คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 49 คุ้นชินจากการเริ่มปฏิบัติ

            “ใช่แล้ว เป็นเงินที่ขายสูตรลูกชิ้น”หยิบเงินเปลือยที่วาววิบวับสองเม็ดขึ้น รอยยิ้มของหวังซื่อปรากฏออกมาอย่างปลื้มใจ

             “คาดไม่ถึงว่าจะขายได้เยอะเช่นนี้?หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า นี่เป็นเงินห้าสิบเหลียงหรือ?” หูเฉวียนฝูทำงานมาค่อนชีวิตยังไม่เคยเห็นเงินที่เยอะเช่นนี้มาก่อนเขาย้ายลงมาจากหัวเตียง หยิบเงินหนึ่งเม็ดใส่ปากกัดหนึ่งที “ไอ๊หยา ของจริง!เป็นเงินของจริง!”

             “เจ้าตาเฒ่าน่าตายนี่จะกัดได้เช่นไรเล่า นี่แน่นอนว่าเป็นของจริงสิ”หวังซื่อแย่งเอาเงินบนมือของหูเฉวียนฝูมา มองรอยข้างบนเล็กๆ น้อยๆ

             หูเฉวียนฝูหน้าเหยเกนิดหน่อยหัวเราะแล้วกล่าวพึมพำ “มิใช่ ข้ากลัวว่าจะโดนหลอกหรือ”

             หวังซื่อมองเขาแวบหนึ่งหยิบเงินที่ถืออยู่มาเช็ด ยิ้มแล้วกล่าว“เจ้าของร้านจางโรงเตี๊ยมสือหลี่เซียงให้เงินมาด้วยตนเอง จะเป็นของปลอมได้หรือ? โรงเตี๊ยมที่ใหญ่ที่สุดของเมืองไท่ผิงเฉพาะลูกจ้างพ่อครัวในร้านก็มีสิบกว่าคนแล้วห้องครัวพวกเขาใหญ่กว่าลานบ้านเรามากนัก จะโกงเงินเล็กน้อยนี่ได้อย่างไร”

             “นี่เป็นโรงเตี๊ยมที่พี่ใหญ่แนะนำให้ไปขายกระต่ายใช่หรือไม่?”หูเฉวียนฝูรีบถาม

             “ใช่แล้วท่านพ่อ เจ้าของร้านจางที่ท่านลุงแนะนำ เขาให้พวกเราวางตัวสบายๆ ตรงไปตรงมามากนักสูตรลูกชิ้นปลาขายไปหกสิบเหลียง ซื้อวัวกับไม้กระดานเกวียนจ่ายไปหกเหลียงครึ่ง ซื้อหนังสือกับเครื่องเขียนที่ร้านหนังสือจ่ายไปเกือบหนึ่งเหลียงนี่ยังมีเงินเล็กอีกสองเหลียงกว่า” หูฉางหลินควักถุงเงินใบเล็กออกมาแล้วเทเงินที่เหลือลงบนโต๊ะ

             “ไม่นึกเลยว่าจะขายไปหกสิบเหลียงสูตรนั่นมีค่าเพียงนี้? เป็นเบื้องบนให้พรพวกเราชาวสกุลหูจริงๆเลย!” หูเฉวียนฝูตื่นเต้นมาก นัยน์ตามีน้ำตาเอ่อคลอหลายปีนี้ทำงานใช้แรงอย่างยากลำบาก ธัญพืชที่เก็บเกี่ยวทำได้เพียงฝืนประคองใช้ชีวิตตลอดทั้งปีได้อาศัยปลายปีขายหมูสองตัวกับไก่สิบกว่าตัวเก็บเงินได้จำนวนเล็กน้อย ยามว่างจากการเก็บเกี่ยวบุตรชายทั้งสองยังต้องออกไปทำงานหาเงินค่าใช้จ่ายข้างนอกขณะนี้แป๊บเดียวได้เงินหกสิบเหลียง จะไม่ให้เขาที่เป็นคนชราน้ำตาไหลนองหน้า [1]ได้เช่นไร

             “นี่ล้วนเป็นความดีความชอบให้เจินจูของพวกเราหากมิใช่นางรู้วิธีทำลูกชิ้นชนิดนี้ อย่าพูดถึงหกสิบเหลียงเลยเงินหกเหวินก็ยากที่จะหาได้” หวังซื่อมองหลานสาวตนเองด้วยใบหน้ารักใคร่เอ็นดูใบหน้าเล็กขาวนวลมีเลือดฝาดจะมองอย่างไรก็น่ารักยิ่ง

