เมื่อการประกาศตัวแทนแต่ละแคว้นสิ้นสุดลง เสียงโห่ร้องยินดีมากมายดังขึ้น
ในวันแรกของงานประลองนั้นเป็นเพียงการกล่าวเปิดงานและกล่าวอธิบายกฎกติกาการแข่งในรอบแรกเพียงเท่านั้น โดยการประลองจริงจะเริ่มต้นขึ้นในวันถัดไป
"ต่อไปจะเป็นการอธิบายกฎกติกาในการประลองรอบแรก โดยในรอบแรกนั้น....."
เสียงประกาศอธิบายการประลองในรอบแรกดังขึ้น โดยรอบแรกนั้นเป็นการประลองแบบทีม โดยในแต่ละทีมจะคัดเลือกตัวแทนมาทั้งหมดเจ็ดคน ไม่จำกัดว่าจะเป็นผู้ปรุงโอสถหรือผู้ฝึกวรยุทธ์ขอเพียงแค่ผ่านด่านที่ถูกสร้างขึ้นได้ถือว่าเป็นที่สิ้นสุด
โดยคะแนนที่ได้จะต่างกันที่ความยากของบททดสอบที่แต่ละแคว้นได้ทำการทดสอบ ดังนั้นนอกจากความแข็งแกร่งแล้วก็ขึ้นอยู่ที่โชคของแต่ละคนด้วยเช่น
โดยรอบนี้นั้นตัวแทนทั้งเจ็ดคนจากแคว้นต่างๆ จะถูกส่งเข้าไปในค่ายกลมายา ที่เป็นค่ายกลโบราญที่ถูกค้นพบเมื่อหลายสิบปีก่อน ภายในค่ายกลที่จะจำแลงสิ่งต่างๆ ขึ้นมา
แต่การจำแลงนี้ไม่ใช่เพียงภาพมายาทั่วไป กลับเป็นสิ่งที่สามารถสัมผัสได้รับรู้และเจ็บปวดจากสิ่งนี้ได้จริงๆ
โดยผู้ที่เข้าไปนั้นจะได้รับป้ายทองคนละหนึ่งแผ่นและสามารถแย่งชิงจากแคว้นอื่นได้ แต่อีกวิธีหนึ่งที่จะได้รับป้ายทองเพิ่มนั้นคือการผ่านด่านทดสอบต่างๆ ภายในค่ายกล
โดยค่ายกลนั้นไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะออกมาในรูปแบบใดและมีอยู่ทั้งหมดกี่ด่านกันแน่ และสิ่งนี้จะเป็นเครื่องตัดสินในรอบแรก
เฟิ่งเซียนที่ฟังคำกล่าวจบแล้วก็นึกประมวลผลความเป็นไปได้ต่างๆ ตัวนางในยามนี้ได้รับเลือกจากตัวแทนทั้งหมดให้เป็นผู้นำทีม
เฟิ่งเซียนในยามนี้จึงจำเป็นต้องคิดวิธีรับมือกับค่ายกลมายา
"เมื่อพิธีเปิดการประลองสิ้นสุดลง เราจะเลือกตัวแทนทั้งเจ็ดกันอีกที"
สิ้นคำของเฟิ่งเซียนตัวแทนแคว้นคนอื่นๆ ต่างพนักหน้าอย่างเข้าใจ
ใช้เวลาอยู่ไม่ถึงสองชั่วยามงานเปิดการประลองในวันแรกก็สิ้นสุดลง แม้ว่าในวันแรกนั้นจะเป็นเวลาอันสั้นแต่นับว่าคุ้มค่านักสำหรับผู้เข้าชมงานทุกคน
เมื่อผู้คนทยอยกลับออกไปจากสนามประลอง ฝั่งตัวแทนแคว้นทั้งห้าเองก็เช่นกัน
เมื่อกลับมาถึงโรงเตี๊ยมที่เหล่าตัวแทนพัก ตัวแทนทั้งหมดรวมถึงแม่ทัพอันและซื่อกงกงก็รวมตัวที่ห้องของเฟิ่งเซียนทันที โดยการรวมตัวในครั้งนี้เป็นการเรียกประชุมเพื่อหาตัวแทนเข้าไปภายค่ายกลมายา
"ทุกคนคงทราบกันดีแล้วว่าในรอบแรกแคว้นฉีของเราต้องส่งตัวแทนทั้งเจ็ดคนเข้าไปในค่ายกลมายา
ค่ายกลนี้อันตรายเพียงใดไม่มีใครทราบ ดังนั้นตัวแทนในครั้งนี้ต้องใช้หลายอย่างตัดสินไม่ใช่เพียงระดับพลัง"
"ท่านหญิงเพคะ หากว่ากันว่าค่ายกลนี้อันตรายมากนักเช่นนั้นผู้ที่เหมาะสมจะไม่ใช่เพียงผู้ฝึกวรยุทธ์หรือเจ้าคะ"
