การรับประทานอาหารกับสาวงามไม่เคยมี่เวลาที่ไม่รื่นรมย์
ฉินเย่เพลิดเพลินกับการรับประทานอาหารจนถึงเวลาห้าทุ่มจึงยอมลาจาก
"อาจารย์ฉิน คนของหวังข่ายดักรออยู่ข้างนอกโรงแรมค่ะ เพื่อความปลอดภัย คุณพักที่โรงแรมของเราสักคืนดีกว่า พรุ่งนี้ฉันจะจัดรถมารับคุณไปโดยตรงค่ะ"
เมื่อเห็นฉินเย่กำลังจะกลับ หลินเมิ่งซีก็เอ่ยเตือน
คนตระกูลหวังเสียหน้าครั้งใหญ่ขนาดนี้ ย่อมไม่มีทางปล่อยฉินเย่ไปง่าย ๆ แน่ ทันทีที่ก้าวพ้นโรงแรม นั่นจะเป็โอกาสดีที่สุดที่ตระกูลหวังจะลงมือ
"ถ้าอย่างนั้นก็รบกวนด้วยนะครับ"
ฉินเย่พยักหน้าตอบตกลง เขาไม่ได้เกรงกลัวพวกหวังข่าย แต่แค่ี้เีจะรับมือกับปัญหาที่น่ารำคาญ
อีกอย่าง ห้องพักรังหนูที่บ้านของเขา ย่อมเทียบไม่ได้กับความสบายของโรงแรมห้าดาวแห่งนี้
"เสี่ยวเสี่ยว จัดการที่พักให้อาจารย์ฉินด้วย"
"ค่ะ"
เย่เสี่ยวเสี่ยวจัดห้องเพนท์เฮาส์สวีทให้ฉินเย่ทันที
เมื่อมาถึงห้องพัก เขาพบว่าที่นี่ช่างหรูหราอลังการเหลือเกิน ั้แ่หลอดไฟไปจนถึงกระเบื้องปูพื้น ทุกอย่างล้วนมีมูลค่าหลักหมื่นหยวนขึ้นไปทั้งสิ้น
นอกจากนี้ ห้องยังตั้งอยู่บนความสูงกว่าร้อยเมตร สามารถมองเห็นทิวทัศน์ยามค่ำคืนของเมืองหลินเจียงได้ทั้งหมดผ่านหน้าต่างกระจกบานใหญ่ เป็การััประสบการณ์ที่สุดยอดจริง ๆ !
"ร้านค้าทลาย์"
ฉินเย่นอนเอนกายลงบนเตียงขนาดใหญ่ที่แสนนุ่มนวล แล้วเปิดใช้งานร้านค้าทลาย์ของระบบ
ในนั้นไม่เพียงแต่จะมียาชนิดต่าง ๆ แต่ยังมีอาวุธมากมาย และที่สำคัญคือ มีแม้กระทั่งวิถีบำเพ็ญเพียรเป็เซียน!
สิ่งของเ่าั้ซึ่งก้าวข้ามกฎเกณฑ์ของโลกใบนี้ไปไกลยังคงเป็สีเทาและยังไม่ถูกปลดล็อก ฉินเย่จึงไม่ได้มีความคิดที่จะสนใจตัวเลขที่ยาวเป็พรวนเ่าั้ในตอนนี้
หลังจากสำรวจไปรอบหนึ่ง ฉินเย่ตัดสินใจซื้อยาสร้างกายาสี่เม็ด ยาเจิงหยวนห้าเม็ด และคัมภีร์เพลงหมัดอู๋จี๋หนึ่งเล่ม รวมเป็เงินทั้งสิ้นหนึ่งแสนสี่หมื่นแต้มความนิยม
สิ่งเหล่านี้คือหลักประกันความปลอดภัยให้แก่ตัวเขาเอง เพราะในสังคมนี้ กำปั้นที่แข็งแกร่งคือสัจธรรมที่แท้จริง
เมื่อเห็นยอดเงินคงเหลือของแต้มความนิยมเหลือเพียงหกหมื่นห้าพันแต้ม ขณะที่ของดีจริง ๆ นั้นต้องใช้แต้มระดับร้อยล้าน ฉินเย่ก็ได้แต่ถอนหายใจยาว
หนทางยังอีกยาวไกลนัก!