             “ท่านย่าลูกชิ้นนั่นล้วนเป็นท่านทำ ข้าแค่ขยับปาก แน่นอนว่าความดีที่ใหญ่ที่สุดเป็นของท่าน”เจินจูไม่ได้ถือสิ่งนี้เป็นความดี สำหรับนางแล้วตนเองเป็นคนท่าดีทีเหลวที่วางแผนรบบนกระดาษ [2] มีเพียงทฤษฎีความสามารถในการลงมือทำกลับแย่ขั้นสุดหากว่าทุกขั้นตอนให้นางลงมือทำด้วยตัวเองแล้ว ผลที่ออกมาต้องแย่มากอย่างแน่นอน สิ่งสำคัญที่สุดคือนางล้วนไม่มีความสนใจสักนิดกับทักษะการทำงานในครัวทุกประเภท กล่าวกันตรงๆ อะแฮ่ม...ธาตุแท้นางเป็นคนเกียจคร้านนัก

             “ฮ่า ฮ่าพอแล้ว ความดีของผู้ใดในใจย่ารู้ดี ทั้งหมดนี่เหลือเงินห้าสิบสองเหลียง ฉางกุ้ยเอ้า เจ้าเก็บไว้สามสิบเหลียงรอให้อากาศดีหน่อยพวกเราก็ปรับปรุงบ้านหลังเก่าเสียบ้าง”บ้านของสองครอบครัวควรจะรื้อสร้างใหม่อีกครั้งนานแล้ว ขณะนี้สภาพการเงินมีกินมีใช้อันดับแรกที่ต้องทำคือปรับปรุงบ้านหลังเก่าขึ้นใหม่สักครั้ง

             “ท่านแม่ท่านเก็บไว้เถิด” หูฉางกุ้ยโบกไม้โบกมือทันทีเงินเยอะเพียงนี้เขาจะกล้ารับมาได้อย่างไร

             ให้เจ้ารับไว้ก็รับไว้เถิดปีหน้าเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิผิงอันกับผิงซุ่นล้วนต้องไปโรงเรียนส่วนตัว ยังต้องใช้จ่ายเงินไม่น้อยบ้านเจ้าเล็กเกินไป ผิงอันก็โตแล้ว รอเวลาที่เหมาะสมก็ปลูกอีกหนึ่งห้องเพิ่มขึ้นร่างกายหรงเหนียงก็ไม่ดี อย่าลืมเชิญท่านหมอมาตรวจบำรุงรักษาให้นางด้วยทุกที่ล้วนต้องใช้จ่ายเงิน รีบเก็บไว้ให้ดี” เอาเงินเปลือยสามเม็ดใส่เข้าถุงเงินแล้วส่งไปหวังซื่อกล่าวถึงเรื่องที่ต้องใช้เงินออกมาไม่หยุด หลังจากนั้นจึงดันเหรียญทองแดงกองหนึ่งมา“มา เจินจู เงินปลีกย่อยเหล่านี้ให้เจ้าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ”

             “ว้าวข้าก็มี? ขอบคุณท่านย่า” เจินจูหัวเราะ ฮิ ฮิ ดีอกดีใจเหรียญทองแดงกองเล็กนี่น่าจะมีหนึ่งร้อยกว่าเหวินกระมัง อืม... ไม่เลวเงินเก็บส่วนตัวมากอีกหน่อยแล้ว

             “ฉางหลินเงินนี่แบ่งเช่นนี้ เจ้าไม่ว่าอย่างไรใช่หรือไม่ต้องขอบคุณความคิดของเจินจูที่ทำให้พวกเราหาเงินได้เช่นนี้จึงให้ฉางกุ้ยถือเงินไว้เยอะหน่อย”หวังซื่อกลัวมากว่าปัญหาการแบ่งเงินจะก่อให้เกิดความแตกแยกระหว่างสองพี่น้อง

             “ไม่ว่าอย่างไรท่านแม่ นี่ข้ารู้ ท่านตัดสินใจได้เลย” หูฉางหลินรีบแสดงท่าทางออกอย่างชัดเจนในความเป็นจริง เขาเข้าใจเป็นอย่างดีหากไม่ใช่ว่ามีความคิดของหลานสาวกับฝีมือของมารดา อาศัยเพียงพวกเขาเองผ่านไปสิบปีก็ไม่แน่ว่าจะสามารถหาเงินจำนวนเช่นนี้ได้