เสียงของผู้ใช้โอสถผู้หนึ่งดังขึ้น คำถามที่นางกล่าวนั้นเป็นคำถามเดียวกับภายในใจตัวแทนแคว้นหลายคน
"เจ้ามีนามว่าอันใดหรือ"
"หม่อมฉันลั่วอันฉีเพคะท่านหญิง"
"ลั่วอันฉีคำถามของเจ้าถือว่าดีทีเดียว แต่อาจมีสิ่งที่ไม่ถูกต้องอยู่เล็กน้อย ความแข็งแกร่งไม่ได้วัดเพียงแข็งแกร่งทางกายแต่รวมถึงความแข็งแกร่งด้านจิตใจด้วย
ทราบกันดีว่าผู้ฝึกวรยุทธ์มักจะมีร่างกายที่แข็งแรงทนทานมากกว่าผู้ปรุงโอสถ แต่สิ่งที่ผู้ใช้โอสถมักจะแข็งแกร่งกว่านั้นย่อมมีเช่นเดียวกัน
ผู้ใช้โอสถเป็นผู้ที่มีจิตแข็งแกร่งมาก หากประลองจิตกันก็ไม่แน่ว่าฝ่ายผู้ฝึกวรยุทธ์จะชนะได้โดยง่าย และที่สำคัญในการคัดเลือกตัวแทนในครั้งนี้นั้นไม่ได้มีกฎว่าต้องเป็นเพียงผู้ฝึกวรยุทธ์หรือผู้ปรุงโอสถเพียงอย่างเดียว นั่นอาจมีนัยความว่าจำเป็นต้องใช้ความแข็งทั้งสองด้านในการผ่านด่านภายในค่ายกลนี้
แต่เมื่อมีการแย่งชิงป้ายทองกันเกิดขึ้นหลายแคว้นอาจเน้นใช้ผู้ฝึกวรยุทธ์เพื่อที่จะแย่งชิงง่ายขึ้น ดังนั้นการเลือกตัวแทนในครั้งนี้ต้องเลือกให้ดีและถี่ถ้วน"
สิ้นเสียงของเฟิ่งเซียนตัวแทนทุกคนก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วยในทันที สิ่งที่นางกล่าวออกมานั้นไม่มีสิ่งใดผิดแม้แต่อย่างเดียว ไม่ใช่ว่าผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดจะเป็นผู้ชนะแต่เกิดจากการคัดเลือกความเหมาะสมทั้งสิ้น
"ท่านหญิงเช่นนั้นในรอบนี้จำเป็นต้องใช้ตัวแทนที่ผ่านเข้ามาด้วยลำดับที่สูงทั้งสิ้นหรือขอรับ"
เสียงของเติ้งหลุนอวี่ผู้ที่ชนะการประลองวรยุทธ์ด้วยลำดับที่หกกล่าวขึ้น ทราบกันดีกว่าเกินกว่าครึ่งของตัวแทนแคว้นนั้นเป็นศิษย์ของสำนักเพลิงบุปผาเป็นส่วนใหญ่ หากเป็นเช่นนั้นผู้อื่นจะมีโอกาสหรือไม่
เฟิ่งเซียนที่รับรู้ถึงนัยความที่กล่าวมาจึงเริ่มอธิบายต่อในทันที
"ในการประลองที่แคว้นฉีนั้นเป็นการประลองความแข็งแกร่งเป็นส่วนใหญ่ แต่ไม่ใช่ว่าผู้ที่อยู่ลำดับต่ำกว่าจะด้อยกว่าเสียทุกอย่างไป
ยกตัวอย่างเช่นซานซานเล่อที่ผ่านเข้ามาจากการประลองวรยุทธ์ในลำดับที่สิบแต่กลับสามารถปรุงโอสถได้ ย่อมเป็นผู้ที่มีจิตแข็งแกร่งผู้หนึ่ง หรือตัวเจ้าเองที่ผ่านมาในลำดับที่หกแต่ความสามารถและความว่องไวก็ไม่ได้ด่อยไปจากผู้อื่น หรืออาจมากกว่าหลายๆ คนที่ลำดับสูงกว่าเจ้าก็เป็นได้
ความแข็งแกร่งในครั้งนี้จะถูกเลือกจากหลายๆ สิ่งและไม่ใช่ว่าผู้ที่ไม่ถูกลือกนั้นไม่ดีพอ เราจำเป็นต้องมีไพ่ตายลับไม่สามารถหงายไพ่ทุกใบในมือได้ พวกเจ้าควรเข้าใจจุดนี้ไว้ว่าพวกเจ้าทุกคนสำคัญต่อแคว้นฉีมากเพียงใด"
