“โว้วว นั่น..นึกไม่ถึงเลย คิดว่านายจะไม่อยากคุยกับผมเื่นี้แล้ว ยิ่งหลังจากหัวเราะขนาดนั้นน่ะนะ” ผมยิ้มแห้ง ไม่อยากจะเชื่อที่ได้ยินแบบนั้น
เอสเม่หัวเราะในลำคอ “ไม่เอาน่า ถึงไม่มีใครบอกตรงๆ แต่คำอธิบายของนายมันสมเหตุสมผลนั้นแหละ ไม่มีใครสงสัยเื่อบเชยหยินหยาง จากนายแล้ว จริงมั้ยเอสเมีย เอสมาร์”
“จริงจ้าา” เอสเมียตอบพร้อมยังส่งสายตาไม่หยุด
“ใช่แล้ว! อบเชยหยินหยาง คุณสมบัติพิเศษคือ มีความเผ็ดร้อนจากธาตุไฟและมีกลิ่นหอมจากธาตุน้ำ เมื่อนำไปเคี่ยวกับน้ำซุป จะได้ซุปที่เผ็ดร้อนและหอมเย็นในเวลาเดียวกัน เป็วัตถุดิบชั้นดีที่ราคาค่อนข้างแพง นั้นเพราะการเอาวัตถุดิบทั้งร้อนและเย็นในเวลาเดียวกันไปปรุงอาหารก็ไม่ง่าย เมนูจากมันอยู่บนโต๊ะผู้มีอันจะกินทั้งนั้น แม้สำหรับเมืองใหญ่ก็ยังแพงเลย..แต่ที่สำคัญที่สุด” เอสมาร์เองก็มากอดคอผมเหมือนกัน
“คือ การตามหามันเนี่ยแหละ เงื่อนไขของมันคือต้องเป็ต้นอบเชยที่ ซึบซับทั้งธาตุน้ำและธาตุไฟ อย่างพอๆกัน และเป็เวลานานๆ อบเชยที่นายเอามาเรียกว่าเป็ อบเชยหยินหยาง ได้แน่ๆแม้จะคุณภาพต่ำก็เถอะ” เอสมาร์อธิบายออกมาอย่างกับหนังสือพูดได้
“ต่ำหรอกเหรอเนี่ย!?” ผมเองก็ผิดหวังแฮะแบบนี้
เอสเมียคว้าคอผมคืนจากเอสมาร์แล้วปลอบ “แค่ได้เจอก็เจ๋งแล้วนะ เรียกว่าสถานการณ์ของนายมันเอื้อให้กลายเป็อบเชยหยินหยางได้พอดี แต่อย่างที่เอสมาร์บอกแม้จะรู้ว่าตรงนั้นมีความเป็ไปได้ที่จะมี แต่มันเล่นซ่อนการตรวจกระแสเวทย์แบบนั้น ขนาดชั้นเองยังไม่เคยได้เจอด้วยซ้ำ”
ผมยังไม่ค่อยกล้ามองเอสเมียตรงๆอยู่ดี “โอ้ว ขอบคุณครับ”
“ว่าไง รี้ด ชั้นขอรับซื้อทั้งหมด เื่ราคาไม่ต้องเป็ห่วง พวกเรามืออาชีพ แม้นายจะซื้อผลึกเวทย์มาเผื่อชุดปัจจุบัน ก็ตุนได้สบายๆ 2-3 ชุดเลย” เอสเม่บอก
ผมใอยู่เหมือนกัน ไม่คิดว่าความลำบากหลายเดือน ในที่สุดก็ออกดอกออกผลสินะ พอคิดงั้น น้ำตามันก็ซึมออกมาซะงั้น …ความทรมานแทบอ้วก วันที่คลานกลับบาเรีย
….มันก็มีความหมายสินะ
“...ขายครับ ฮึก ฝาก ฝากตีราคาด้วยครับ!” ผมกลั้นไว้จะไม่อยู่ เอสเมียเห็นแบบนั้นจึงคว้าผมไปกอด ลูบหัวปลอบผมยกใหญ่เลย และคืนนั้นก็จบที่การขายสมุนไพรไปทั้งหมด ส่วนกระเทียมเพลิงป่าผมยังยืนยัน ว่าไม่คิดเงินเหมือนเดิม
สรุปว่า สมุนไพรหายากทั้งหมดทำรายได้ให้ผมตั้ง 6,800 ซิลฟา!
