การได้หยุดพักหนึ่งวันก่อนจะต้องกลับไปทำงานดูเหมือนจะทำให้ทุกคนได้เติมเต็มพลังอี้สี่จึงคิดอยากไปร้านอาหารให้เร็วขึ้นเพื่อเตรียมตัวเธอคิดว่าเธอทำงานช้ากว่าคนอื่น ดังนั้นเธอจึงควรไปเริ่มงานให้เร็วขึ้นโดยไม่คาดคิด เมื่อเธอไปถึงซ่งจื่อฉีก็ได้นั่งอยู่ในร้านแล้ว “มาเร็วดีนะ!” เขาพูดมีเอกสารวางบิลมากมายบนโต๊ะของเขาดูเหมือนเขาจะกำลังจัดการกับค่าใช้จ่ายและบัญชีของทางร้านอยู่
“ฉันรู้ตัวว่าฉันทำงานช้า ดังนั้นก็เลยมาให้เร็วขึ้นค่ะ” อี้สี่พูด
ซ่งจื่อฉีเงยหน้าขึ้นมองเธอแววตาของเธอแฝงไปด้วยความลึกล้ำ ดูค่อนข้างมั่นใจสวนทางกับท่าทางเธอที่ดูไม่ค่อยมั่นใจนักกล่าวโดยสรุปคือเป็ไปไม่ได้เลยที่จะได้ยินคำชมอย่างเช่น “ดีมาก”ออกมาจากปากของเขาหลังจากที่อี้สี่ตอกบัตรเสร็จก็วางบัตรกลับไปที่ชั้นวางข้างเครื่องตอกบัตรแล้วจู่ๆ เธอก็นึกถึงเื่คืนวันอาทิตย์ที่ซ่งจื่อฉีแสดงฉากเซ็กซี่น่าตื่นเต้นที่หน้าโต๊ะตัวนี้ขึ้นมาเธอมองไปที่หว่างขาของเขาโดยไม่รู้ตัวจากนั้นเธอก็ต้องรู้สึกเขินอายกับความคิดลามกซุกซนของตัวเอง
อี้สี่เปลี่ยนเป็ชุดเชฟพลางรวบรวมสติอยู่ครู่หนึ่งหลังจากที่ได้หยุดไปสองวันก็รู้สึกผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ หลังจากกลับจากโรงแรมเมื่อวานนี้เธอได้แวะซื้อผักเพื่อกลับไปค่อยๆ ฝึกหั่นอีกทั้งร่างกายก็ได้รับการดูแลอย่างดีจากหลัวจ้งซี จิตใจเองก็สงบปลอดโปร่งเมื่อไม่มีเื่มารบกวนจึงสามารถสงบสติอารมณ์ได้แล้วค่อยๆ หั่นสิ่งต่างๆไปอย่างช้าๆ ผักถูกหั่นได้อย่างสม่ำเสมอมากขึ้นเรื่อยๆแค่ตอนนี้เธอยังต้องขยับหั่นช้าๆ อยู่เท่านั้นตัวเธอในวันนี้นั้นก็รู้สึกว่าตัวเองค่อนข้างพร้อมไม่ตื่นตระหนกเหมือนสัปดาห์ที่แล้วเธอเดินเข้าไปที่ห้องครัวแล้วก็ต้องพบว่าซ่งจื่อฉีได้ยืนอยู่ในครัวแล้วซึ่งโดยปกติเขาจะไม่มาถึงครัวเร็วขนาดนี้
หินลับมีดสีอิฐก้อนหนึ่งวางอยู่ในอ่างล้างจานโดยหินลับมีดนั้นใส่อยู่ในกล่องพลาสติกที่เต็มไปด้วยน้ำจากก๊อกที่เปิดอยู่เพื่อทำการชะล้างหินลับมีดอย่างต่อเนื่อง“ปกติคุณใช้มีดอะไร” เขาถาม
อี้สี่ยื่นมีดสั้นเล่มเก่าๆให้ เนื่องจากเธอไม่มีประสบการณ์ ทุกคนจึงให้เธอใช้มีดที่ค่อนข้างธรรมดาด้วยอย่างไรเสียมีดก็ไม่ใช่ของราคาถูกๆ และก็กลัวว่าเธอจะทำพัง
ซ่งจื่อฉีใช้นิ้วโป้งกดลงไปที่ใบมีด“ทื่อจริงๆ” เขาพูด “ไปเอามะเขือเทศสุกมาหนึ่งลูกแล้วหั่นให้ดูหน่อย แค่หั่นก็พอ”
เมื่ออี้สี่หั่นลงไปมะเขือเทศสุกก็ถูกบี้กดลงเล็กน้อย น้ำมะเขือเทศต่างก็ไหลออกมาส่วนเปลือกก็ไม่สามารถหั่นให้ขาดได้ด้วยการหั่นเพียงครั้งเดียวหลังจากหั่นออกเป็ห้าชิ้น มะเขือเทศทุกชิ้นก็ต่างเละเทะไปหมดเธอพยายามหั่นมันเบาๆ แต่มะเขือเทศก็ไม่เป็รูปเป็ร่างเลย
