อาเคียนำมือจับไปตามตัวเพื่อค้นหาแหวน แต่ก็ไม่พบ
‘เป็ไปได้หรือไม่ว่ามันจะตกหล่นหายไปในขณะปะทะกับแบน’
เขามองไปรอบทิศอยู่นาน ก่อนจ้องไปยังโมน่า ไม่คิดว่านางจะเป็ผู้นำแหวนไปแต่มันก็ไม่มีใครอีกในละแวกนี้ที่พอจะให้ข้อมูลได้
“เ้าเห็นแหวนของข้าบ้างหรือไม่”
อาเคียกล่าวพร้อมเดินเข้าไปหา แต่เมื่อเขาก้าวเท้าออกไปได้เพียงหนึ่งก้าวตัวเขาก็ต้องล้มลง ส่งผลให้ใบหน้าอันหล่อเหลาทิ่มลงไปในดิน
“โอ้ย! ข้าลืมมันไปซะสนิท”
เขาจับไปตรงขาขวาที่ก่อนหน้าโดนแท่งเหล็กทมิฬเสียบจนทะลุด้วยความตื่นใในตอนแรกทำให้ลืมเื่ความเ็ปไปชั่วขณะจึงทำการดันตัวขึ้นอยู่ในท่านั่ง พร้อมจับขาขวาเข้ามาพาดบนขาซ้ายก่อนส่งคลื่นจิติญญาออกไปร้องเรียกพลังงานปฐีที่อยู่โดยรอบให้เข้ามาหาจากนั้นก็ค่อยๆซึมซับ
พลังงานสีเหลืองค่อยๆเคลื่อนที่ออกมาจากใต้ดิน มันลอยล่องไปในอากาศหมุนวนไปรอบตัวอาเคียอย่างแ่เบาไม่นานเขาก็มีพลังงานปฐีมากพอที่จะใช้มันฟื้นฟูาแ และลดทอนความเ็ป
ดวงตาสีนิลค่อยๆเปิดออก พร้อมจ้องไปเบื้องหน้า
“เ้ายังมีสติดีอยู่หรือไม่”
อาเคียเห็นโมน่าไม่ได้ตอบคำถามในคราแรกก็ได้ถามคำถามอีกครั้ง
‘นางดูแน่นิ่งราวกับคนตาย’
นี่ทำให้เขาคิดว่านางอาจจะได้รับการกระทบกระเทือนทางจิตใจอย่างหนักจนทำให้สติผิดเพี้ยนไป
ใช้เวลาตริตรองอยู่ครู่ อาเคียจึงตัดสินใจ ดันตัวลุก รวบรวมพลังงานปฐีไปยังแผลที่ขาขวาก่อนเดินเข้าไปหาโมน่าช้าๆ เมื่อเข้าไปใกล้ได้ระยะหนึ่งเขาก็ต้องยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาปิดจมูกทันที
กลิ่นเหม็นเน่าที่ส่งออกมาจากรอบตัวนางช่างรุนแรงนัก
“เฮ้! เ้าได้ยินข้าหรือไม่”
อาเคียพยายามเรียกคืนสติโมน่าแต่ก็ไม่เป็ผล จึงยกเท้า เดินเข้าไปใกล้ยิ่งขึ้นกว่าเดิมแต่จู่ๆก็รู้สึกถึงแรงดึงดูดมหาศาลจากพื้นดิน เท้าซ้ายที่ก้าวออกไปก่อนหน้าถูกดูดลงไปในดินอย่างรวดเร็ว พื้นดินและฝ่าเท้าถูกประกบเข้าหากันอย่างสวยงาม
เขาไม่สามารถขยับเท้าซ้ายได้แม้เพียงเล็กน้อย
“นี่มันอะไร!”