“พริกไทยเย็น” = 300 ซิลฟา
“หญ้าน้ำค้างซ่อนกาย” = 500 ซิลฟา
“กล้วยไม้ครามห้าแฉก” = 2,000 ซิลฟา
“อบเชยหยินหยาง(ระดับต่ำ)” = 4,000 ซิลฟา
แค่อบเชยหยินหยาง(ระดับต่ำ) ก็เกือบจะเท่าเงินเดือนทั้งเดือนเลยเหรอเนี่ย!
…จากนั้นหนึ่งอาทิตย์ ที่ห้องของเอสเม่
“เอาล่ะ รับไม่รับนายก็ลองฟังขอเสนอดูก่อนแล้วกัน” เอสเม่พูด
ในวันนี้เอสเม่ได้นัดผมมาพูดคุยเื่งานหาของป่า ในห้องมีเพียงแค่ผมและเอสเม่เท่านั้น ดูเหมือนวันนี้ ทั้งเอสมาร์และเอสเมียต่างก็ติดภารกิจการหาของป่าเช่นกัน ั้แ่คืนนั้น เอสเม่ก็ไม่เรียกผมว่า ‘ชาวบ้าน’ อีกต่อไป เอลฟ์อีกสองคนเองก็ไม่มีท่าทีดูถูกผมอีกแล้ว ยิ่งกับเอสเมียนี่ เหมือนสถานการณ์จะเปลี่ยนไปแบบคนละเื่เลย จนขนาดหัวหน้ายังแซวเลย ว่าไปทำอะไรมาเอสเมียถึงรุกใส่ขนาดนี้ ดูเหมือนที่วันนี้เอสเม่นัดก็เพราะ เอสเมียไม่ว่างด้วยส่วนหนึ่ง เขาคงดูออกที่ผมยังประหม่าเธออยู่
“งานรอบนี้น่ะ เอาจริงๆชั้นเองก็ยังชั่งใจอยู่ว่าให้นายจะถูกรึเปล่า” เขาส่ายหน้า “อย่าเข้าใจผิดนะ ถ้านายฝีมือไม่ถึงล่ะก็ ชั้นไม่เสียเวลาลังเลหรอก”
ผมพยักหน้ารับ “เข้าใจแล้วครับ ว่ามาเลยครับ”
“ไม้-กฤษณา-กำ-เริบ-น้ำ งานคราวนี้คือเ้านี่แหละ” เอสเม่พูดชัดๆ
ผมหลับตา เอียงคอ ใช้ความคิดเล็กน้อย “...เอ ไอ้เ้าไม้นี่ มันไม่ได้อยู่แถวนี้ไม่ใช่เหรอครับ ไม่ใช่แถว Golden Rim แล้วยังกำเริบน้ำอีก!??” ผมถามด้วยความสับสน
เอสเม่ลุกขึ้นมา กอดอกแล้วมองมาจริงจัง “ถูกต้อง เ้าไม้นี่น่ะเดิมที่มันอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของ Golden Rim …เ้าไม้นี่เดิมทีคือ ไม้ที่ชาวเอลฟ์ชอบเอาไปใช้สำหรับ การรมควัน อยู่แล้วมันช่วยให้เนื้อสัตว์หอมขึ้นเล็กน้อย” เอสเม่บอกที่มาของไม้ ทวนให้ผมฟัง
ผมพยักหน้ารับ เข้าใจ
“สำหรับราคาปกติของมัน ไม่มีค่าอะไรเท่าไหร่ ไอ้อบเชยของแกยังมีค่ามากกว่า แต่ว่า…”
“ในฤดูที่กระแสเวทย์ธาตุน้ำจะเยอะเป็พิเศษ แบบอีกเดือนข้างหน้านี้ อนูเวทย์ธาตุน้ำจะล้นทะลักเข้าไปยังต้นไม้ชนิดนี้ ซึ่งเดิมแล้วมันชอบธาตุดิน จะทำให้เ้าต้นไม้ชนิดนี้..” เอสเม่มองด้วยสีหน้าเ้าเล่ห์มาทางผม
ผมคิดตาม อนูเวทย์ทะลัก..! “หรือว่า! มันจะออกอาการแพ้อนูเวทย์ธาตุน้ำ!”