คำกล่าวของเฟิ่งเซียนได้ทำลายความคิดน้อยเนื้อต่ำใจที่บังเกิดขึ้นมาเล็กน้อยในใจตัวแทนแคว้นหลายคน แม้จะเพียงเล็กน้อยแต่หากเกิดขึ้นในเวลาที่สำคัญที่สุดก็ไม่ใช่เรื่องดี
ตัวแทนแคว้นฉีทุกคนเข้าใจบทบาทของตนมากยิ่งขึ้น ตลอดเวลาที่เก็บตัวฝึกฝนกันนั้นพวกตนเหน็ดเหนื่อยและทรมานมากเพียงใด ที่พยายามมาทุกสิ่งย่อมไม่ศูนย์เปล่าเป็นแน่
เช่นนั้นในครั้งนี้เราและองค์ชายใหญ่จะเข้าไปเพื่อปกป้องพวกเจ้าเองส่วนอีกห้าคนที่เหลือจะเป็นผู้ฝึกวรยุทธ์อีกสองคนและผู้ปรุงโอสถอีกสามคน"
เมื่อสิ้นคำกล่าว บรรยากาศการประชุมก็กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง ในครั้งนี้ใช้เวลาอยู่นับหนึ่งชั่วยามก็ได้ตัวแทนในรอบแรกครบทั้งเจ็ดคน
โดยสองคนแรกนั้นก็คือฉีเฟิ่งเซียนและฉีหมิงเซียน ด้านผู้ฝึกวรยุทธ์อีกสองคนได้แก่เติ่งหลุนอวี่และจินหาน สองคนนี้มีความสามารถที่แตกต่างกันออกไปจึงเหมาะที่จะเป็นตัวแทนในครั้งนี้
ส่วนด้านของผู้ปรุงโอสถนั้นได้แก่ ซูมี่ ลั่วอันฉี และเฟิ่นเยว่ เมื่อได้ตัวแทนทั้งเจ็ดแล้วเฟิ่วเซียนจึงได้ทำการนัดแนะและอธิบายสิ่งที่พึงกระทำเมื่อเข้าไปภายในค่ายกลมายา ก่อนที่จะปิดประชุมและแยกย้ายกลับไปพักผ่อนเพื่อเตรียมความพร้อมในวันพรุ่งนี้
.
.
.
เมื่อรัตติกาลผ่านพ้นอรุณรุ่งเข้ามาเยือน เช้าวันนี้ถือเป็นเช้าวันแรกในการประลอง ตัวแทนของแต่ละแคว้นต่างตื่นแต่เช้าเพื่อไปร่วมงาน กลุ่มตัวแทนแคว้นฉีเองก็เช่นกัน เมื่อชำระร่างกายและร่วมทานอาหารกันเป็นที่เรียบร้อย ทุกคนก็เดินทางด้วยรถม้านิลโลหิตเพื่อไปยังสนามประลองในทันที
แม้จะมาถึงรวดเร็วเพียงใดแต่ก็ช้ากว่าผู้ที่ต้องหน้าตั้งตารอชมที่มาถึงตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง เมื่อเดินมาถึงทุกคนก็มุ่งไปยังจุดพักของตนในทันที มีเพียงซื่อกงกงและแม่ทัพอันที่เป็นผู้ส่งรายนามตัวแทนทั้งเจ็ด
.
.
.
ครึ่งชั่วยามผ่านพ้นไปในยามนี้ถือเป็นฤกษ์งามยามดีในการประลองรอบนี้แล้ว เสียงประกาศเปิดงานประลองในวันแรกดังขึ้นโดยมาฮ่องเต้แคว้นจ้าวเป็นผู้กล่าวเปิดงานในวันนี้
"เชิญตัวแทนแคว้นทั้งห้ามารับป้ายทองด้วยขอรับ"
เสียงประกาศจากกรรมการผู้หนึ่งดังขึ้นเพื่อเรียกตัวแทนแคว้นที่จะเจ้าไปภายในค่ายกลมายามารับสิ่งที่จำเป็นก่อนที่จะเข้าไป
เมื่อสิ่งที่ตัวแทนแต่ละคนได้รับมีเพียงแค่ป้ายทองเพียงแผ่นเดียวเท่านั้นนั่นย่อมหมายความว่าไม่ว่าพวกตนจะได้รับอันตรายเช่นไรก็จะไม่อาจออกมาได้ นอกจากจะผ่านด่านเพื่ออกมาเพียงเท่านั้น
"เมื่อตัวแทนแคว้นทั้งห้าได้รับป้ายทองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะเริ่มอธิบายกฏอีกรอบแล้วนะขอรับ