ซ่งจื่อฉีไม่ได้พูดอะไรเขานำมีดมาล้างแล้วนำหินลับมีดมาวางบนโต๊ะ เขาอธิบายคร่าวๆ ให้อี้สี่ฟังว่า“มีดแบ่งออกเป็สามส่วนคือ ด้านหน้า กลาง และด้านหลังดังนั้นเราจะลับมันเป็สามส่วนโดยมุมทางด้านขวาจะค่อนข้างมากกว่าประมาณสี่สิบห้าองศา” มือขวาของเขาถือมีดกดใบมีดแนบกับหิน นิ้วชี้ และนิ้วกลางของมือข้างซ้ายแนบชิดกัน กดเบาๆ ที่ส่วนหน้าของใบมีดก้มตัวดันใบมีดไปข้างหน้าจนชิดขอบหิน แล้วค่อยๆ ดึงใบมีดกลับมาดันไปแล้วดึงกลับมาจนใบมีดที่ลับอยู่บนหินมีเศษขี้เลื่อยเหล็กสีเทา
อี้สี่เฝ้ามองทุกการเคลื่อนไหวของเขาอย่างละเอียดเขาโค้งร่างกายยืนด้วยก้าวที่มั่นคงพลางมองมีดด้วยสีหน้ามุ่งมั่นมาก การลับคมมีดเป็ไปอย่างคล่องแคล่วทั้งมั่นคงแล้วก็เร็วมากจนมีดที่เห็นกลายเป็สีเงินวาวสวยงามหลังจากที่มือขวาลับทั้งสามส่วนแล้ว เขาก็ล้างมีดซึ่งเต็มไปด้วยเศษเหล็กสีดำออกพลิกกลับอีกด้านแล้วทำการลับมีดด้วยมือข้างซ้ายเฉินเจี้ยนฉวินที่ไม่รู้ว่าเข้ามาในครัวั้แ่เมื่อไหร่ได้มายืนอยู่ข้างๆคอยมองอย่างตั้งใจเช่นกัน
“ที่ลับให้น่าจะโอเคแล้วคุณมาลองดูสิ” เมื่อซ่งจื่อฉีล้างมีด มีดเก่าๆ ก็เงางามสะอาดขึ้นมาทันทีเธอพยายามเลียนแบบการเคลื่อนไหวของเขา ทว่าในความเป็จริงการถือมีดในมือตัวเองนั้นแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิงอี้สี่รู้สึกว่าข้อมือของเธอต้องใช้พลังอย่างมากในการทำให้มีดมั่นคง“คุณจับมีดไม่แน่น มีดมันลอย” เขาชี้ให้เห็นการเคลื่อนไหวของเธอ เขาแบมือของเธอออกวางมีดลงบนมือของเธอให้ถือมันไว้อีกครั้ง มือของเขาเปียกจากการโดนน้ำทว่าอุ่นเล็กน้อย แต่ก็อ่อนโยนมาก
เขาสูงมากและมีแขนยาวแขนของเขาโอบรอบตัวของอี้สี่เล็กน้อยเพื่อสอนวิธีลับมีดให้แก่เธอ ในเวลาสั้นๆเพียงไม่กี่นาที เธอก็ได้กลิ่นมินต์จางๆลอยมาจากร่างกายของเขาอีกครั้งจนจิตใจสั่นไหวเล็กน้อย แต่ก็แค่เล็กน้อยเท่านั้นโดยพื้นฐานแล้ว เธอยังคงมุ่งความสนใจไปที่การเรียนรู้ถึงวิธีการลับมีดมากกว่าซึ่งสำหรับคนอื่นดูเหมือนง่าย แต่สำหรับตัวเธอกลับไม่ง่ายเลยหลังจากที่อี้สี่ล้างมีดแล้ว ก็พบร่องรอยขีดข่วนชัดเจนอยู่บนพื้นผิวใบมีดซึ่งนี่เป็ข้อพิสูจน์ว่าเธอจับมีดได้ไม่มั่นคงมีดเล่มนี้ได้ถูกอี้สี่ทำเครื่องหมายทิ้งร่องรอยเอาไว้แล้ว
ซ่งจื่อฉีเองก็ได้สอนเฉินเจี้ยนฉวินด้วยเฉินเจี้ยนฉวินเดิมทีก็มีพื้นฐานอยู่แล้วทว่าเขาก็ยังถ่อมตัวแล้วมาขอคำแนะนําการลับมีดจากซ่งจื่อฉีอี้สี่รู้สึกว่าเฉินเจี้ยนฉวินเป็คนที่สามารถยืนเฉยๆ สังเกตสิ่งต่างๆ ได้มากมายเป็คนรอบคอบมากและแสวงหาความรู้ทุกครั้งที่มีโอกาส