             “อื้มเจ้ารู้ก็ดี นี่เงินสองเหลียงเจ้าถือไว้ ควรใช้ก็ใช้ควรเก็บก็เก็บ แล้วอย่าบอกภรรยาเจ้าเรื่องขายสูตรลูกชิ้นเล่าภรรยาเจ้าชอบเอาเรื่องที่บ้านไปบอกบ้านพ่อแม่ของนาง หากเรื่องนี้แพร่ออกไปไม่รู้ว่าจะกลายเป็นเช่นไร”หวังซื่อเตือนหูฉางหลินด้วยความรอบคอบ

             ปากเหลียงซื่อไม่แน่นสนิทบ้านบิดามารดาของนางอยู่ใกล้นัก เพ่นพ่านไปเฝ้าประตูอยู่บ่อยๆและมักชอบเอาเรื่องเล็กใหญ่สกุลหูไปเล่าให้มารดานางฟังเพราะปัญหานี้หวังซื่อจึงเคยว่ากล่าวนางไปภายนอกเหลียงซื่อเชื่อฟังความและกล่าวเป็นความผิดพลาดลับหลังไม่รู้ว่าจะเหมือนเดิมหรือไม่ขณะนี้แม้ว่าจะตั้งครรภ์พักอยู่ในบ้านอย่างเชื่อฟังแต่ป้องกันเหตุการณ์ไม่แน่นอนไว้ เพราะมีบางเรื่องที่ยังบอกนางไม่ได้

             “อื้มท่านแม่ ข้าทราบแล้ว อีกเดี๋ยวจะเตือนนางว่าอย่ากล่าวมั่วซั่ว”หูฉางหลินหน้าเหยเกเล็กน้อย ปัญหานี้ของเหลียงซื่อเขาทราบดีเมื่อก่อนรู้สึกว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องมากนักจึงไม่สนใจและไม่จัดการตอนนี้ไม่สามารถทำแบบนั้นได้แล้ว

             “อื้มเจ้ารู้แล้วก็ดี เอาล่ะ สีท้องฟ้าเริ่มค่ำแล้วต่างก็กลับบ้านไปล้างมือล้างไม้เข้านอนเถิด พรุ่งนี้ต้องกรอกกุนเชียงยังมีเรื่องให้ทำอีกมากเลยล่ะ” คิดว่าพรุ่งนี้ต้องทำอาหารใหม่อีกครั้งใจของหวังซื่อก็ร้อนเป็นไฟลุกโหม แทบอยากจะให้ท้องฟ้าสว่างขึ้นมาทันที

             ยามค่ำคืนถือโอกาสที่สองพี่น้องหญิงชายไปกระท่อมกระต่ายยังไม่เข้าบ้าน หูฉางกุ้ยหยิบเงินในอ้อมอกส่งให้กับหลี่ซื่อภายใต้สีหน้าประหลาดใจของหลี่ซื่อ จึงกล่าวที่มาของเงินอย่างอึกๆ อักๆหลี่ซื่อทั้งตกใจทั้งดีใจ บุตรสาวฉลาดมีความสามารถหาเงินเพื่อที่บ้านได้มากเพียงนี้ในฐานะที่เป็นมารดาแน่นอนว่าต้องรู้สึกภูมิใจเป็นเท่าตัว แล้วจึงนำเงินใส่ไว้ในตู้ล็อกทันที

             ยามค่ำคืนผ่านไปไวนัก เจินจูหลับไปค่อนข้างลึกเลยทีเดียวงานยุ่งมาทั้งวัน ร่างกายเล็กๆ ย่อมเหนื่อยเป็นธรรมดา จนกระทั่งฟ้าสางนางเปิดเปลือกตาขึ้นบนเตียงก็เหลือนางเพียงคนเดียวแล้ว

             ยืดเอวบิดขี้เกียจด้วยความเซื่องซึมกลิ้งบนเตียงอุ่นๆ อยู่พักหนึ่งแล้วจึงลงจากเตียงอย่างเชื่องช้า

             หาแปรงสีฟันและผงสีฟันที่ซื้อมาเมื่อวานออกจากโต๊ะด้านข้างเจินจูกวาดตามองหนหนึ่ง แปรงสีฟันสี่ด้ามยังไม่ได้ใช้สักอันเดียว นางหางตากระตุกดูเหมือนว่าจะต้องจับมาแปรงทีละคนๆ แล้วกระมัง จะได้คุ้นชินจากการเริ่มปฏิบัติ

             หยิบสิ่งของเดินออกจากประตูห้องนอกบ้าน ท่านพ่อกำลังยุ่งอยู่กับการใช้โคลนห่อฟางข้าวเตรียมจะฉาบซ่อมรอยแตกของห้องด้วยความขยัน

             “ท่านพ่อท่านมานี่ก่อน”

             เมื่อหูฉางกุ้ยได้ยินเสียงเรียกหาของบุตรสาวจึงเดินเข้าไปหาทันที “เป็นอะไรหรือ?”

