนฉลาดเธอ...”

            ลู่เป๋าเหยียนกดวางสายก่อนมองไปยังฆาตกรที่นอนกองอยู่บนพื้นสายตาเหมือนครุ่นคิดอะไรบางอย่างเพียงชั่ววินาที จากนั้นจึงเดินออกไป

            เขาเดินลงมาที่ชั้นล่างก็เห็นซูเจี่ยนอันกำลังวิ่งขึ้นรถพยาบาลอย่างเร่งรีบเธอกุมมือเจียงเส้าข่ายพลางพูดอะไรสักอย่างกับเขาไม่หยุดคิ้วขมวดด้วยความเป็นห่วงและกังวลใจ หางตาชื้นไปด้วยคราบน้ำตา

            ไม่นานรถพยาบาลก็วิ่งห่างออกไป

            เขาเป็นคนที่อยู่ข้างเธอช่วยแก้มัดให้เธอ เขานึกว่าเธอจะกลัวมากจนเขาอยากเข้าไปกอดปลอบเพื่อบอกเธอว่าไม่เป็นไรแล้วนะแต่สายตาเธอกลับจ้องอยู่ที่ชายคนอื่น ทั้งๆ ที่เขากับเธออยู่ใกล้กันแค่ไม่ถึงเซน

            เธอคงไม่รู้ว่าเขามาหาเธอที่นี่

            ลู่เป๋าเหยียนขึ้นมาบนรถและมองไปทางวังหยางที่กำลังสูบบุหรี่อยู่

            วังหยางรู้ดีว่าลู่เป๋าเหยียนไม่ชอบคนสูบบุหรี่ที่จริงเมื่อก่อนลู่เป๋าเหยียนก็สูบ แต่หลายปีก่อนหน้านี้เขาเลิกสูบไปแล้วว่าแล้ววังหยางจึงรีบดับบุหรี่ลง

            “ฉันไม่สูบแล้ว”

            ลู่เป๋าเหยียนหยิบบุหรี่ออกมาจากกล่องบุหรี่ของวังหยางหนึ่งมวน

            “ที่จุดไฟล่ะ”

            วังหยางนึกว่าตัวเองหูฝาดหลังจากนิ่งอึ้งไปสักพักจึงยื่นไฟแช็กไปให้ลู่เป๋าเหยียน

            “ฉันไม่ใช้ไม้ขีดไฟ”เขาเคยได้ยินว่าลู่เป๋าเหยียนชอบใช้ไม้ขีดไฟจุดบุหรี่ ไม้ขีดไฟของเขาบรรจุอยู่ในกล่องสวยงาม

            พรึ่บ! เสียงจุดไฟแช็กได้ดังขึ้นพร้อมกับเปลวไฟที่ลุกขึ้นมา

            “ไม่เป็นไร”ลู่เป๋าเหยียนพูดพลางจุดบุหรี่ให้ตัวเอง

            วังหยางรู้สึกเหมือนตาฝาดขณะมองผ่านกลุ่มควันที่ลอยอยู่ตรงหน้าเขารวบรวมความกล้าถามออกไปว่า

            “พวกเราจะไปไหนกัน”

            “โรงพยาบาล”

            ชั้นล่างของแผนกศัลยกรรมในตอนนี้เต็มไปด้วยกองทัพนักข่าวที่ตามรถพยาบาลเข้ามา ขณะที่ข้างบนตึกนั้นเจียงเส้าข่ายกำลังเข้ารับการผ่าตัดด่วน

            ซูเจี่ยนอันและแม่ของเจียงเส้าข่ายกำลังนั่งรออยู่บนเก้าอี้หน้าห้องผ่าตัดจากนั้นไม่นาน เสียงฝีเท้าอันเร่งรีบของใครบางคนที่ซูเจี่ยนอันคุ้นเคยก็ดังขึ้นเมื่อเธอเงยหน้าขึ้นมอง น้ำตาก็ไหลออกมาทันที

            “พี่คะ...”

            มีเพียงเวลาอยู่ต่อหน้าซูอี้เฉิงเท่านั้นเธอถึงกล้ายอมรับว่าตัวเองทั้งกลัวและขวัญเสียมากแค่ไหน

            “ไม่เป็นไรแล้วนะตำรวจกุมตัวฆาตกรแล้วเรียบร้อย” ซูอี้เฉิงกอดน้องสาวไว้แน่น “ไม่เป็นไรแล้วไม่ต้องกลัว”

            ซูเจี่ยนอันพยักหน้าซูอี้เฉิงตบไหล่เธอเบาๆ แล้วจึงเดินไปหาแม่ของเจียงเส้าข่าย

            “คุณนายเจียงครับ”

            เธอฝืนยิ้มออกมาตอบรับซูอี้เฉิงแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจ “ครั้งนี้ต้องขอบคุณเส้าข่ายมากถ้าไม่ใช่เพราะเขายอมเสี่ยง น้องสาวของผมก็คง...”

