ในคืนที่แสงจันทร์สลัวๆทาบทับลงบนร่างเพรียวบางของ แนนโน๊ะ ที่ยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางความรื่นเริงของงานเทศกาลแสงไฟหลากสีดูราวกับภาพฝัน สายลมหนาวพัดเบาๆ ทำให้ผมหน้าม้าของเธอสั่นไหวเล็กน้อยทว่าั์ตาสีเข้มกลับจ้องลึกเข้าไปในเงามืด เห็นว่ามีชายหญิงคู่หนึ่งกำลังแอบมองอะไรบางอย่างและเมื่อเธอเดินตามไป กลับพบว่าที่ด้านหลังมีการซื้อขายลับๆ
ทันใดนั้น ชายชราผมขาวโพลนก็เดินเข้ามาท่ามกลางกลุ่มคนที่กำลังซื้อขายและได้เจรจาต่อรองบางอย่างกัน ที่ทำให้ชายหญิงคู่หนึ่งถึงกับแข็งทื่อไป ก่อนจะรีบวิ่งหนีกลับเข้าไปในโรงละครอย่างรวดเร็วแนนโน๊ะหันมองตามจนร่างของทั้งสองหายไปจากสายตา แล้วจึงหันกลับมาที่เดิม
เขาว่ากันว่าเงินสามารถซื้อได้แทบทุกสิ่งบนโลกใบนี้
ภาพตัดมาที่โรงละครที่อบอวลไปด้วยเสียวหัวเราะและกลิ่นอายของความสุขของผู้เข้าชม แต่ความสุขนั้นก็อยู่ได้ไม่นาน เปลวไฟสีแดงฉานก็ลุกไหม้ขึ้นจากผ้าม่านที่อยู่ด้านหลังเสียงกรี๊ดดังลั่นพร้อมกับเสียงฝีเท้าของผู้คนที่หนีตายออกจากโรงละคร
ในความวุ่นวายนั้น แนนโน๊ะกลับยังคงเดินสวนทางกับผู้คนไปอย่างเอื่อยๆั์ตาสีเข้มสะท้อนเปลวไฟที่ลุกโชย แต่กลับไม่มีแม้ความกลัวอยู่ในนั้น แล้วเธอจึงเดินออกไปด้านนอกหลังโรงละคร
ที่ด้านนอก ความวุ่นวายค่อยๆถูกแทนที่ด้วยความเงียบไร้ซึ่งร่องรอยของความเสียหายใดๆ และชายชราคนเดิมยืนมองเหตุการณ์อย่างเงียบๆ ในมือของเขาไม่ได้ถืออาวุธแต่ในมือกลับยื่นซองกระดาษสีขาวหนาปึกหนึ่งให้กับเ้าหน้าที่ และพยักหน้าให้อย่างนอบน้อมเป็การปิดปากที่เงียบเชียบที่สุดท่ามกลางเสียงไซเรน
กี่ครั้ง กี่หนแล้วที่เงินเปลี่ยนผิดให้เป็ถูก เปลี่ยนคนชั่ว ให้กลายเป็ผู้บริสุทธิ์…
แต่แล้ว สายตาของแนนโน๊ะเหลือบไปเห็นร่างเล็กๆของเด็กชายคนหนึ่งที่แอบดูเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่หลังพุ่มไม้ดวงตาที่เคยเป็ประกายบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความแตกสลาย น้ำตาที่ยังไม่ยอมไหลริมฝีปากของเขากัดแน่น มือเล็กๆกำแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว เขามองไปที่ซองเงินในมือ
สิบปีต่อมา… ทุกๆเช้าวันใหม่ ความมืดมิดจะถูกแทนที่ด้วยแสงแดดยามเช้า แม้ว่าเปลวไฟจะดับลงไปนานแล้วทว่าไอความร้อนแห่งความเ็ปกลับไม่เคยจางหายไปไหนหากเพียงแต่มันถูกฝังรากลึกไว้ในส่วนที่มืดมิดที่สุดของจิตใจ
ณโรงเรียนเวชจุฬารักษ์
วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ 2XXX
เวลา 07:50 น.