ในการประลองรอบแรกนี้ ตัวแทนทุกแคว้นทั้งสามสิบห้าคนจำเป็นต้องเข้าไปภายในค่ายกลมายาแห่งนี้ โดยจะมีเวลาทั้งสิ้นเจ็ดวันภายในค่ายกลหรือเทียบเท่ากับสามวันภายในโลกจริง
ภายในค่ายกลนั้นจะมีอันตรายมากมายและจำเป็นต้องผ่านด่านต่างๆ เพื่อที่จะได้รับรางวัลในด่านนั้นๆ แต่สิ่งที่อันตรายที่สุดย่อมเป็นตัวแทนแคว้นอื่นที่จะคิดแย่งชิงป้ายทองของพวกท่านไป ประตูค่ายกลจะเปิดออกในอีกเจ็ดวันขอให้ทุกท่านโชคดี!! "
สิ้นเสียงประกาศตัวแทนแคว้นทั้งสามสิบห้าคนก็ทยอยเข้าไปภายในค่ายกลมายาในทันที โดยที่ด้านนอกนั้นกำลังฉายภาพภายในค่ายกลให้เหล่าผู้ชมได้รับชมเฉกเช่นเดียวกัน
"นายหญิงนี่มันค่ายกลของมารจิ้งจอกเจ้าค่ะ/ขอรับ! "
เมื่อเฟิ่งเซียนและเหล่าตัวแทนแคว้นฉีก้าวเข้ามายังค่ายกลมายา เสียงตื่นตระหนกของเหล่าสัตว์เทพทั้งสี่ก็ดังขึ้นมาในทันที
'หมายความเช่นไรที่บอกว่าค่ายกลนี้เป็นของมารจิ้งจอก'
เฟิ่งเซียนกล่าวถามเหล่าสัตว์เทพของตน หากสิ่งที่ทำให้เหล่าสัตว์เทพกระวนกระวายกล่าวเตือนนางเช่นนี้ ย่อมมิใช่สิ่งสามัญเป็นแน่
'นายหญิงมารจิ้งจอกนั้นเดิมทีเป็นราชินีของเผ่าจิ้งจอกเก้าหางแต่กลับคิดไปลองฝึกวิชามาร จนโดนจิตมารครอบงำ
ด้วยที่มีพลังสูงส่งจนกลายเป็นปัญหาใหญ่ เผ่าเทพจึงต้องร่วมมือกันกำจัดนาง แต่กระนั้นก็ยังมีสิ่งหนึ่งที่หายไป นั่นคือค่ายกลของนาง ว่ากันว่าค่ายกลนี้นั้นนอกจากจะมีอันตรายมากกว่าค่ายกลทั่วไปหลายร้อยเท่า
ยังสามารถแทรกแซงจิตใจผู้อื่นได้อีกด้วย แต่นอกจากข้อมูลเหล่านี้นั้นก็ไม่มีผู้ใดรู้ความลับภายในค่ายกลนี้อีกเลย แต่ค่ายกลที่แม้แต่เผ่าเทพยังหวาดกลัวเหตุใดจึงมาอยู่ที่โลกมนุษย์กัน'
เสียงกล่าวของไป๋หู่ดังขึ้นอย่างหนักใจ จากที่นางพอจับใจความได้คือค่ายกลนี้มีอันตราย จนแม้แต่เผ่าเทพเองยังหวาดกลัว
แต่ในยามนี้กลับมาเป็นค่ายกลที่พวกนางต้องเข้ามาประลอง หากเป็นเช่นนั้นย่อมหมายความว่าความน่ากลัวที่แท้จริงของค่ายกลนี้ยังไม่เคยปรากฏขึ้น และหากปรากฏเมื่อใดนั่นย่อมหมายถึงหายนะของผู้ที่อยู่ภายในค่ายกลอย่างแท้จริง
เฟิ่งเซียนมีสีหน้าตึงเครียดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ในยามนี้ไม่ใช่เพียงการฝ่าด่านและแย่งชิงป้ายทองเพียงอย่างเดียวแล้ว แต่นั้นรวมถึงต้องคอยระวังค่ายกลแห่งนี้ด้วย
"เป็นอันใดหรือ"
ฉีหมิงเซียนที่สังเกตเห็นใบหน้าครุ่นคิดของเฟิ่งเซียนกล่าวขึ้น
"ค่ายกลนี้อันตรายนัก พวกเจ้าทุกคนต้องระมัดระวังตัวให้ดี ไม่ใช่เพียงระวังจากตัวแทนของแคว้นอื่น แต่รวมถึงค่ายกลลึกลับนี่ด้วย"
สิ้นเสียงของเฟิ่งเซียนตัวแทนทุกคนต่างพยักหน้าอย่างเห็นเห็นด้วย แม้พวกตนจะไม่ได้มีพลังสูงส่งเช่นท่านหญิงฉีเฟิ่งเซียน แต่ก็รับรู้ได้ถึงอันตรายได้เป็นอย่างดี
******