“หึหึ ถูกต้อง! สมแล้ว ถ้าเป็แกต้องเดาถูกแน่” เอสเม่ถูกใจแล้วอธิบายต่อ “การที่เ้าไม้นี่มันออกอาการแพ้อนูเวทย์ธาตุน้ำ ในหมู่เอลฟ์เลยเรียกเ้านี่ว่า ไม้กฤษณากำเริบน้ำ”
“เพียงแต่ว่า แค่มันกำเริบน้ำยังไม่ได้ทำให้มันมีราคา ถ้ามันกำเริบน้อยไปแล้วหยุด มันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถ้ามันกำเริบมากไปต้นนั้นจะตายคุณค่าจะกลายเป็ศูนย์ เพราะงั้นเราต้องหาต้นที่มันกำเริบจนเกือบตายอย่างต่อเนื่อง ถ้าเจอต้นที่ปรับตัวได้ในที่สุดก็ถือว่าสมบูรณ์แบบ! แต่การโลภไปมักจะปล่อยให้มันตายไปซะก่อนเสมอ” เอสเม่พูดถึงเงื่อนไขราคา
ผมหยุดคิด เล็กน้อย “แปลว่า ต้นที่มันกำเริบมากพอ เวลาเราตรวจกระแสเวทย์รอบๆมัน มันจะไม่มีเหมือนต้นอื่นใช่มั้ย?”
“ไม่เชิง! มันต่างกัน แต่มันต่างกันเพียงเล็กน้อยมากๆ แม้ว่ามันเป็ของมีค่าสำหรับบ้านนอกแบบนี้ แต่มันยากสำหรับคนระดับผู้เดินทาง ที่จะแยกความแตกต่าง พูดง่ายๆคือแม้สำหรับพวกเราเองก็ยังถือว่าแยกได้ยาก ยกเว้นแต่พวกมืออาชีพในการหาไม้พวกนี้ แต่สำหรับพวกนั้นมันก็มีของระดับสูงกว่านี้ ไม้นี่จึงเป็โอกาสของคนระดับพวกเรา! อะแฮ่ม! เอาเถอะ แม้นายจะระดับชาวบ้านอยู่ แต่จะนับว่าระดับเดียวกันในกรณีพิเศษแล้วกัน” เอสเม่แก้คำตัวเองเล็กน้อย
“ฮ่าๆ ไม่เป็ไร ถึงจะก้าวหน้ามามากแต่ยัง ระดับชาวบ้านอยู่จริงๆ” ผมพูดแก้เขินให้เอสเม่
“ยังไงก็ตาม ความยากมันมีอยู่สองอย่างสำหรับงานนี้”
“หนึ่ง มันต้องไปนอกเขต Golden Rim สำหรับนายแล้วถือว่าค่อนข้างอันตราย”
“สอง การตรวจสอบกระแสเวทย์คือ หัวใจหลักในความสำเร็จ ชั้นชี้จุดให้ได้ว่าบริเวณไหนที่ต้นไม้พวกนี้มันชอบขึ้น แต่การตรวจว่าต้นไหนใช่คือ ตัววัดความสามารถที่แท้จริง”
“เนื่องจากฤดูนี้เราคาดการณ์ว่า พวกเราจะมีคนไม่พอไปเก็บไม้ชนิดนี้ ปกติชั้นจะเป็คนไปเก็บเองทุกๆปี นายรู้รึเปล่าขอเราเจอเพียงต้นเดียว เราทำราคาได้ั้แ่ 30,000 - 50,000 ซิลฟา แต่ถ้าเราเจอต้นที่กำเริบจนปรับตัวได้ เราจะทำราคาได้ 100,000 ซิลฟาเป็อย่างน้อย!” เอสเม่เล่าอย่างตื่นเต้น ทำเอาผมเองก็ตื่นเต้นไปด้วย ตัวเลขมากขนาดนั้นไม่เคยจินตนาการด้วยซ้ำ