ซ่งจื่อฉีนำมีดของอี้สี่มาลับอีกครั้งหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งมาใช้มีดตัดเบาๆกระดาษขาดออกเป็สองซีกโดยที่ไม่มีเสียงและเรียบเนียนไร้ที่ติ
“หั่นมะเขือเทศสุกอีกครั้ง” เขาพูด อี้สี่หยิบมะเขือเทศขึ้นมาแม้ว่ามะเขือเทศจะสุกมาก แต่ก็หั่นออกเป็ชิ้นๆ ได้อย่างง่ายดาย แต่ละชิ้นมีรูปทรงกลมสมบูรณ์ข้อดีและข้อเสียของมีดมีความแตกต่างกันอย่างมาก เขานำเบคอน ผักกาดแก้วและขนมปังปิ้งออกมาจากตู้เย็น อุ่นขนมปังปิ้งและเบคอนบนกระทะร้อนจากนั้นก็หั่นขนมปังแบ่งครึ่ง โดยครึ่งหนึ่งสอดไส้มะเขือเทศที่หั่นจนเละและเบคอนส่วนอีกครึ่งหนึ่งเต็มไปด้วยมะเขือเทศน่ากินและเบคอน “กินดูแล้วก็หาความแตกต่าง”เขาให้อี้สี่หาข้อเปรียบเทียบ
อี้สี่กัดไปคำโตน้ำจากมะเขือเทศที่หั่นจนเละต่างก็ไหลลงมาบนตัวขนมปังทำให้ขนมปังปิ้งนุ่มมากจนมีรสชาติที่ไม่ค่อยอร่อยนักส่วนมะเขือเทศที่หั่นอย่างดียังคงอยู่ภายในปาก มันเป็เพียงสิ่งที่เรียบง่ายไม่มีอะไรแปลกแต่เธอก็รู้สึกประหลาดใจมากที่พบว่าความแตกต่างเล็กๆ น้อยๆสามารถให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันได้ซึ่งการค้นพบนี้ทำให้เธอมองซ่งจื่อฉีด้วยดวงตาที่เบิกกว้างและประหลาดใจในขณะที่ซ่งจื่อฉีที่ยืนพิงตู้เย็นอยู่ที่มุมห้องด้วยท่าทางมั่นใจมองมาที่เธอพลางแย้มยิ้มน้อยๆ
“สังเกตเห็นอะไรที่แตกต่างออกไปหรือเปล่า?”
“ค่ะ” เธอยัดขนมปังเข้าปากไปคำใหญ่แก้มป่องพองขยับพยักหน้ารัวเร็วและจ้องเขม็ง “มันคือรสชาติ”
เฉินเจี้ยนฉวินเองก็หยิบขึ้นมากัดหนึ่งคำ “รสชาติเหมือนมะเขือเทศเละหรือเปล่า?”
“ไม่เพียงเท่านั้น มะเขือเทศที่ถูกหั่นเป็ชิ้นๆ มีน้ำไหลออกมาทำให้ขนมปังปิ้งเปียก และมีเนื้อััเละๆ” อี้สี่พูด เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วมะเขือเทศที่หั่นด้วยมีดคมๆ จะให้ความรู้สึกที่ชัดเจนไม่เละเมื่อกัด
ซ่งจื่อฉีพอใจกับคำตอบของอี้สี่เขารู้สึกว่าเธอคิดอย่างละเอียดถี่ถ้วนมาก “ฝึกฝนการลับมีดให้มาก นั่นมันคือทักษะขั้นพื้นฐาน”เขาพูด เขากินแซนด์วิชเบคอนชิ้นที่สมบูรณ์แบบรินน้ำเย็นใส่แก้วแล้วเดินกลับไปที่ออฟฟิศ
เช้านี้อี้สี่รู้สึกเปี่ยมไปด้วยพลังมากแต่ก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อยเช่นกัน ผิดหวังที่ซ่งจื่อฉีมักจะอยู่ๆก็ปรากฏตัวแล้วก็จากไปอย่างรวดเร็ว เธออยากรู้จักตัวเขามากขึ้นแต่กลับดูเหมือนเป็การยากที่จะเข้าถึงเขาได้
“เชฟซ่งไม่ใช่คนช่างพูดใช่ไหมคะ?” อี้สี่ถามเฉินเจี้ยนฉวินพวกเขาช่วยกันหั่นหัวหอมด้วยมีดคมๆ ซึ่งนอกจากจะช่วยประหยัดแรงมากแล้วยังทำให้ดวงตาแสบน้อยลงอีกด้วยเพราะน้ำจากหัวหอมจะไม่ถูกบีบดันออกมาเนื่องจากมีดที่ทื่อ