            “เขาชอบบอกว่าตัวเองเป็นตำรวจคงเพราะอย่างนั้นเขาเลยตัดสินใจทำแบบนี้” เธอพูดพลางกุมมือซูเจี่ยนอัน “เจี่ยนอันหนูคงเหนื่อยมากแล้ว กลับไปกับอี้เฉิงเถอะลูก ทางนี้มีน้าอยู่คงไม่เป็นไรพ่อของเส้าข่ายเองก็กำลังรีบกลับมาจากนอกเมือง”

            ซูเจี่ยนอันส่ายหน้า“คุณน้าคะ หนูขอรอจนกว่าเขาจะผ่าตัดเสร็จนะคะ”

            “งั้นก็ได้จ้ะ”

            แม่ของเจียงเส้าข่ายไม่ได้พูดอะไรต่อเธอนั่งลงพลางจ้องมองประตูห้องผ่าตัดอย่างกังวลซูอี้เฉิงจูงซูเจี่ยนอันให้ไปนั่งอีกด้าน

            “น้องเจอลู่เป๋าเหยียนหรือเปล่า”

            “เขา?” ซูเจี่ยนอันงง“เขาไม่ได้อยู่อเมริกาเหรอคะ”

            “เขากลับมาแล้วลงเครื่องปุ๊บก็รีบไปที่เถียนอันการ์เดนท์เลยพี่กับผู้กำกับถังเห็นเขาวิ่งขึ้นไปข้างบนตึก น้องไม่เห็นเขาเลยเหรอ”

            ซูเจี่ยนอันนึกถึงกลิ่นอันคุ้นเคยตอนที่มีคนมาช่วยเธอแก้มัดรวมถึงตอนที่มีคนเรียกชื่อเธอ...

            นั่นคือลู่เป๋าเหยียน?

            เธอส่ายหน้า“ตอนนั้นเจียงเส้าข่ายเลือดออกเยอะมาก หนูไม่ทันได้สังเกต...อีกอย่างเขาบอกว่าคราวนี้จะไปเจ็ดวันไม่ใช่เหรอคะ ทำไมถึงรีบกลับมา”

            คราวนี้ก็บังเอิญอีกงั้นเหรอ...

            ซูอี้เฉิงยิ้มตอบ“เรื่องนี้...น้องคงต้องไปถามเขาเอง”

            ถ้าเขาเดาไม่ผิดป่านนี้คนที่โดนเมินบางคนคงกำลังช้ำในจนแทบกระอักเลือดไปแล้วแน่ๆเขาอยากรู้เสียจริงว่าลู่เป๋าเหยียนจะตอบเจี่ยนอันว่าอย่างไร

            ซูเจี่ยนอันรู้สึกว่าพี่เธอยิ้มแปลกๆแต่ก็ไม่คิดจะซักไซ้อะไร ว่าแล้วจึงเดินกลับไปนั่งลงข้างๆ แม่เจียงเส้าข่าย

            ไม่นานเจียงเส้าข่ายก็ถูกเข็นออกมาจากห้องผ่าตัดคุณหมอบอกแม่เขาว่า

            “ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับตอนนี้ผมนำกระสุนออกมาแล้ว คนไข้ไม่มีอาการแทรกซ้อนอื่นๆ เพิ่มเติมตอนนี้ปลอดภัยดีแล้วครับ เพียงแค่เสียเลือดมากไปเท่านั้นคงต้องพักผ่อนดูอาการสักระยะ”

            แม่เจียงเส้าข่ายถอนหายใจอย่างโล่งอก

            “ขอบคุณมากค่ะคุณหมอ”

            ซูเจี่ยนอันเองก็โล่งใจเธอเดินตามเจียงเส้าข่ายไปจนถึงห้องผู้ป่วย แต่แม่ของเขากลับไปไม่ให้เธออยู่ต่อ

            “เจี่ยนอันรีบกลับบ้านไปกินข้าวพักผ่อนเถอะลูก ถ้าเส้าข่ายฟื้นแล้วเดียวแม่โทรไปบอกนะ”

            ตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงตอนนี้ซูเจี่ยนอันไม่ได้แตะน้ำสักหยดพอแม่เจียงเส้าข่ายพูดแบบนี้เธอก็เริ่มรู้สึกหิวขึ้นมาทันที เธอพยักหน้าตอบรับและกลับออกไปพร้อมซูอี้เฉิง

            แต่เธอนึกไม่ถึงเลยว่า จะเห็นรถของลู่เป๋าเหยียนจอดอยู่หน้าโรงพยาบาล

            “ดูท่าพี่คงไม่ต้องไปส่งเราแล้วล่ะ”

            ซูอี้เฉิงพูดยิ้มๆ แล้วจึงเดินกลับไปยังรถของตัวเอง

            ซูเจี่ยนอันนิ่งคิดไปสักพักแล้วจึงเดินตรงไปที่รถคันนั้นลู่เป๋าเหยียนเปิดประตูรถลงมา