อาเคียกล่าวออกมาด้วยความใ จ้องลงบนพื้นอันเต็มไปด้วยคราบอ้วก น้ำสีครีมขุ่นผสมคราบเืจางๆไหลนองอยู่ข้างเท้านี่ทำให้เขาแทบจะบ้า
และเมื่อส่งััจิติญญาออกไปตรวจสอบพื้นที่โดยรอบก็พบว่า พื้นที่รอบตัวหญิงสาวผู้นี้ถูกลงไว้ด้วยอาณาเขตวงเวทชนิดหนึ่ง ที่เขาไม่สามารถระบุได้
“...”
ใบหน้าอันหล่อเหลาเริ่มซีดราวกับศพเขาอยากจะทุบตัวเองแรงๆสักทีให้กับความโง่เขลาที่ไม่ยอมใช้ััจิติญญาตรวจสอบพื้นที่โดยรอบให้ดีเสียก่อน
อาเคียนั้นไม่ใช่ผู้ใช้อาคม จึงไม่มีความสามารถในการแก้ไขอาณาเขตวงเวทและแม้เขาจะเป็ผู้ใช้อาคม ยังไงก็แก้ไขไม่ได้อยู่ดีเพราะอาณาเขตวงเวทหน่วงรั้งที่ชิลเขียน มันถูกวาดด้วยรูปแบบสัญลักษณ์
ราวกับเื่นี้เป็เื่ขบขัน เมื่ออาเคียที่ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรกับสถานการณ์เช่นนี้หันมองไปยังใบหน้าอันงดงามของโมน่า เขาก็แอบเห็นนางแสยะยิ้มเล็กๆ
“นี่เ้า!!”
.
.
ดอกภัยกังวล คือดอกไม้ชนิดหนึ่งที่ขึ้นอยู่ภายในป่าพันิญญาดอกไม้ชนิดนี้จะอยู่ในสภาพหุบตลอดเวลา ทำให้มันดูไม่ค่อยสวยงามนักแต่หากมันนั้นก็มีความพิเศษนั่นก็คือหากเมื่อเกิดภัยพิบัติที่ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติภายในผืนป่าที่อาศัยมันจะบานออกในทันที
กลางป่าพันิญญา ดอกภัยกังวลดอกหนึ่งจู่ๆมันก็บานออกสีชมพูสดใสแต่งแต้มด้วยจุดสีม่วงเล็กน้อย ทำให้มันดูงดงามอยู่มากเมื่อพบเห็นไม่นานกลีบดอกภัยกังวลก็หลุดร่วงลงมาบนดิน ก่อนถูกกระแสลมพัดปลิวขึ้นไปบนท้องฟ้าใช้เวลาอาบแสงตะวันเนิ่นนาน เมื่อถึง่เวลา จึงร่อนลงไปบนหุบเขาแห่งหนึ่งทางทิศใต้
หุบเขาแห่งนี้เต็มไปด้วยหมู่เมฆหนาทึบ มีูเาสูงตระหง่านตั้งอยู่สี่ลูกูเาทั้งสี่ล้วนสูงจนสามารถโผล่พ้นเหนือชั้นเมฆ หากมองเข้าไปยังตัวูเา จะพบบ้านเรือนนับพันหลังสร้างขึ้นตามผาสูงพร้อมมีปราสาทนับร้อยอยู่ด้านล่างเหนือขึ้นไป้าหน้าผาจะพบถ้ำขนาดเล็กไปจนถึงใหญ่อยู่เต็มไปหมด
และถ้ามองจากถ้ำที่อยู่สูงที่สุดขึ้นไป จะพบวิหารโบราณแห่งหนึ่งตั้งอยู่ด้านหน้าวิหารโบราณแห่งนี้นั่งไว้ด้วยชายชราผู้หนึ่งในชุดคลุมสีเขียวเข้มกับหญิงสาวนางหนึ่งในชุดผ้าบางสีฟ้าตรงกลางระหว่างพวกเขาทั้งสองวางไว้ด้วยกระดานหมากรุกสีน้ำตาลเข้มกระดานหนึ่ง