เสียงออดของโรงเรียนดังขึ้นในเช้าวันสดใสในโรงเรียนเอกชนที่ขึ้นชื่อเื่เกียรติภูมิด้านการศึกษาด้านหน้าโรงเรียนมีกำแพงและรั้วสูงสง่า ตรงทางเข้าเป็ประตูบานใหญ่สีขาวมีลวดลายสวยงามพร้อมกับป้ายชื่อโรงเรียนที่ทำจากหินแกรนิตสีดำเด่นอยู่ด้านข้าง
แนนโน๊ะในชุดนักเรียนตัวใหม่ ยืนอยู่หน้าโรงเรียนในวันนี้เป็วันเปิดภาคเรียนใหม่ มีเด็กมาสมัครเรียนจำนวนมาก เสียงหัวเราะและเสียงคุยของเหล่านักเรียนที่ดูสดใสแล้วเริ่มก้าวเดินไปตามทาง ผ่านสวนหย่อมที่ตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจงกลิ่นดอกไม้หอมอบอวลอยู่ข้างทางเดิน ก่อนจะหยุดเดินแล้วค่อยๆกวาดสายตามองรอบๆ
แม้แต่ในโรงเรียนที่สวยงามโอรา แต่เื้ักลับเน่าเฟะสงสัยกันไหมคะ ว่าต้องใช้เงินมากมายแค่ไหน ถึงจะปิดบังความจริงนี้ไว้ได้
แนนโน๊ะก็หันกลับไปมองด้านหลังเห็นนักเรียนจำนวนมากกำลังหลั่งไหลเข้ามา บางคนมากับเพื่อน บางคนมากับครอบครัว แต่กลับมีเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่เดินมาคนเดียวอย่างโดดเดี่ยวใบหน้านิ่งเรียบ ไม่มีรอยยิ้มหรือความรู้สึกที่แสดงออกมาใดๆ แต่เธอกลับรู้สึกถึงบางอย่างที่อยู่ในจิตใจของเขาบางอย่างที่เงินซื้อไม่ได้และกาลเวลาก็ยังไม่อาจลบเลือน
แล้วความแค้นของเด็กคนหนึ่งล่ะคะ ต้องจ่ายเท่าไหร่…ถึงจะลบล้างมันได้
ณห้องเรียน ม.5/1
กำลังคึกคักกว่าปกติเพราะมีนักเรียนหญิงคนใหม่ย้ายเข้ามาใหม่ทุกสายตาจับจ้องไปยังเธอทันทีที่ก้าวเข้ามาในห้อง รูปร่างเพรียวบาง สูงกำลังดี ผมดำยาวประบ่าหน้าม้าเรียบตรง ใบหน้าแฝงรอยยิ้มที่สดใส
ทันใดนั้น ครูเอมอร ที่เป็ครูประจำชั้นยิ้มพลางเชิญให้เธอแนะนำตัวต่อเพื่อนๆในห้องเธอจึงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ แต่แฝงไปด้วยความสดใส
“สวัสดีค่ะ มารา อมราตยกุล ชื่อเล่นแนนโน๊ะขอฝากตัวด้วยนะคะ”
ทันทีที่สิ้นเสียงเสียงปรบมือดังก้องห้องเรียน บรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นเต้น แนโน๊ะเพียงส่งรอยยิ้มกลับอย่างอ่อนโยนก่อนจะก้าวเดินไปยังโต๊ะที่จัดเตรียมไว้ให้ มุมห้องติดหน้าต่าง เสียงปรบมือจากเพื่อนนักเรียนยังไม่ทันจางหายครูเอมอรก็ยิ้มเล็กน้อย ก่อนหันไปทางประตูแล้วพูดขึ้น
“เอาล่ะ… นอกจากแนนโน๊ะแล้ววันนี้ยังมีนักเรียนใหม่อีกหนึ่งคนที่ย้ายเข้ามาเหมือนกัน เชิญเลยจ๊ะ”
