กว่าจะเลิกเรียน จื้อเซินไหลก็แทบจะเวียนหัวกับการเรียนในโลกใบนี้ ต้องรู้ว่าเขาเป็เทพสายฟ้ามาหลายหมื่นปีแล้วยังไม่เคยเข้าเรียนเช่นนี้เลย กลับถึงบ้านเขายังมีการบ้านระบายสีอีกต่างหาก เฮ้อ นี่เขาต้องอดทนแบบนี้อีกกี่ปีกันเนี่ย
ตอนนี้จื้อเซินไหลชักจะอิจฉาเ้าแมวอ้วนที่เอาแต่วิ่งเล่นกับหาของกินเสียแล้ว ครั้นจะให้มันแปลงกายไปเรียนแทนก็คงจะไม่ดีแน่ เขายังต้องใช้ความรู้ของโลกใบนี้ให้ได้เหมือนคนอื่นเสียก่อน ไม่อย่างนั้นคงถูกตราหน้าว่าโง่เป็แน่ เขาจะยอมให้คนอื่นมาดูถูกเทพสายฟ้าอย่างเขาไม่ได้เด็ดขาด เอาวะ! อดทนก็อดทน
โรงเรียนของจื้อเซินไหลเลิกตอนบ่ายสามโมง คนขับรถมารอเขาที่หน้าโรงเรียนเหมือนทุกครั้ง จื้อเซินไหลเดินออกมาอย่างหมดแรง เขามึนหัวมากจริง ๆ กับความกระปรี้กระเปร่าของเพื่อนร่วมห้อง ทุกคนเอาแต่คุยจ๊อกแจ๊กจอแจกัน ตอนเรียนก็แข่งกันตอบคำถามเสียอีก เขาที่เบื่อหน่ายเป็ทุนเดิมได้แต่หน้าหงิกหน้างอเวลาอาจารย์ให้เขาตอบ คนอื่นอยากตอบเยอะแยะทำไมไม่ถ๊ามมมม ปัดธ่อววว
กลับถึงบ้านแล้วจื้อเซินไหลนำการบ้านมานั่งระบายสีในห้องนั่งเล่นก่อนถึงเวลาอาหารเย็น เขาี้เีทำก่อนนอนจึงเลือกทำเวลานี้เสียเลย อย่างไรก็แค่การระบายสีไม่ใช่หรือไง
หม่าฟานเห็นเ้านายกลับมาแล้วมันก็มาด้อม ๆ มอง ๆ ว่าเขากำลังทำอะไร พอเห็นเ้านายระบายสีรูปภาพจนเละเทะ มันก็นอนกลิ้งตัวหัวเราะเ้านายมันอย่างสนุกสนาน ทำเอาจื้อเซินไหลอายจนหน้าแดง ก็เขาไม่เคยระบายสีมาก่อน มันจะขำอะไรนักหนาเนี่ย เดี๋ยวพ่อก็ถีบกระเด็นซะดีมั้ย ฮึ่ย!