หลังจากซื้อของที่จำเป็เสร็จ ฉินเย่ก็อาบน้ำแล้วทิ้งตัวลงนอนบนเตียงใหญ่อย่างสบายใจจนหลับไป
เขาหารู้ไม่ว่าหวังข่ายพาบอดี้การ์ดกลุ่มใหญ่มาดักรออยู่ที่หน้าโรงแรมเทียนเยว่แกรนด์จนถึงตีสาม!
"ไอ้เด็กนั่นมันมุดหัวอยู่ที่ไหนกัน?!" หวังข่ายแทบจะคลั่งด้วยความแค้น
นับั้แ่เดินออกจากงานประมูล แทบทุกวินาทีเขาเอาแต่คิดว่าจะเหยียบฉินเย่ไว้ใต้เท้าและทรมานให้สาสมได้อย่างไร
แต่วินาทีแล้ววินาทีเล่าผ่านไป จนล่วงเลยไปถึง 21,084 วินาที ก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของฉินเย่!
หากไม่มีสติหลงเหลืออยู่บ้าง หวังข่ายคงจะพุ่งเข้าไปในโรงแรมเพื่อฆ่าฉินเย่ให้ตายไปแล้ว!
"คุณชายหวัง ไอ้เด็กนั่นคงจะพักค้างคืนที่โรงแรมเทียนเยว่แน่ ๆ ครับ ผมว่าท่านกลับไปพักผ่อนก่อนดีกว่า ทางนี้ถ้ามีอะไรคืบหน้า ผมจะรีบแจ้งท่านทันทีครับ"
"ตกลง"
หวังข่ายเองก็เข้าใจดี
แปดเก้าส่วนฉินเย่คงหลบอยู่ในโรงแรมเทียนเยว่ การรอต่อไปก็เสียเวลาเปล่า จึงได้แต่ยอมกลับไปนอน
หลังจากเขาจากไป บรรดาบอดี้การ์ดผู้โชคร้ายต่างก็ต้องทำหน้าที่เฝ้าเวรต่อไป พวกเขาเฝ้าอยู่ทั้งคืนจนถึงเจ็ดโมงเช้าของวันรุ่งขึ้น ในที่สุดพวกเขาก็เห็นเงาของฉินเย่ปรากฏตัว
ในตอนแรกพวกเขาดีใจเพราะคิดว่าจะได้ส่งงานเสียที แต่ผลปรากฏว่า ฉินเย่ก้าวขึ้นรถของหลินเมิ่งซีแล้วออกจากโรงแรมไปทันที!