ทันใดนั้น นักเรียนชายร่างสูงโปร่งในชุดนักเรียนชายเดินเข้ามาเขาสวมเสื้อนักเรียนสีขาวเรียบสะอาดตา กางเกงขายาวสีดำตัดกับผมสีดำขลับที่ปรกหน้าผากเล็กน้อยแววตาคมที่มองตรงไปข้างหน้าไม่ได้เผยอารมณ์ใดๆ ใบหน้าของเขาดูนิ่งๆต่างจากแนนโน๊ะที่เพิ่งแนะนำตัวไปเมื่อครู่ เขาก้าวมาหยุดตรงหน้าห้อง
“สวัสดีครับ อดิเทพ วราพิพากษ์ ชื่อเล่นริวครับ”
คำพูดสั้นๆกระชับไม่ได้มีรอยยิ้มหรือท่าทีตื่นเต้นใดๆติดปลายเสียงมีเพียงความนิ่งเรียบที่ทำให้บรรยากาศในห้องชะงักไปชั่วขณะ บางคนปรบมือให้บางคนเพียงแค่หันมองตามด้วยความแปลกใจ
แต่ริวไม่แม้จะหันไปสบตาใครเขาเดินตรงไปยังโต๊ะเรียนที่ถูกจัดไว้ให้ด้านหลังสุด ที่มุมห้องติดหน้าต่าง แถวเดียวกันกับแนนโน๊ะและนั่งลงอย่างเงียบๆ แนนโน๊ะไม่ได้หันมองเขา แต่มุมปากข้างหนึ่งกลับโค้งเป็รูปยิ้มบางๆ
ครูเอมอรที่มองอยู่ถึงกับชะงักไปเล็กน้อยดวงตาแฝงแววประหลาดใจ ก่อนจะเผลอพูดออกมาเบาๆ ด้วยความตื้นเขิน
“แล้วก็… ครูได้ยินมาว่า เธอเป็นักเรียนทุนจากสถานสงเคราะห์ใช่ไหมริว”
ริวหยุดมือที่กำลังจัดโต๊ะหันหน้าขึ้นช้าๆดวงตาคมสบเข้ากับครูเอมอรโดยไม่หลบเลี่ยง แล้วตอบสั้นๆ
“ครับ”
คำตอบเรียบง่ายนั้นกลับทำให้บรรยากาศในห้องเงียบกริบครูเอมอรพยักหน้ารับ ก่อนกลบเกลื่อนด้วยน้ำเสียงสดใส
“ถ้าอย่างนั้น… ทุกคนช่วยกันดูแลเพื่อนใหม่ทั้งสองคนด้วยนะจ๊ะ”
“ครับ/ค่ะ!” นักเรียนทั้งห้องขานรับพร้อมกัน
หลังจากนั้นทุกคนก็เรียนคาบเช้าผ่านไปอย่างปกติแต่บรรยากาศในห้องเรียนกลับไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปสายตาของใครหลายคนยังคงเหลือบมองไปทางโต๊ะริมหน้าต่างที่มีเด็กใหม่อย่างแนนโน๊ะ ที่นั่งอยู่ความสดใสลึกลับที่เธอแผ่ออกมาทำให้คนรอบข้างเหมือนถูกดึงดูดโดยไม่รู้ตัว
ณ โรงอาหาร
เวลา 11:30 น.
เมื่อถึงเวลาพักกลางวันบรรยากาศโรงอาหารเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยและเสียงจานชามกระทบกันแนนโน๊ะถือถาดอาหารเดินหาโต๊ะนั่ง แต่กลับดึงดูดสายตาของนักเรียนชายที่อยู่โรงอาหารจำนวนมากต่างก็จับจ้องมาที่เธอ
ยังไม่ทันได้วางถาดลง กลุ่มสาวฮอตประจำโรงเรียน 3 คน ก็ปรากฏตัวขึ้นที่ด้านหน้า มาเบล หญิงสาวรูปร่างสูงเพรียวใบหน้าคมเฉี่ยว ดวงตาเต็มไปด้วยท่าทีมั่นใจ ลิตา สาวผิวขาวหน้าหวาน มัดผมหางม้าและเกรซ สาวผมสั้นประบ่า อกใหญ่สุดเซ็กซี่ ที่มาพร้อมกับคำพูดที่ตรงๆและแรงทั้งสามเดินเข้ามาขวางทางแนนโน๊ะอย่างจงใจ พร้อมกับเสียงหัวเราะเบาๆที่มีเล่ห์ั์แล้วมาเบลวางมือลงบนโต๊ะตรงหน้าแนนโน๊ะ เสียงดัง ปัง! จนคนรอบข้างหันมามอง