คุณปู่กับคุณย่าที่เห็นหลานรักกลับมาแล้วต่างพากันมาดูด้วยเช่นกัน พวกท่านมองหน้ากันไปมาแล้วได้แต่ส่ายหัวกับความไร้ศิลปะของหลานชาย คุณย่าจึงได้นั่งลงแนะนำจื้อเซินไหลเกี่ยวกับการระบายสีอยู่เป็นาน จนสุดท้ายจื้อเซินไหลสามารถแก้สีที่ละเลงจนเละเทะให้ออกมาพอดูได้บ้าง
เขาหันไปขอบคุณคุณย่าใจดีของเขาที่ไม่หัวเราะแต่สอนเขาเสียอีก ไม่เหมือนไอ้แมวบ้านั่นสักนิ๊ดดด ถังเหมยลี่เห็นหลานชายอารมณ์ดีแล้วจึงได้บอกให้เขามาหัดวาดรูปกับย่าในเวลาว่างได้ เพราะย่าของจื้อเซินไหลนั้นชอบเื่งานศิลปะไม่น้อยไปกว่าการบริหารธุรกิจครอบครัวในสมัยก่อน เธอจึงชอบที่จะสอนให้หลานชายตัวน้อยบ้าง เผื่อเขาจะได้วาดภาพและระบายสีได้ดีขึ้นกว่านี้
จื้อเซินไหลรับปากกับถังเหมยลี่ว่าจะตั้งใจเรียนตามที่คุณย่าสอน เขาจะได้ไม่อับอายเ้าแมวอ้วนอีก ดูมันยังทำหน้าทะเล้นใส่เขาไม่หยุดเสียอีก มันน่าเตะสักป้าบจริง ๆ เทพสายฟ้าไม่รู้ว่าจื้อเซินไหลคนเก่าก็ไม่เก่งเื่งานศิลปะเช่นกัน ถ้าเขารู้เขาคงไม่พยายามเรียนกับคุณย่าแน่ ๆ
ระหว่างมื้ออาหาร พ่อกับแม่ก็สอบถามจื้อเซินไหลว่าไปเรียนเป็ยังไงบ้างเหมือนเช่นทุกครั้ง เขาก็ได้แต่ตอบแบบขอไปทีว่าก็ดีเท่านั้น ด้วยเขาไม่รู้จะอธิบายยังไงว่าเพื่อนตัวน้อยของเขาช่างพูดอย่างกับนกกระจิบ พูดได้ทั้งวัน นอกจากเวลานอนกลางวันแล้ว เด็กพวกนั้นก็จะหาเื่มาคุยกันไม่หยุด เขาที่ถูกลากให้เข้าไปร่วมฟังด้วยไม่รู้จะหนียังไง จึงได้แต่อดทนฟังเด็ก ๆ พูดเื่ไร้สาระและอวดของเล่นกัน เขายังคิดในใจเลยว่าของเล่นกระจอก ๆ พวกนั้นจะสู้ของเล่นของเขาได้ยังไงกัน แต่พอนึกว่าตนเองเป็ถึงเทพสายฟ้า จะมาแข่งของเล่นอะไรกับเด็กพวกนี้ เขาจึงได้แต่สงบจิตสงบใจไม่ควักของเล่นออกมาอวดเหมือนเพื่อน
สัปดาห์นี้ทั้งสัปดาห์ เป็สัปดาห์ที่จื้อเซินไหลต้องอดทนอย่างมาก เขาพยายามที่จะเคยชินกับบรรดาเพื่อนเด็กของเขา แต่ก็ทำได้ไม่ดีนัก ด้วยว่าความรำคาญของเขามันมีมากกว่าน่ะสิ ถ้าเขาก่อเื่คงถูกเรียกผู้ปกครองแน่ เขาจึงต้องระวังตัวให้ดีเสียก่อน เพราะเขาไม่อยากให้ครอบครัวขายหน้าที่มีลูกเกเรเหมือนเ้าแมวอ้วนของเขา
อาหารที่แม่บ้านจัดให้เขาก็แบ่งกับเพื่อน ๆ ในห้องกินด้วย ก็แม่บ้านเล่นยัดมาเสียเยอะแยะ เขาที่ยังเด็กอยู่ไม่ได้กินเยอะเหมือนเ้าหม่าฟานเสียหน่อย เขาจึงยอมแบ่งให้เพื่อนคนอื่นได้กินด้วย ทำให้บรรยากาศการกินอาหารสบายหูมากกว่าตอนเรียนเสียอีก จื้อเซินไหลจึงคิดจะให้แม่บ้านทำขนมเพิ่ม พวกเพื่อนตัวน้อยของเขาจะได้ปากไม่ว่างพูดจนเขาปวดหูเหมือนทุกวันนี้