“น้อยมาก เชฟซ่งดูเป็คนไม่ค่อยแสดงออกมากนัก แต่ก็ตั้งใจสอนคนอื่นจริงๆไม่หวงความรู้เลย แต่ก็ยากที่จะเข้าใจว่าเขาเป็คนแบบไหน” เฉินเจี้ยนฉวินพูดเขามองหัวหอมที่อี้สี่หั่นแล้วก็เอ่ยชมว่า “ไม่เลวนี่หั่นดีขึ้นแล้ว”
“ขอบคุณค่ะ” เธอยิ้มน้อยๆ รู้สึกถึงความสุขที่แผ่ซ่านมาจากก้นบึ้งหัวใจ
“ใช่แล้ว คืนนั้นเมื่อวันอาทิตย์…” เฉินเจี้ยนฉวินถาม“เดิมทีผมอยากจะถามคุณว่าอยากไปร้องเพลงไหม? แต่พอเปลี่ยนเสื้อผ้าออกมาแล้วก็ไม่เห็นคุณเลย”
“ไม่หรอก ฉันไปเข้าห้องน้ำแล้วก็เช็กโทรศัพท์น่ะพอกลับออกมาก็พบว่าทุกคนออกไปกันหมดแล้ว” เมื่อถามถึงเื่วันอาทิตย์ใบหน้าของอี้สี่ก็แดงซ่าน ถ้ามีคนเห็นเธอทานข้าวเย็นด้วยกันกับหลัวจ้งซีแล้วถ้าถูกถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองเพิ่มเติมก็คงเป็เื่ยากสำหรับเธอที่จะอธิบายด้วยเพราะไม่อยากทำตัวให้เป็จุดสนใจและยังต้องทำงานที่เดียวกัน
“ทุกคนกลัวจะไปไม่ทันเวลาที่จองไว้จึงได้ออกเร็วขึ้นตอนนั้นผมเองก็รู้สึกเขินๆ นิดหน่อย เลยไม่ได้ถามว่าคุณสนใจรึเปล่าคุณก็อย่าคิดมาก ทุกคนแค่ยังไม่คุ้นเคย ไม่ใช่จะกีดกันหรอก!” เฉินเจี้ยนฉวินอธิบายอี้สี่ยิ้มพลางส่ายหัวแล้วพูดว่า “ไม่เป็ไรค่ะฉันไม่ใช่ผู้หญิงประเภทที่ชอบแสดงออกแบบในละครพวกนั้น”เธอคิดว่าเฉินเจี้ยนฉวินเป็ชายหนุ่มที่จิตใจดีมาก และก็ค่อนข้างน่ารัก
“ตอนนั้นที่ไม่เห็นคุณ ผมก็เลยถามในกลุ่มไลน์ว่าอี้สี่ออกไปแล้วเหรอ? แล้วเชฟซ่งก็บอกว่าคุณยังไม่กลับผมก็รู้ได้ทันทีว่าทุกคนลืมเพิ่มคุณเข้าไปในกลุ่มไลน์เพราะงั้นเมื่อเตรียมส่วนผสมเสร็จแล้วก็อย่าลืมเตือนผมด้วยนะ” เฉินเจี้ยนฉวินพูด
“เชฟซ่งบอกว่าฉันยังไม่ไปงั้นเหรอ?” อี้สี่เอ่ยขึ้นมาเสียงดังไม่ว่าจะถูกคนอื่นกีดกันหรือไม่ก็ตาม แต่ตอนนี้เธอก็รู้สึกหวาดกลัวอย่างยิ่ง
“ใช่ เขาบอกว่าคุณเพิ่งตอกบัตรยังไม่ได้ออกไป ตอนแรกผมคิดจะโทรหาคุณแต่แล้วผมก็ได้รู้ว่าผมเองก็ไม่ได้มีเบอร์หรือไลน์ของคุณเลย ดังนั้นก็เลยช่างมัน”เฉินเจี้ยนฉวินอธิบาย เขารู้สึกว่าอี้สี่ดูแปลกไป ใบหน้าแดงก่ำ ดูอึดอัดใจมากและก็ดูฝืนยิ้มมาก
โอ้พระเ้าซ่งจื่อฉีรู้อย่างแน่ชัดแล้วว่าเป็อี้สี่ที่ยืนแอบดูอยู่ด้านนอกประตูตอนที่ตอบคำถามของเฉินเจี้ยนฉวิน ไม่ใช่ว่าเขากำลัง ‘กิน’ อยู่เหรอ? และวันนี้เขาสามารถสอนการลับมีดให้เธอได้ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นนี่เขาจะต้องเป็คนแบบไหนกัน! อี้สี่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะต้องเผชิญหน้ากับเขายังไง