“หืม.. เธอนี่เหรอดูนี่สิเชยดีนะ ดูเข้ากันดีเลย กับหนังหน้าอย่างเธออ่ะ” มาเบลกอดอกมองขึ้นลงั้แ่หัวจรดเท้าของแนนโน๊ะ
ลิตาพูดเสริมด้วยน้ำเสียงเสียดแทง “จริงอ่ะหน้าเรียบๆแบบนี้… คนชอบได้ยังไงก็ไม่รู้”
เกรซหัวเราะคิกก่อนยื่นมือไปแตะผมหน้าม้าของแนนโน๊ะเบาๆ แล้วพูดเสียงดังให้คนรอบข้างได้ยิน “เปลี่ยนทรงผมบางนะฉันว่าทรงนี้ไม่ได้อย่างแรงเลยอ่ะ”
“ช่ายอ่ะ ไม่ใช่ทุกคนที่ตัดทรงนี้แล้วจะรอดเนอะแก”
“เป็ฉันตัดก็ไม่รอด ฮ่าๆ”
เสียงหัวเราะของทั้งสามดังขึ้น ยิ่งเป็จุดสนใจมากกว่าเดิมนักเรียนหลายคนในโรงอาหารหันมามอง บ้างก็แอบซุบซิบ บ้างก็ทำเพียงมองด้วยความสงสัย
กลุ่มสาวฮอตยิ่งพอใจมากขึ้น เมื่อเห็นว่าสายตาของนักเรียนส่วนใหญ่ก็เริ่มจับจ้องมาที่พวกเธอรอยยิ้มเยาะเย้ยจึงปรากฏบนใบหน้าของทั้งสาม ราวกับว่าการกดแนนโน๊ะลงต่ำจะยกตัวตนของพวกเธอขึ้นสูงกว่าเดิม แต่แนนโน๊ะไม่ตอบ เธอนั่งลงที่โต๊ะแล้วตักข้าวเข้าปากแล้วเคี้ยวช้าๆสายตานิ่งราวกับไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น
ลิตาขมวดคิ้วเล็กน้อย “หืม...ยัยนี่หูหนวกหรือไง”
ยังไม่มีคำตอบ บรรยากาศเริ่มแปลก เพราะการบูลลี่ที่ควรจะได้ผลกลับตกลงสู่ความว่างเปล่า
เกรซถอนหายใจอย่างหงุดหงิด “เฮอะเชิญกินไปเถอะ เดี๋ยวก็รู้เองว่าที่นี่ใครใหญ่”
ทั้งสามหันหลังเดินจากไปทิ้งเสียงซุบซิบไว้เื้ั และในจังหวะนั้นเอง รอยยิ้มบางๆก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของแนนโน๊ะไม่ใช่รอยยิ้มดีใจและไม่ใช่รอยยิ้มเขินอาย
อีกมุมหนึ่งของโรงอาหาร ริวนั่งอยู่ที่โต๊ะไม้เก่าๆไม่ไกลจากแนนโน๊ะมากเขาเห็นทุกอย่างั้แ่ต้นจนจบ แต่ที่เขาแปลกใจ คือไม่มีใครเข้าไปห้ามเลยแม้แต่คนเดียวราวกับนี่คือเื่ปกติของโรงเรียนแห่งนี้ หรือเป็ที่ตัวเขาไม่เคยเรียนในโรงเรียนที่ใหญ่ขนาดนี้มาก่อนถึงไม่ค่อยรู้เื่สังคมที่หลากหลาย แต่ริวก็ไม่ได้คิดอะไรไปมากกว่านั้น แล้วหลบสายตาลงก้มหน้ากินข้าวต่ออย่างเงียบๆ
หลังจากที่มื้ออาหารสิ้นสุดลง ไม่นานเสียงออดดังขึ้นอีกครั้งทำให้นักเรียนในโรงอาหารเริ่มทยอยลุกจากโต๊ะ เสียงเก้าอี้เสียดสีกับพื้นดังระงมก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายกลับขึ้นอาคารเรียน
ณ ห้องเรียน ม.5/1
่บ่ายของโรงเรียนเวชจุฬารักษ์ดำเนินไปอย่างราบเรียบแนนโน๊ะนั่งอยู่กลางกลุ่มเพื่อนใหม่ เสียงถามชื่อ ถามโรงเรียนเก่าและคำชวนคุยดังไม่ขาดสาย เธอตอบบ้าง ไม่ตอบบ้าง ตามอารมณ์แต่ทุกคนก็ยังวนเวียนอยู่รอบตัวเธอด้วยความสนใจ