จื้อเซินไหลที่คิดแผนการได้แล้วจึงบอกแม่บ้านในเย็นวันนั้นเลยว่าพรุ่งนี้ให้ทำขนมให้เขาเยอะหน่อย เขาจะเอาไปแบ่งเพื่อนที่ห้องเรียนกิน คุณปู่ คุณย่า พ่อและแม่ของจื้อเซินไหลแปลกใจไม่น้อย เมื่อก่อนเขาไม่เคยขอขนมมาก่อน แต่ตอนนี้เขากลับขอไปแบ่งเพื่อนเสียได้ พวกท่านจึงสงสัยว่าจื้อเซินไหลน่าจะสนิทกับเพื่อนมากกว่าเมื่อก่อนแล้ว ทำให้พวกท่านพอจะวางใจได้บ้าง ด้วยในอดีตนั้น อาจารย์ประจำชั้นยังเป็ห่วงว่าจื้อเซินไหลจะไม่สนิทกับเพื่อนเพราะความขี้อายของเขา แต่จากที่พวกท่านเห็นตอนนี้ จื้อเซินไหลคงสนิทสนมกับเพื่อนในห้องดีแล้วกระมัง
ทุกคนจึงบอกแม่บ้านเป็พิเศษว่าให้ทำตามที่นายน้อยขอเสีย ทำมากหน่อยก็ไม่เป็ไร พวกเขาไม่รู้ว่าในห้องเรียนมีเด็กมากขนาดไหนจึงให้แม่บ้านทำเผื่อไปมากหน่อย
วันต่อมาจื้อเซินไหลที่มีคนขับรถช่วยขนถุงขนมเข้าห้องเรียนด้วยก็เรียกเพื่อนตัวน้อยมาเอาขนมไปแบ่งกันกิน เขายังให้อาจารย์ประจำชั้นด้วยอีกหลายอย่าง แม่บ้านที่บ้านเขาก็แสนดีเสียจริง ทำมาซะเขายกเองไม่ได้จนต้องพึ่งคนขับรถ เฮ้อ นี่คนในบ้านเขาจะมีใครปกติบ้างไหมหนอ แต่ละคนเอาใจเขามากเกินไปแล้วจริง ๆ
หลังพร่ำบ่นคนในบ้านในใจแล้ว จื้อเซินไหลก็นำกระเป๋าไปเก็บที่โต๊ะและบอกเพื่อน ๆ อย่าแย่งขนมกัน เพราะเขาเอามาให้พอเพียงกับทุกคนได้กินจนอิ่มนั่นแหละ เหล่าเด็กน้อยจึงได้ไม่ยัดขนมแข่งกันอีก ด้วยตอนเที่ยงพวกเขายังต้องกินอาหารเที่ยงก่อนจะนอนกลางวัน ถ้าอิ่มจากขนมแล้วพวกเขาก็กลัวว่าจะกินข้าวได้น้อย เด็กพวกนี้จึงเชื่อฟังจื้อเซินไหลที่บอกพวกเขา อีกทั้งเด็ก ๆ ยังแบ่งขนมที่พวกเขามีมาให้จื้อเซินไหลด้วย ตัวของเขาไม่ชอบขนมมาแต่ไหนแต่ไร แต่พอเด็ก ๆ มองเขาตาแป๋วแล้วเขาก็ใจอ่อนยอมรับขนมมากินพอเป็พิธีเสียนิดหน่อย ส่วนที่เหลือเขาก็เก็บใส่ถุงเอาไว้ไปฝากคนที่บ้านก็แล้วกัน ยิ่งเ้าหม่าฟานมันยิ่งจมูกดีอยู่ด้วยถ้าเป็เื่ของกิน เขาคิดว่าคนอื่นคงไม่ได้กินเพราะเ้าหม่าฟานเป็แน่
ตกเย็นจื้อเซินไหลนำขนมที่เพื่อนฝากมาแบ่งให้คุณปู่กับคุณย่ากินก่อนเวลาอาหารเย็น หม่าฟานเองก็มาด้อม ๆ มอง ๆ อยากกินด้วย คุณย่าที่เห็นเข้าพอดีจึงกวักมือเรียกมันมากินสองสามชิ้น จื้อเซินไหลจึงนั่งทำการบ้านเลขอย่างสบายใจ เื่คำนวณนั้นเขาเก่งไม่ใช่เล่น แต่วิธีการคำนวณที่อาจารย์ในโลกนี้สอนให้ช่างแปลกประหลาด แต่สามารถคิดเลขได้เร็วกว่าที่เขาเคยเรียนมาเสียอีก จื้อเซินไหลจึงสนุกกับวิชาเลขนี้ไม่น้อย