หญิงสาวในชุดผ้าบางสีฟ้านี้ก็คือซาเนีย หลังแยกจากชิลก็ได้ใช้เวลาในการเดินทางมาจนถึงหุบเขาจัตุรัสยักษาอยู่สามวันระหว่างเดินทางนางนั้นไม่อาจลืมภาพของเด็กชายั์ตาองุ่นในชุดสีฟางได้เลยแม้แต่น้อยนี่ทำให้นางหงุดหงิดใจอยู่มาก
“ท่านคิดว่า มันเป็ไปได้หรือไม่ที่จะมีผู้ที่อยู่เพียงระดับผสานกายขั้นแรก แต่กลับสามารถล้มสัตว์อสูริญญาเทาได้”
ซาเนียกล่าว สายตาอันงดงามจ้องไปยังกระดานหมากรุก ไม่นานจึงหยิบตัวหมากเรือเดินขึ้นไป
“มันก็มีความเป็ไปได้อยู่หนึ่งในสิบส่วนที่จะสามารถทำเช่นนั้น”
ชายชราในชุดคลุมสีเขียวเข้มกล่าวพร้อมเลื่อนตัวหมากม้าไปกินเรือที่ซาเนียพึ่งจะเดินมาเมื่อครู่
“แล้วหากคนผู้นั้นเป็เด็กที่อายุอ่อนกว่าข้าประมาณหนึ่งถึงสองปีเล่า”
ซาเนียไม่ได้สนใจเรือที่ถูกกินนางเลื่อนเบี้ยตัวหนึ่งขึ้นก่อนจะนำมือแตะปลายคางอย่างครุ่นคิด
“นี่คงเรียกได้ว่าอัจฉริยะ แต่มันก็ไม่ใช่เื่แปลกนักเพราะที่หุบเขาแห่งนี้ ก็มีผู้เยาว์ที่สามารถทำได้เช่นนั้นอยู่”
ชายชราชุดคลุมเขียวกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ พลางเลื่อนม้าขึ้นไปด้านหน้าก่อนจะหยิบถ้วยชาที่อยู่บนโต๊ะตัวเล็กด้านข้างขึ้นมาจิบ
“เช่นนั้นที่ว่า คือเป็ผู้ใช้อาคม และยังเป็ผู้หลอมิญญาด้วยน่ะรึ”
ซาเนียเงยหน้า มองใบหน้าชรา นิ่งค้าง ไม่คิดเดินหมากต่อ นางกำลังรอคำตอบอย่างตั้งใจ
“น้อยคนนักที่จะสามารถเป็ทั้งผู้ใช้อาคมและเป็ทั้งผู้หลอมิญญาแต่ข้าก็ไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นได้ในผู้เยาว์”
ชายชราชุดคลุมสีเขียวกล่าวอย่างไม่ค่อยเชื่อถือนัก
“หากมันสามารถเกิดขึ้นล่ะ”
ดวงตาคู่งามปรากฎซึ่งความคาดหวัง
ชายชราวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ ก่อนจะหรี่ตาเล็กน้อย
“เช่นนั้น ในอนาคตคนผู้นั้นคงจะกลายเป็ตัวตนที่น่ากลัวมิใช่น้อย”
“ข้าว่ามิใช่เพียงน่ากลัว”
ซาเนียกล่าว พร้อมเลื่อนสายตากลับไปที่กระดานหมากรุก พลางกล่าวต่อ
“แต่มันคือสัตว์ประหลาด”
“โอ้ดูเหมือนเทพธิดาแห่งวังเมฆาสูญสิ้นจะให้ความสำคัญกับผู้เยาว์ผู้นี้มากเป็พิเศษ”
ชายชราเผยร้อยยิ้ม ชั่วครู่จึงหันมองขึ้นไปบนฟ้า