ตรงกันข้ามกับแถวหลังสุดของห้อง ริวที่นั่งอยู่ตรงนั้นั้แ่คาบของ่บ่าย ไปจนถึงคาบสุดท้าย ไม่มีใครเดินเข้าไปหา ไม่มีคำถาม แต่เขาไม่สนใจเพราะอาจจะชินแล้วกับการไม่มีเพื่อน
เมื่อคาบสุดท้ายของวันเป็วิชาสังคมศึกษาครูรัชนีญาเดินเข้ามาพร้อมแฟ้มเอกสารก่อนจะวางลงบนโต๊ะและพูดด้วยน้ำเสียงเป็กันเอง
“คาบนี้ ครูจะให้ทำรายงานเป็คู่ส่งสัปดาห์หน้า ใครยังไม่มีคู่ก็หาเองตอนนี้เลยนะ”
ห้องเรียนเริ่มวุ่นวาย เก้าอี้ถูกลากเสียงเรียกชื่อกันไปมา หลายคนหันไปหาแนนโน๊ะเกือบพร้อมกัน
“แนนโน๊ะอยากทำรายงานกับเรามั้ย”
“แนนโน๊ะยังไม่มีคู่ใช่ไหม”
“นี่ๆแนนโน๊ะ เราได้หัวข้อทำรายงานแล้วนะมาทำกับเราไหม”
แนนโน๊ะยิ้มบางๆ “ต้องขอโทษนะคะ…พอดีว่า แนนโน๊ะมีคนที่อยากจะทำด้วยอยู่แล้ว”
คำตอบนั้นทำให้หลายคนชะงัก ก่อนที่เธอจะลุกขึ้นเดินไปหยิบกระดาษรายงานจากโต๊ะครู สายตาของเธอมองไปยังแถวหลังสุด ที่ซึ่งริวก็กำลังสะพายกระเป๋าเตรียมตัวกลับราวกับไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งใดในห้องนี้ แนนโน๊ะเดินไปหยุดตรงหน้าเขา ยื่นกระดาษรายงานออกไป
“ริวทำรายงานคู่กับแนนโน๊ะมั้ยคะ”น้ำเสียงของเธอเรียบพร้อมกส่งยิ้มใสๆให้
ริวเงยหน้าขึ้นมอง สีหน้าเขาไม่ได้ใแค่แปลกใจ สายตาเขาเลื่อนไปที่กระดาษในมือของเธอ แล้วหยุดอยู่ตรงนั้นชั่วครู่ก่อนจะเบนสายตาออก แล้วตอบเสียงเรียบ
“ไม่หรอกครับ ผมคิดว่าจะทำคนเดียว”
พูดจบ เขาก็เดินไปหยิบกระดาษอีกแผ่นจากโต๊ะครูก่อนจะเดินออกจากห้องเรียนไป โดยไม่หันกลับมา ในห้องเงียบลงเล็กน้อย หลายสายตามองตามเขานั้นด้วยความงงงวยแนนโน๊ะยังยืนอยู่ที่เดิม รอยยิ้มบนใบหน้าไม่หายไป แต่ดวงตากลับนิ่งขึ้นกว่าเดิม
ริวเดินออกจากอาคารเรียน ตรงไปยังอาคารห้องสมุดทันทีเพราะหอพักเล็กๆที่เช่าเขาอยู่ไม่มีไวฟายฟรีให้ใช้ และเงินทุนที่เขาสอบได้ ใช้จ่ายได้เฉพาะค่าเทอมและค่าอุปกรณ์การเรียนเท่านั้นส่วนค่าใช้จ่ายส่วนตัวของริว จะได้มาจากเงินของสถานสงเคราะห์
ทำให้ห้องสมุดโรงเรียน จึงเป็ที่เดียวที่เขาสามารถทำรายงานได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ
ระหว่างทางเดิน ริวหวนคิดถึงเหตุการณ์เมื่อครู่เขาไม่ได้คิดว่าการปฏิเสธเมื่อครู่เป็เื่ถูกหรือผิด แค่เป็สิ่งที่เขาคุ้นเคย ั้แ่วันที่ต้องอยู่ในสถานสงเคราะห์เขาก็แทบไม่พูดคุยหรือสุงสิงกับใคร ทำให้การเข้าหาเพื่อน ก็ไม่ใช่เื่ง่ายสำหรับเขาลึกๆแล้วตัวเขาอยากตอบตกลง แต่ความเคยชิน ทำให้เขาเลือกเส้นทางเดิม
ณ ห้องสมุด
เวลา 15:49 น.