             “นี่เป็นแปรงสีฟันกับผงสีฟันที่ซื้อมาใหม่ต่อไปทุกเช้าตื่นขึ้นมาต้องแปรงฟันก่อนแล้วค่อยทำเรื่องอื่น ท่านทำตามข้านะ”เจินจูส่งแปรงสีฟันหนึ่งด้ามให้กับเขา หลังจากนั้นเริ่มทำให้ดูเป็นตัวอย่างเอาแปรงสีฟันเปียกน้ำนิดหน่อยก่อนแล้วป้ายผงสีฟันตาม ต่อจากนั้นก็เริ่มแปรงฟันขึ้นลงซ้ายขวาด้านในและด้านนอก ผงสีฟันนี้ไม่เกิดฟอง แปรงแล้วฝืดแห้งเล็กน้อยอีกอย่างเป็นกลิ่นยาสมุนไพร เจินจูย่นหัวคิ้วแปรงฟันจนเสร็จ

             หูฉางกุ้ยไม่มากความแปรงฟันตามเจินจู “ฟืด ฟืด” หนึ่งรอบ

             หลังบ้วนปากเรียบร้อยเจินจูก็ยิ้มออกมา “อื้ม แบบนี้ถูกแล้ว ต่อไปอย่าลืมแปรงฟันทุกเช้าเล่า ท่านดูฟันขาวมากเลย แปรงสีฟันด้ามนี้เป็นของท่าน อย่าใช้ปนกันเล่า” กล่าวจบใช้ก้อนหินขีดหนึ่งเส้นบนด้ามจับ “ด้ามหนึ่งเส้นเป็นของท่านด้ามสองเส้นเป็นของท่านแม่ ด้ามสามเส้นเป็นของข้า และด้ามสี่เส้นเป็นของผิงอันจำได้หรือไม่?”

             “อื้มจำได้แล้ว” หูฉางกุ้ยพยักหน้าอย่างว่าง่าย

             “เอาล่ะเช่นนั้นท่านไปทำงานเถิด ข้าจะไปหาผิงอันมาแปรงฟัน”ทัศนคติที่มีต่อท่านพ่อสกุลหูผู้นี้ เจินจูพึงพอใจเป็นอย่างมากแม้เขาไม่ชอบพูดอุปนิสัยซื่อๆ และขาดความเชื่อมั่นในตนเองแต่นิสัยใจคออ่อนโยนจิตใจดีและฟังคำคน อยู่ด้วยแล้วผ่อนคลายสบายใจ เจินจูยิ้มหมุนกายวิ่งไปหาผิงอัน

             หลัวจิ่งตื่นอยู่นานมากแล้วตนเองเคลื่อนไหวร่างกายอยู่บนเตียงด้วยความยากลำบาก นอนอยู่หลายวันเช่นนี้แม้บาดแผลจะดีขึ้นไม่น้อย แต่อาการบาดเจ็บส่วนที่ขาหักยังเจ็บปวดคันและชานักทรมานเสียจนหลับๆ ตื่นๆ ทั้งคืนทุกครั้งล้วนทำได้เพียงกัดฟันพยายามทนอย่างสุดกำลังไม่ง่ายเลยที่จะทนจนถึงฟ้าสว่างเพียงรอทานอาหารเช้าและดื่มยาลงไปแล้วจึงสบายขึ้นเล็กน้อย

             บ้านพักครอบครัวเกษตรกรทำอย่างง่ายๆและหยาบ เป็นธรรมดาที่จะกั้นเสียงได้ไม่ดี ท้องฟ้าเพิ่งสางเจ้าบ้านหญิงของบ้านนี้ก็ตื่นนอน ย่ำฝีเท้าเบาๆเดินไปถึงห้องครัวด้วยความระมัดระวัง หลังจากนั้นจึงเริ่มยุ่งอยู่กับงานหนึ่งวัน

             เจ้าของบ้านชายที่ตามมาด้วยความไม่สดใสเดินเข้าไปในลานบ้านอย่างเบามือเบาเท้าหลังล้างหน้าบ้วนปากแล้วจึงเริ่มมีเสียงตำๆ เคาะๆ ขึ้น ในระหว่างนั้นบรรยากาศนอกลานบ้านล้วนชวนอึดอัดใจตลอดเวลา

             หลังจากนั้นชั่วขณะเสียงฝีเท้าเล็กๆ ก็ดังขึ้น พอหลัวจิ่งได้ฟังจึงรู้ว่าเป็นเด็กชายหูผิงอัน