“อืมมม…..ในเมื่อนายเป็คนไปหาทุกปี ถ้างั้นกระแสเวทย์มันเป็ยังไงบ้าง ตอนที่ตรวจสอบใกล้ๆมัน ?” ผม้าเก็บรายละเอียด
เอสเม่ ใช้ความคิดและหลับตาลงในขณะที่อธิบายออกมา
“เวลาที่อยู่บริเวณที่มีต้นไม้กฤษณารอบๆ พื้นที่จะท่วมท้นไปด้วยกระแสธาตุดิน เห็นได้ชัดว่าแต่ละต้นดูดกระแสธาตุดินไปเป็วังวนอย่างช้าๆ ในขณะที่เวลาที่มีกระแสธาตุน้ำทะลักเข้ามา ธาตุน้ำมันจะค่อยๆปะปนลงในวังวน กระแสธาตุดินอย่างช้าๆ ในตอนนั้นนี่แหละ! ที่วังวันจะเริ่มโดนหยุด เหมือนมีคนเอาจุกมาปิดรู แล้วต้นนั้นๆจะเริ่มปล่อยไอเย็นออกมา นี่คือตอนที่ต้นมันเริ่มกำเริบน้ำ!”
ผมค่อนข้างแปลกใจ เพราะที่เขาบรรยายมันดูต่างจากเวลาที่ผม ตรวจกระแสเวทย์อยู่ซักหน่อย เหมือนเขาจะมองเห็นพวกมันไม่ต่างจากกระแสน้ำ
“แล้วผมจะรู้ได้ยังไงว่าต้นไหนมันดีกว่า ต้นที่เย็นกว่าเหรอ?” ผมถามออกไป
“โดยหลักการก็ใช่ แต่ว่าถ้าเย็นมากไปมันอาจแปลว่ากำลังจะตาย เพราะอาการแพ้เหมือนกัน บอกตรงๆว่าชั้นเองก็ไม่แน่ใจเต็มร้อยเหมือนกัน โดยปกติแล้วถ้าปีไหนชั้นไม่ว่าง ชั้นก็จะไม่ไปเลยเป็การประหยัดเวลาและแรงงานไม่ให้เสียเปล่า” เขาอธิบายเพิ่มเติม
“ว้าว นายจะให้ผมทำงานยากแบบนี้เลยเหรอ บอกตรงๆว่าผมดีใจนะ” ผมขอบคุณเขาตรงๆ
เอสเม่ส่ายหน้า และส่ายนิ้วชี้ในผม “ใจเย็นๆ พ่อหนุ่ม ชั้นยังไม่ได้บอกว่าจะให้นะ” เขาหยุดซักครู่
“ที่เล่าให้ฟังคือ ให้นายพิจารณาความเป็ไปได้ที่จะสำเร็จ แต่ถ้านายไม่มั่นใจชั้นก็คงไม่ให้นาย และไม่บอกพิกัดให้นายไปฝึกด้วย เพราะนี่คืองาน ถ้านายไปฝึกแล้วลองตัดไม้ที่ไม่ใช่มาหลายต้น นั้นเท่ากับว่าชั้นทิ้งต้นทุนของปีหน้าไปเหมือนกัน เพราะงั้นยกเว้นว่านายจะโน้มน้าวว่ามีโอกาสสำเร็จ ‘มากพอ’ ที่ชั้นจะลงทุนกับนายแล้วล่ะก็ อย่าหวังเลย!”
เข้าใจล่ะ ถ้าเราทำสำเร็จเท่ากับเอสเม่ได้ประโยชน์โดยไม่ต้องลงแรง กำไรกันทั้งคู่ แต่ถ้าเราทำไม่สำเร็จเท่ากับเอสเม่เสียโอกาสจากต้นที่เราตัดไปแล้วในปีถัดๆไป เท่ากับว่า ต้องค่อนข้างสำเร็จเท่านั้นเลยนี่นาถึงจะคุ้ม!