ริวผลักประตูห้องสมุดเข้าไป เสียงบานพับดังเอี๊ยดเบาๆไม่นานก็ถูกกลืนหายไปในความเงียบ ตามปกติ ห้องสมุดก็เป็สถานที่ที่เงียบอยู่แล้ว แต่ใน่หลังเวลาเลิกเรียนแบบนี้ความเงียบกลับหนาแน่นกว่าปกติ ไม่มีนักเรียนคนไหนอยู่ ไม่มีครูประจำห้องสมุด มีเพียงชั้นหนังสือสูงเรียงรายเป็แถวและแสงแดดยามเย็นที่ส่องลอดผ่านกระจกบานยาวเข้ามา
ริววางกระเป๋าลงบนโต๊ะตัวหนึ่งที่มุมห้องโต๊ะไม้เก่าที่มีรอยขีดเขียนเล็กๆเต็มไปหมด ร่องรอยของนักเรียนที่เคยผ่านเข้ามาแล้วจากไปเขาเดินไปยังโซนหนังสือเกี่ยวกับวิชาสังคมศึกษา ใช้นิ้วไล่ตามสันหนังสืออย่างคุ้นเคยก่อนจะหยิบเล่มที่้าออกมา แล้วเดินกลับมานั่งลงยังโต๊ะที่วางกระเป๋าไว้
จากนั้น ริวเปิดโทรศัพท์ขึ้นมาเชื่อมต่อไวฟายของโรงเรียนพลางเปิดเพลงฟังเบาๆ ขณะที่ก้มหน้าเขียนรายงานไปด้วย เสียงพัดลมเพดานหมุนช้าๆดังเบาอยู่เหนือศีรษะ เป็เสียงเดียวที่ยืนยันว่าเวลายังคงเดินอยู่ ความคิดของเขาจดจ่ออยู่กับตัวหนังสือจนแทบลืมไปว่าที่นี่คือโรงเรียน ไม่ใช่โลกของเขาคนเดียว
เวลาผ่านไปสักพัก แต่เขากลับยังไม่รู้สึกตัวเพราะจดจ่ออยู่กับตัวหนังสือบนหน้ากระดาษ จนกระทั่ง เสียงฝีเท้าเบาๆดังขึ้นบนพื้นกระเบื้องพร้อมกับเสียงเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามถูกเลื่อนออกและมีคนนั่งลง
“ริวยังไม่กลับอีกเหรอคะ”
ริวเงยหน้าขึ้น และก็ไม่แปลกใจนักเมื่อเห็นว่าเป็แนนโน๊ะเขาถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะตอบโดยที่มือยังไม่หยุดเขียน
“ตอนนี้ยังครับ ถ้ากลับไปที่ห้องผมไม่มีเน็ตทำให้เสร็จั้แ่อยู่โรงเรียนดีที่สุดครับ”
แนนโน๊ะเอียงศีรษะเล็กน้อย “ฟังดู…น่าสงสารจังนะคะ”
ริวหัวเราะเบาๆในลำคอ ไม่ใช่เพราะขำแต่เพราะชินกับคำพูดแบบนั้น แล้วตอบ “ก็ไม่หรอกครับ มันก็แค่เื่ปกติของนักเรียนทุนที่ไม่ได้มีเงินอะไรมาก”
แนนโน๊ะไม่ตอบในทันที เธอไขว้แขนทั้งสองข้างวางลงบนโต๊ะ แล้วฟุบตัวลงบนแขนของตัวเอง ระยะห่างระหว่างทั้งสองใกล้ขึ้น ใกล้พอที่ริวจะรู้สึกได้แต่ยังไม่ถึงกับอึดอัด ดวงตาของเธอยังคงจับจ้องมาที่เขา
“ถ้าอย่างงั้น… ให้แนนโน๊ะช่วยไหมล่ะคะริวจะได้กลับบ้านเร็วขึ้นด้วย”
ริวหยุดเขียน แล้ววางปากกาลงช้าๆก่อนจะเงยหน้ามองเธอเต็มตา รอยยิ้มบางที่ดูใสซื่อแต่กลับทำให้เขารู้สึกเกรงใจอย่างประหลาด