             “ท่านแม่”เสียงเด็กอ่อนวัยลอยเข้ามาเบาๆ ไม่มีเสียงขานรับมีเพียงเสียงตักน้ำ “ซ่า ซ่า” ไม่นานนัก เสียงเด็กชายดังขึ้นอีกครั้ง “ท่านแม่ข้าไปกวาดกระท่อมกระต่ายก่อนนะ”

             ด้วยเหตุนี้โลกแห่งความเงียบเชียบจึงกลับมาอีกครั้ง

             หลัวจิ่งอดทนความเจ็บปวดค่อยๆหมุนกาย จากนั้นก็รอคอย

             ผ่านไปสิบห้านาทีก็ทนความเจ็บกลับมานอนราบอีกครั้ง แล้วรอคอยต่อไป

             จนกระทั่งหลัวจิ่งพลิกกายครั้งที่สามเสร็จในลานจึงสะท้อนเสียงลมหายใจนิ่มนวลของเด็กสาวออกมาตลอดจนเสียงฝีเท้าที่อืดอาดอยู่บ้าง หลัวจิ่งมองอย่างเลื่อนลอยเล็กน้อย นาง...คงได้รับความเหนื่อยล้ามาเมื่อวานกระมัง

             ในลานเล็กยามเช้าตรู่เจินจูตามหาผิงอันออกมาจากกระท่อมกระต่าย สอนเขาแปรงฟันอย่างละเอียดหลี่ซื่อที่อยู่ในห้องครัวยื่นตัวออกมามองพวกเขาอย่างยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เจินจูยื่นแปรงสีฟันส่งไปทันที หลี่ซื่อมึนงงนิดหน่อยหลุบตาลงปรากฏสีหน้ายุ่งยากเล็กน้อยออกมา ทันทีหลังจากนั้นป้ายผงสีฟันและแปรงฟันขึ้นอย่างคุ้นเคย

             เจินจูทั้งชี้แนะผิงอันไปด้วยทั้งแอบสังเกตหลี่ซื่อไปด้วยมองดูท่าทางที่คล่องแคล่วนี้ คิดๆ ไปแล้วก่อนหน้าโน้นคงใช้แปรงสีฟันไม่น้อยกระมังฐานะท่านแม่ของนางผู้นี้ลึกลับอยู่บ้าง เจินจูคาดคะเนอยู่ในใจ

             น้ำร้อนบนเตายังเหลืออยู่จำนวนหนึ่งเจินจูนึกขึ้นได้ว่าในบ้านยังมีคนป่วย จึงตักขึ้นมาครึ่งกะละมังถือเข้าไปในห้อง

             “ยู่เซิงเจ้าตื่นหรือยัง? ข้าเข้าไปนะ” ใช้ร่างกายดันประตูเปิดออกกลิ่นถ่านไฟหนึ่งสายโชยเข้าจมูก เจินจูย่นหัวคิ้วขึ้น “กลิ่นถ่านแรงเช่นนี้?นี่ไม่ได้นะ ตอนค่ำซอกหน้าต่างต้องกว้างกว่านี้หน่อยแล้วกลิ่นพิษในถ่านร้ายแรงยิ่ง”

             หลัวจิ่งดิ้นรนขึ้นนั่งเจินจูออกแรงบิดผ้าเสร็จก็ยื่นส่งไป “เจ้าดีขึ้นหน่อยหรือยัง?”

             สองวันมานี้เจินจูยุ่งเสียจนหัวหมุนติ้วไม่มีเวลามาเยี่ยมเยียนเขา

             “ดีขึ้นบ้างแล้ว”น้ำเสียงแห้งแหบ เหมือนกับว่าอดกลั้นความในใจไว้ไม่ยอมเผยออกมา เจินจูมองริมฝีปากของเขาที่แตกระแหงเป็นขุยแวบหนึ่งจึงเม้มริมฝีปาก ทุกข์ใจหน่อยๆ ทุกคนล้วนยุ่งอยู่กับเรื่องอื่นทำให้ละเลยเขาไปค่อนข้างมาก

             ความเจ็บปวดบริเวณกระดูกที่หักคงจะเป็นทุกข์ทรมานมากแน่ๆยิ่งกว่านั้น เขายังเป็นเพียงเด็กคนหนึ่ง

     

             เชิงอรรถ

            [1] น้ำตาไหลนองหน้าเป็นการบรรยายว่าซาบซึ้งใจอย่างมาก

            [2] วางแผนรบบนกระดาษ คือ พวกเก่งแต่ปาก

    คล้ายกับเรื่องคู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569] ที่คุณอ่าน

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    484K 1138
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.36M 891
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    นิยาย รัก
    671K 788
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199
    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    485K 891
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498