เมื่อเห็นภาพนั้น พวกเขาไม่กล้าตามไป เพราะผู้หญิงที่แม้แต่คุณชายของพวกเขายังไม่กล้าล่วงเกินนั้น ต่อให้เอาความกล้าให้พวกเขาอีกสิบเท่าก็ไม่มีใครกล้าทำอะไร
ทำได้เพียงรายงานเื่นี้ให้หวังข่ายทราบเพื่อรอคำสั่งต่อไป
หลังจากที่บอดี้การ์ดของหวังข่ายถอนกำลังไป ฉินเย่และหลินเมิ่งซีก็มาถึงคฤหาสน์แถบชานเมืองหลินเจียงอย่างรวดเร็ว
ที่นี่ตั้งอยู่ท่ามกลางขุนเขาและสายน้ำ ทัศนียภาพงดงามราวกับเป็ชีวิตวัยเกษียณในฝันของใครหลายคน
"อาจารย์ฉิน เชิญด้านในค่ะ"
ภายใต้การนำทางของหลินเมิ่งซี ไม่นานฉินเย่ก็มาถึงข้างเตียงของหลินถงโจว ผู้เป็คุณปู่ของเธอ
ในขณะนี้ แม้หลินถงโจวจะได้รับการประคับประคองร่างกายด้วยยาราคาแพงนานาชนิดจนสภาพร่างกายภายนอกยังดูดีอยู่ แต่ฉินเย่กลับมองออกว่า ร่างกายของเขานั้นเหลือเพียงลมหายใจสุดท้ายที่รั้งไว้อยู่เท่านั้น
"อาการค่อนข้างหนักครับ ปู่ของคุณถูกสูบพลังชีวิตจนหมดสิ้น ตอนนี้เหลือเพียงลมหายใจที่รวยริน อาจเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นได้ทุกเมื่อ"
หลังจากตรวจดูคร่าว ๆ ฉินเย่ก็สามารถประเมินอาการได้ทันที
"ถ้าอย่างนั้น อาจารย์ฉินพอจะมีวิธีแก้ไขไหมคะ?"
สีหน้าของหลินเมิ่งซีเคร่งเครียดขึ้นมาทันที
ไม่เพียงแต่ความผูกพันอันลึกซึ้งระหว่างเธอกับคุณปู่เท่านั้น ในฐานะที่เป็เสาหลักของตระกูลหลินในปัจจุบัน หากหลินถงโจวเสียชีวิตลง ย่อมส่งผลกระทบต่อตระกูลหลินอย่างมหาศาล!
"อย่าเพิ่งกังวลครับ"
ฉินเย่ใส่ยาเม็ดหนึ่งเข้าไปในปากของหลินถงโจวอย่างใจเย็น
ยาเม็ดนี้คือยาเจิงหยวน ซึ่งเหมาะกับสถานการณ์ที่ร่างกายของหลินถงโจวขาดพลังชีวิตในขณะนี้
อย่างไรก็ตาม ยาเจิงหยวนเพียงแค่ช่วยฟื้นฟูร่างกายของหลินถงโจวเท่านั้น แต่ปัญหาที่แท้จริงยังไม่ได้รับการแก้ไข
ฉินเย่กล่าวว่า "คุณไปเอาโบราณวัตถุที่คุณพูดถึงมาให้ผมดูหน่อยครับ"
"เสี่ยวเสี่ยว ไปเอาพระพุทธรูปองค์นั้นมาให้อาจารย์ฉินดูหน่อย"
"ค่ะ"
เย่เสี่ยวเสี่ยวรีบถอยออกไปเพื่อไปนำโบราณวัตถุมา
เพียงครู่เดียว เย่เสี่ยวเสี่ยวก็ประคองกล่องไม้ใบหนึ่งกลับเข้ามาในห้อง
ฉินเย่เปิดออกดูและพบว่าโบราณวัตถุชิ้นนี้กลับกลายเป็พระพุทธรูปที่แกะสลักจากหยกสีแดง พระพุทธรูปองค์นี้ไม่มีส่วนไหนที่ดูเหมือนพระพุทธรูปเลยนอกจากรูปร่างภายนอก
พระพุทธรูปทั่วไปจะดูสง่างามและศักดิ์สิทธิ์ แต่พระพุทธรูปองค์นี้กลับดูเปี่ยมไปด้วยความกระหายเืและโเี้
ไม่เพียงเท่านั้น ทันทีที่มันัักับอากาศ มันก็เริ่มสูบพลังชีวิตจากร่างของหลินถงโจวทันที เห็นได้ชัดว่าหากไม่สูบพลังจากหลินถงโจวให้เหือดแห้ง มันก็คงไม่ยอมหยุด!