“นะคะ…”
แนนโน๊ะพูดขึ้นอีกครั้ง เพียงคำสั้นๆนั้นกลับกดทับความลังเลในใจของริว เขาไม่ใช่คนที่ชอบรับความช่วยเหลือจากใคร และยิ่งไม่ใช่จากคนที่เพิ่งรู้จักกันไม่ถึงวันแต่ในเวลาเดียวกัน เขาก็ไม่อยากกลับห้องดึก
“แต่… ผมเอากระดาษมาแล้วว่าจะทำคนเดียว”
“ไม่เป็ไรค่ะ แนนโน๊ะช่วยริวก่อนแล้วไปทำของตัวเองแยกอีกทีก็ได้”
แนนโน๊ะตอบทันทีราวกับเตรียมคำตอบไว้อยู่แล้ว นั่นทำให้ริวขมวดคิ้วเล็กน้อย
“จะดีเหรอครับมันอาจจะทำให้งานของคุณช้าไปด้วยนะครับ”
เธอส่ายหน้าไปมา “ไม่หรอกค่ะริวก็ทำไปเยอะแล้ว แนนโน๊ะช่วยต่ออีกนิดเดียวก็เสร็จ”
ริวพยักหน้าเบาๆ “ครับ…”
สิ้นสุดการสนทนานั้น ความเงียบก็กลับมาอีกครั้งปลายปากกาขีดเขียนตัวอักษรลงไปบนกระดาษ ทั้งสองนั่งอยู่ตรงข้ามกัน ช่วยกันทำรายงานใช้เวลาเพียงไม่นานรายงานของทั้งสองก็เสร็จ
หลังจาก ทำรายงานจนเสร็จ ริวเก็บกระดาษและปากกาลงกระเป๋าอย่างเป็ระเบียบก่อนจะหยิบหนังสือที่ใช้ทั้งหมดขึ้นมา เขาเดินไปยังชั้นหนังสือโซนเดิม ปลายนิ้วเรียวยาวไล้ไปตามสันหนังสืออย่างเคยชินในจังหวะนั้นเอง ปั้ง!
เสียงประตูห้องสมุดที่ถูกเปิดออก แล้วชนเข้ากับผนังห้องพร้อมเสียงหัวเราะคิกคักที่ดังขึ้นทันทีเป็เสียงที่ไม่เข้ากับสถานที่แห่งนี้เลยแม้แต่น้อย ริวชะงักเล็กน้อย
เมื่อหันไปมองก็เห็นกลุ่มนักเรียนหญิงสามคนเดินเข้ามาพร้อมกัน มาเบล ลิตา และเกรซ สามสาวฮอตประจำโรงเรียนเสียงหัวเราะของพวกเธอดังก้องไปทั่วห้องสมุดที่เงียบงัน รองเท้านักเรียนกระทบพื้นกระเบื้องอย่างไม่มีความเกรงใจ
ริวหลบสายตา เขาไม่อยากมีเื่และไม่อยากให้สถานการณ์บานปลายจึงเลือกจะทำเหมือนไม่เห็นอะไร เดินกลับไปยังโต๊ะตามเดิม แต่ก่อนที่เขาจะมาถึง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
“ที่นี่เป็ห้องสมุด ถึงจะไม่มีคนอยู่ก็ไม่ควรเสียงดังนะคะ”
เสียงหัวเราะหยุดลงในทันที สามสาวหันมามองเป็จุดเดียวสายตาของเกรซกวาดมองแนนโน๊ะั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างเชื่องช้า ก่อนจะหยุดอยู่ที่ใบหน้ามุมปากข้างหนึ่งของเธอยกขึ้น เป็รอยยิ้มแห้งๆที่ไม่ปิดบังความไม่พอใจ
“เจอกันอีกแล้วนะยัยเด็กใหม่ ครั้งนี้ไม่หูหนวกเหมือนตอนอยู่โรงอาหารแล้วเหรอ”