“ถามหน่อยสิ ผมเองยังอยู่ระดับชาวบ้าน ตัวนายอยู่ระดับผู้เดินทางที่เหนือกว่าผมหนึ่งระดับยังไม่ใช่ว่าเจอทุกครั้ง นายคาดหวังการตรวจกระแสเวทย์ของผมขนาดนั้นเลยเหรอ?” ผมะเิความสงสัย
“ฮ่าๆๆ สมแล้วๆ” เอสเม่หัวเราะ ปรบมือถูกใจ
“ก็ไม่เชิงนักหรอก แต่ชั้นคิดว่าการตรวจสอบของนายที่บอกว่าเห็น ‘อนูเวทย์’ นั้นน่ะ นายอาจจะไม่ได้เห็นแบบนั้นจริงๆแต่เป็การเห็นแบบอื่นที่อาจจะมีประโยชน์ ต่อการค้นหาก็เป็ได้ แม้จะระดับชาวบ้านแต่อย่างที่เอสเมียว่า เอสเมียน่ะยังไม่เคยเจอ อบเชยหยินหยางเลยนะ! และชั้นว่านั้นไม่ใช่เื่บังเอิญ!”
“ยังไงก็ตามอีกอย่าง นายเป็คนที่เอสเมียถูกใจซะด้วย นายอาจมีบางอย่างพิเศษจริงๆก็ได้ ชั้นรู้ว่านายประหม่าเธออยู่ แต่ลองเปิดใจหน่อยเป็ไงล่ะ พ่อหนุ่ม น้องชั้นน่ะเนื้อหอมไม่เบานะ” เอสเม่ยังแซวผมอย่างอดไม่ได้
“เอ่อ…ผมก็ไม่ได้รังเกียจเธอหรอกนะ แต่ว่า ยังไงดีล่ะ ผมปรับตัวไม่ทันกับการเปลี่ยนท่าทีแบบนั้นน่ะ แต่ว่านะถ้าเธอชอบคนที่ระดับอนูเวทย์น่ะ เหนือกว่าผมมีเยอะนะ อย่างหัวหน้าโดเรียนน่ะ เธอไม่ถูกใจเหรอ” ผมถามไปด้วยหน้าแดงไปด้วย
“เฮ้ๆ นายเข้าใจน้องชั้นผิดแล้วนะรี้ด แบบนี้ไม่ดีนะ!” เอสเม่ชักสีหน้าเล็กน้อย
“เอ๋ ก็คืนนั้นพวกนายบอกว่า เอลฟ์ชอบคนที่ระดับอนูเวทย์ไม่ใช่เหรอ?” ผมย้อนถาม
“มันไม่ใช่แค่นั้นสิ นั้นน่ะมันแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ไม่งั้นยัยนั้นก็มีคนรักไปนานแล้วสิ! ชิ! ชั้นจะเล่าให้ฟังซักหน่อยแล้วกัน ว่าทำไมเธอถึงถูกใจนายน่ะ เห็นแก่ที่นายไม่ค่อยเข้าใจเอลฟ์ล่ะนะ เลยเล่าให้ฟัง” เอสเม่พูดเหมือนลำบากใจแต่ไหงทำหน้าภูมิใจจะเล่าขนาดนั้น
“...ครับ” ผมตอบอย่างเสียมิได้
“เอสเมียน่ะ สำหรับ Golden Rim แล้วถึงเป็สาวสวยของเมืองก็ไม่แปลกหรอกนะ” เอสเม่ภูมิใจสุดๆเลยแฮะ มันหลุดคาแรคเตอร์ปกติแล้วนะ นาย