"คุณให้คนไปหาเืสุนัขดำมาหนึ่งชาม แล้วไปซื้อกระบี่ไม้ท้อจากตลาดมาหนึ่งเล่ม จำไว้ว่า กระบี่ไม้ท้อต้องมีอายุสามสิบปีเท่านั้น"
"ได้ค่ะ!"
หลินเมิ่งซีสั่งให้เย่เสี่ยวเสี่ยวรีบไปจัดการ
ต้องยอมรับว่า พลังแห่งทุนนั้นมหาศาลจริง ๆ อย่าว่าแต่เืสุนัขดำเลย แม้แต่กระบี่ไม้ท้อก็ได้ถูกส่งมาถึงที่นี่ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง
ฉินเย่รู้สึกประหลาดใจกับความเร็วนี้ แต่เขาก็เริ่มเตรียมการโดยใช้วิชาขับไล่สิ่งชั่วร้ายจากบันทึกพันปีหัวเซี่ย
เขานำพระพุทธรูปสีเืที่มีขนาดเพียงฝ่ามือแช่ลงในเืสุนัขดำ จากนั้นใช้กระบี่ไม้ท้อจุ่มเืสุนัขดำแล้ววาดอักขระอาคมที่เข้าใจยากลงบนพื้น
"ไม่นึกเลยว่าอาจารย์ฉินจะใช้อาคมได้ด้วย!"
เย่เสี่ยวเสี่ยวยืนมองอยู่ข้าง ๆ ด้วยดวงตากลมโตที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นราวกับเด็กน้อย
ส่วนหลินเมิ่งซี เมื่อเห็นฉินเย่ร่ายอาคมอย่างคล่องแคล่ว เธอก็รู้สึกเบาใจลงเล็กน้อย ดูจากท่าทางที่สงบนิ่งของฉินเย่แล้ว เื่นี้ไม่น่าจะใช่เื่ยาก
หลังจากวาดอักขระเสร็จ ฉินเย่ก็หันไปบอกหลินเมิ่งซีว่า "พวกเราออกจากห้องไปก่อน อีกครึ่งชั่วโมงค่อยเข้ามาใหม่ครับ"
"ตกลงค่ะ!"
ทั้งสามคนเดินออกจากห้องไปพร้อมกัน
แต่ว่าในระหว่างที่รออยู่นั้น ทั้งหลินเมิ่งซีและเย่เสี่ยวเสี่ยวต่างก็ได้ยินเสียงประหลาดดังออกมาจากด้านใน
"แง แง แง..."
เสียงนั้นเหมือนเด็กทารกร้องไห้ และบางครั้งก็เหมือนคนกำลังคำราม ช่างแปลกประหลาดเหลือเกิน พวกเธออดไม่ได้ที่จะสบตากัน ทั้งคู่ต่างมองเห็นความหวาดกลัวในดวงตาของอีกฝ่าย
เพราะเมื่อครู่พวกเธอเฝ้ามองฉินเย่อยู่ตลอด และรู้ดีว่าฉินเย่ไม่ได้ใส่โทรศัพท์หรือเครื่องเล่นเสียงอะไรไว้ในห้องเลย แล้วเสียงนั้นมันดังมาจากไหน?
พวกเธอไม่กล้าแม้แต่จะจินตนาการ!
เมื่อเวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมง ฉินเย่เหลือบมองเวลาบนโทรศัพท์แล้วพูดว่า "ได้เวลาแล้ว เข้าไปกันเถอะครับ"
"ค่ะ..."
หญิงสาวทั้งสองคนอดไม่ได้ที่จะเดินเกาะกลุ่มกันเข้าไปในห้อง และทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้อง พวกเธอต่างก็ต้องตกตะลึง
ไม่ใช่แค่ลวดลายอักขระที่วาดด้วยเืสุนัขบนพื้นเท่านั้น แม้แต่เืสุนัขดำที่แช่พระพุทธรูปอยู่ ก็หายวับไปอย่างไร้ร่องรอย!