            “ผู้กำกับถังให้เธอหยุดพักหนึ่งสัปดาห์”

            “อืม เข้าใจแล้ว”

            เรื่องที่เกิดทั้งหมดทำเอาซูเจี่ยนอันทั้งเหนื่อยทั้งกลัวเธอต้องการพักผ่อนสักระยะจริงๆ นั่นแหละ

            “ขึ้นรถเดี๋ยวฉันไปส่ง” ลู่เป๋าเหยียนพูดพลางขมวดคิ้วเล็กน้อยเหมือนจะสื่อว่าห้ามปฏิเสธ

            ซูเจี่ยนอันเองก็หมดแรงจะเดินไปเรียกรถกลับบ้านเองเธอขึ้นรถไปอย่างว่าง่าย ลู่เป๋าเหยียนขึ้นรถตามมา เธอหันไปมองเขาพลางถามเสียงเบา

            “นายบอกว่าจะไปเจ็ดวันไม่ใช่เหรอทำไมกลับมาแล้วล่ะ”

            เธอไม่รู้จริงๆ หรือเดาไม่ออกกันแน่

            ลู่เป๋าเหยียนมองซูเจี่ยนอันพลางตอบ“งานเสร็จแล้วเลยกลับมาก่อน”

            เธอคงคิดมากไปเองก็แค่เรื่องบังเอิญเท่านั้นสินะ

            “อ๋อ”ซูเจี่ยนอันตอบด้วยน้ำเสียงเจือความผิดหวัง “ถึงบ้านแล้วเรียกฉันนะ”

            พุดจบเธอก็หลับตาลงและไม่นานก็เข้าสู่นิทรา

            ทุกครั้งที่รถเลี้ยวตัวซูเจี่ยนอันก็ทำท่าจะเอียงมาทางลู่เป๋าเหยียนอยู่ตลอดเห็นดังนั้นลู่เป๋าเหยียนจึงเขยิบเข้าไปนั่งข้างๆ เพื่อให้เธอซบไหล่เขาได้

            เธอขยับตัวให้เข้าที่พร้อมกับกอดแขนลู่เป๋าเหยียนไว้สีหน้าพอใจเหมือนเด็กที่ได้ลูกอมไม่มีผิด

            สภาพจิตใจอันขุ่นมัวของลู่เป๋าเหยียนค่อยๆดีขึ้นทีละนิด เขาสั่งให้คนขับปิดเพลง และยื่นมือไปปิดผ้าม่านเพื่อไม่ให้แสงอาทิตย์แยงตาซูเจี่ยนอัน

            เขาดูแลเธอในขณะที่กำลังหลับอย่างดีตลอดทางกลับบ้าน

            หลังจากนั้นหนึ่งชั่วโมงรถก็ได้จอดลงที่หน้าบ้าน ซูเจี่ยนอันยังคงหลับอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราวลู่เป๋าเหยียนกำลังคิดจะอุ้มเธอลงไป แต่เธอกลับลืมตาตื่นขึ้นมาก่อน

            เมื่อพบว่าตัวเองเอนพิงเขาไม่พอแถมยังกอดแขนเขาไว้แน่นซูเจี่ยนอันรู้สึกอยากจะตีตัวเองจริงๆ ว่าแล้วจึงรีบหันไปขอโทษ

            “โทษทีนะ ฉะฉันเผลอหลับไป ฉันไม่ได้ตั้งใจ...”

            น้ำเสียงที่ดูเกรงใจและเหินห่างทำให้สายตาลู่เป๋าเหยียนเริ่มเย็นขึ้นทุกที เสียงของเขาตอบกลับมาอย่างไร้ความรู้สึก

            “ไม่เป็นไร”

            ความเย็นชาของเขาที่ส่งมาทำให้ซูเจี่ยนอันไม่อยากพูดอะไรต่อ เธอรีบลงจากรถไปทันที

            อยู่ๆ ความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งสองคนก็กลายเป็นเหินห่างเหมือนเมื่อตอนพบกันใหม่ๆราวกับว่าการกอดจูบกันอย่างใกล้ชิดในช่วงเวลาที่ผ่านมาไม่เคยเกิดขึ้นอย่างไรอย่างนั้น

            ซูเจี่ยนอันเคยฝันถึงตอนที่ลู่เป๋าเหยียนกลับมาเขาเอาของมาเซอร์ไพรส์เธอ แต่พอเวลานี้ที่เขากลับมาแล้วจริงๆเธอกลับไม่กล้าถามเรื่องนี้ออกไปสักคำ

            ลู่เป๋าเหยียนคงจะลืมไปแล้วสินะเธอคิด

            ทั้งหมดที่ผ่านมาก็แค่ละครพวกเราไม่ได้ใกล้ชิดสนิทสนมกันจริงๆ เสียหน่อย

    คล้ายกับเรื่องเจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่ ที่คุณอ่าน