“ที่ผ่านมามีผู้ชายมาตามจีบเธอเยอะ ส่วนใหญ่ก็เอลฟ์เหมือนกันนี่แหละ พวกมนุษย์น่ะก็มีบ้างแต่ก็อย่างที่บอกแหละ ค่านิยมของเอลฟ์น่ะไม่ค่อยสนคนที่ระดับอนูเวทย์ต่ำกว่าตัวเองหรอก โดยเฉพาะกับเอลฟ์ผู้หญิง เพราะงั้นสำหรับเมืองนี้แล้วเนี่ย คนที่มาตามจีบก็เห็นจะมีแต่เอลฟ์ กับพวกนักเดินทางมนุษย์เท่านั้นแหละ”
ผมพยักหน้ารับ เห็นด้วย ชาวบ้านมนุษย์ไม่มีสิทธิ์หรอก
เอสเม่เห็นผมพยักหน้ารับ ก็ยิ้มภูมิใจ กอดอกเล่าต่อ “เอสเมียน่ะ ที่จริงมีคนรักอยู่2ครั้งล่ะนะ แต่ก็ - อะแฮ่ม! เอาเป็ว่าดันเจอแต่พวกเ้าชู้น่ะ จบไม่ดีเท่าไหร่”
“....โอ้”
“ั้แ่นั้น เธอก็ไม่ได้สนใจคนอื่นอีกเลย แต่เอาจริงๆมันก็แค่ผ่านมาปีกว่าๆเองล่ะนะ จนตอนนั้นที่เอสเมียไปช่วย แล้วก็ด่านายยับ นั้นล่ะ” เอสเม่เล่าต่อ
“เอ๋ เธอชอบผมั้แ่ตอนนั้นเหรอครับ?” ผมหน้าแดงก่ำ
เอสเม่ ขมวดคิ้ว กอดอกแน่น “มันจะใช่ได้ยังไงเล่า!?”
“อ้าวเหรอครับ แฮะๆ” ผมเกาหัวแก้เขิน
“อะแฮ่ม ตอนนั้นน่ะ เอสเมียโกรธแกเป็ฟืนเป็ไฟเลย บอกว่าเป็ภาระบ้างล่ะ! ฝืนทำเป็เก่งเกินตัวบ้างล่ะ! เป็ชาวบ้านอ่อนแอบ้างล่ะ!” เอสเม่กระแทกเสียงสะใจเหมือนได้ทีเล่าเื่ไป สะกิดแผลผมไปด้วย
พอเห็นผมหน้าซีดจนพอใจ เลยหัวเราะเล่าต่อ
“จากนั้นมา เธอก็เห็นแกเริ่มฝึกฝนใหม่อย่างจริงจัง ่แรกเธอกลัวว่าจะมาตายที่เขตเธอ แต่แกกลับเตรียมตัวมาดีกว่าที่คิด เลยกลายเป็ว่า เธอตามดูว่าแกจะไปได้ซักกี่น้ำแทน แต่แกกลับอึดกว่าที่คิดรู้ตัวอีกทีแกก็ไม่ได้ไปที่เขตของเอสเมียอีกแล้ว เรียกได้ว่าตอนนั้นคือจุดที่ทำให้เริ่มอยู่ในสายตาของเอสเมียแล้ว” เอสเม่เล่าได้เป็ฉากๆเลยแฮะ
“และพอคืนนั้นที่แกเอากระเทียมมาที่ Twin Moon ที่จริงเื่ความสามารถของแกน่ะ ทุกคนเข้าใจว่าของจริงแต่ชั้นว่าสิ่งที่น้องชั้นประทับใจน่ะ คือการที่แกเปิดฉากขอบคุณน้องสาวชั้นมากกว่าอบเชยหยินหยางเสียอีก!”
“...น้องชั้นน่ะ…ปกติพูดไปก็ไม่มีใครเก็บไปคิดแบบแกหรอก”
“เห..ขอบคุณครับว่าแต่…” ผมฟังแล้วเขินๆในหลายความหมาย เลยหลบสายตาถาม
“เธอบอกนายแบบนั้นเหรอ ละเอียด..เชียว?”
เอสเม่ไอแห้ง “อะ แฮ่ม! เปล่าชั้นคิดว่าเป็อย่างนั้นแหละนะ”
“...”