แนนโน๊ะไม่ตอบ เธอมองเกรซนิ่งๆแต่สายตาคู่นั้นกลับไม่สะท้อนภาพของอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อยมันเลื่อนลอย ว่างเปล่า… และห่างไกล… ราวกับคำพูดเมื่อครู่ ไม่มีความหมายอะไรบรรยากาศเริ่มตึงเครียด ก่อนที่มาเบลจะพูดขึ้น
“นี่มันสมัยไหนแล้วนะใครเขายังมานั่งอ่านหนังสือกันอีกล่ะ”
“ใช่! ห้องสมุดมันก็แค่ห้องนอนในโรงเรียนเท่านั้นแหละ”
ลิตาพูดต่อทันที “หรือว่าที่บ้านไม่มีเงินเติมเน็ตใช้ล่ะ”เธอพูดพลางปรายตามองอีกฝ่ายก่อนจะยกมือขึ้นดูเล็บที่เพิ่งทำมาใหม่อย่างใจเย็น
ริวที่ยืนอยู่ไม่ไกลรู้สึกได้ทันทีว่าสถานการณ์กำลังแย่ลง เขาไม่อยากให้แนนโน๊ะถูกลากเข้าไปในเื่ไร้สาระจึงตัดสินใจพูดตัดบทสนทนาไป
“ผมเองครับ ที่ไม่มีเงินเติมเน็ต แต่…ตอนนี้ทำงานเสร็จแล้ว”
“และผมก็จะออกไปเดี๋ยวนี้เชิญพวกคุณตามสบายเลยครับ”
คำพูดนั้นทำให้ทั้งสามคนหันขวับมามองเขาพร้อมกันก่อนจะะเิเสียงเราะออกมาพร้อมกัน มาเบลเอียงคอเล็กน้อย ดวงตาเป็ประกายเต็มไปด้วยความสนุกราวกับกำลังคิดอะไรบางอย่าง
“น่ารักจริงๆเลยนะ เอาอย่างนี้ไหมนายยืมเงินฉันไปใช้ก็ได้”
ริวส่ายหน้าเบาๆ “ไม่เป็ไรหรอกครับถ้าเงินไม่พอใช้จริงๆ ผมจะทำเื่กู้ กยศ. เอาครับ”
มาเบลยกมือขึ้นกอดอกตัวเองอย่างตั้งใจ “แต่ถ้านายกู้กยศ. ต้องเสียดอกเบี้ยนะ… แต่ถ้ายืมจากฉัน ยืมเท่าไหร่คืนเท่านั้นเลย”
เธอยิ้ม ยิ้มแบบที่ไม่ได้มีความหวังดีแม้แต่น้อยสายตาของเธอจ้องตรงมาที่ริว ก่อนจะพูดประโยคสุดท้ายอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“ส่วนหลักประกันก็ง่ายมาก ฉันไม่เอาของมีค่าอะไรหรอก”
“เอาตัวนาย…เป็หลักประกันก็พอ”
ริวรู้สึกว่าคำพูดพวกนี้ดูแปลก แต่มันก็อาจจะเป็แค่เื่ล้อเล่นก็เป็ได้ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้สนใจ ที่พูดไปเพราะแค่ไม่อยากให้สามสาวหาเื่แนนโน๊ะเหมือนตอนที่อยู่โรงอาหารเท่านั้นแล้วจึงตอบ
“ไม่หรอกครับ ขอบคุณ”
เขาตอบเพียงเท่านั้น ก่อนจะเดินกลับไปหยิบกระเป๋าที่โต๊ะแล้วหันไปหาแนนโน๊ะที่ยืนอยู่ใกล้ๆ
“ไปกันเถอะครับ” พูดจบ ทั้งสองก็เดินออกจากห้องสมุดโดยไม่หันกลับมา
ประตูปิดลงอีกครั้ง ความเงียบกลับคืนสู่ห้องสมุดแต่สายตาของมาเบลยังคงมองตามหลังทั้งสองคนอย่างมีเล่ห์เหลี่ยม รอยยิ้มบางๆปรากฏขึ้นบนใบหน้าเหมือนว่าเธอเพิ่งเจอของเล่นชิ้นใหม่แล้ว