“ข้าเพียงคิดว่า จะเป็การดีหากให้คนผู้นี้มาอยู่กับเราแทนที่จะปล่อยไปหากวันใดทางอาณาจักรพิรุณทมิฬสืบทราบการมีตัวตนอยู่ของเขาตอนนั้นมันคงจะยุ่งยากมากนักที่จะให้เขามาอยู่ข้างเรา”
ซาเนียกล่าวพลางเลื่อนตัวหมากม้าขึ้นไปด้านหน้า
“เ้าคิดว่าผู้เยาว์ที่เ้าว่า มีความสามารถขนาดที่อาณาจักรพิรุณทมิฬให้ความสำคัญเลยรึ”
ชายชราปรายตากลับมามอง สักพักก็เลื่อนสายตากลับไปยังท้องฟ้า
“ข้าก็ไม่แน่ใจ แต่ข้ามั่นใจ ด้วยความสามารถของเขาจะต้องเป็กำลังสำคัญให้เราได้แน่นอน”
นางกล่าวพร้อมมองขึ้นไปบนฟ้าตามทิศที่ชายชรามองออกไปไม่นานก็มีกลีบดอกไม้สีชมพูกลีบหนึ่ง ค่อยๆร่อนลงมาตามแรงลมชายชราและหญิงสาวต่างจับจ้องไปที่มันพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ครู่หนึ่งกลีบดอกไม้สีชมพูก็ส่ายไปมาก่อนร่วงหล่นไปบนกระดานหมากรุก
“เกิดภัยพิบัติที่ป่าพันิญญา?”
ชายชราชุดคลุมเขียวเบิกตากว้างเล็กน้อย หันหน้ามองซาเนียอย่างใคร่รู้
“อย่ามองข้าเยี่ยงนั้น ข้ามิรู้ว่ามันเกิดอันใดขึ้น”
ซาเนียกล่าวก่อนจะหันสายตามองไปที่กลีบดอกไม้สีชมพูที่อยู่บนตัวเบี้ย
“นี่เป็กลีบที่สองที่ข้าได้รับใน่เจ็ดวันนี้”
ชายชราชุดคลุมเขียวหลับตาลง สีหน้าเริ่มแสดงออกอย่างครุ่นคิด
“จะว่าไป”
จู่ๆซาเนียกก็กล่าวขึ้นด้วยสีหน้าจริงจังนี่ทำให้ชายชราหันมาจ้องนางอย่างตอบรับ
“ว่าอย่างไร”
“ท่านจะเดินมันต่อหรือไม่”
“...”
“...”
“แน่นอนข้าจะเดินมัน..”
.
.
ทางทิศตะวันออกของป่าพันิญญา ใกล้อาณาจักรวายุอัสนีชายหนุ่มในผมสีน้ำตาลอ่อน นั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งแสงอาทิตย์จางๆส่องมากระทบที่ใบหน้าอย่างอ่อนโยนเสียงสัตว์ปีกร้องระงมตามหมู่ต้นไม้ใหญ่โดยรอบสร้างความปลื้มปริ่มและความสงบสุขแก่จิตใจเป็อย่างมาก
หลังจากที่ผ่านเหตุการณ์นองเืมาได้สี่วันชิลได้นั่งพักอย่างสบายใจอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งทางทิศตะวันออกของป่าเขาใช้เวลาทั้งวันไปกับการรับแสงแดดและสูดกลิ่นธรรมชาติอันร่มรื่น
‘การผ่อนคลายเป็สิ่งจำเป็’
กับคนเช่นเขาที่ครั้งหนึ่ง เคยเป็เพียงเด็กรับใช้ ทำงานหนักมาั้แ่จำความได้ไม่แปลกเลยที่คิดเรียกร้องหาความสุขสบายเสียบ้าง
ชิลมองเชือกสีดำ พร้อมทำหน้ายิ้มกริ่มอย่างอารมณ์ดี