บทที่ 25 ยกยอหลิวเหิง
เหยียนซีกำลังเก็บเงิน ทว่าเธอเห็นคนที่อยู่นอกศาลากำลังเดินเข้ามาสอบถาม เธอจึงหยุดมือและะโเสียงดังขึ้นว่า “ทุกท่าน อากาศร้อน ๆ เช่นนี้ มาดื่มชาคลายร้อนกันเถิด! สองชามใหญ่ราคาเพียง หนึ่งอีแปะ หนึ่งอีแปะเท่านั้น!”
“หนึ่งอีแปะ แค่หนึ่งอีแปะ! ซื้อเพื่อให้เสียเงิน อย่าซื้อเพื่อให้เสียเปรียบ! หนึ่งชามช่วยดับกระหาย สองชามช่วยเพิ่มน้ำในร่างกาย มาดื่มชาคลายร้อนสักชามกันเถิด!”
เมื่อคนอื่น ๆ ได้ยินเด็กหญิงในรูปลักษณ์เด็กชายะโว่า “หนึ่งอีแปะ” ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะ พวกเขารู้สึกว่าวิธีการะโเช่นนี้ มีเนื้อหาที่แปลกใหม่ยิ่งนัก
ผู้คนที่เดินผ่านไปมา จึงเข้ามาสอบถามผู้ที่ได้ชิมแล้วว่าเป็อย่างไรบ้าง ร้อยทั้งร้อยได้ยินว่ารสชาติดีและยังใส่น้ำตาลให้ด้วย พวกเขาจึงอดไม่ได้ที่จะขอลองชิมดูบ้าง
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้หนึ่งกาน้ำชาขนาดใหญ่หมดลงอย่างรวดเร็ว และเมื่อเติมกาน้ำชาครั้งที่สอง ก็มีคนมายืนรอเป็วงกลมล้อมรอบแล้ว
ท่านปู่สามแอบกระซิบถามหลิวเหิง “เอ้อร์หลาง สิ่งที่นางพูดเป็ความจริงหรือไม่? เพราะชาคลายร้อนนี้มีรสชาติอร่อยมากจริง ๆ ชานี้เป็สูตรลับของบรรพบุรุษนางจริง ๆ หรือ?”
เนื่องจากเหยียนซีอธิบายออกมาได้อย่างลื่นไหล ทว่าไม่ต้องพูดถึงท่านปู่สาม ทุกคนในศาลาก็ถูกนางทำให้คล้อยตามไปด้วยเช่นกัน
หลิวเหิงก็มองเหยียนซีด้วยความแปลกใจ เขารู้สึกว่าความสามารถของเหยียนซีในการเล่าเื่เหลวไหล อย่างหน้าซื่อตาใสช่างสมบูรณ์แบบจริง ๆ
แน่นอนว่าหากเหยียนซีบอกว่านี่คือเื่จริง เขาก็ย่อมไม่เชื่อ แต่ถ้าจะถามว่านี่เป็เื่ลวงโลกหรือไม่? ก็ไม่ใช่ เพราะนี่คือกลยุทธ์ในการค้าขายของเธอ!
ในตอนแรก ท่านปู่สามไม่เชื่อเื่ความเป็มาของชาคลายร้อนจากครอบครัวของเหยียนซี แต่พอตอนนี้ได้ลองลิ้มรสของชาในมือก็พบว่ามันอร่อยมากจริง ๆ มิหนำซ้ำพอเห็นว่าเหยียนซีเตรียมน้ำตาลมาเติมโดยไม่ลังเล เขาก็เชื่อว่านี่เป็สูตรดั้งเดิมของครอบครัวเหยียนซีจริง ๆ
มิเช่นนั้นสาวน้อยคนนี้จะเอาความกล้ามาจากไหน จนถึงขั้นเติมน้ำตาลทรายขาวราคาแพงลงไปด้วยเช่นนี้
กระนั้นนางหวังกลับรู้สึกโล่งใจพอสมควร จึงเต็มใจให้เหยียนซีได้ตัดสินใจด้วยตนเอง
ทว่าเื่ที่ท่านปู่สามและนางหวังไม่รู้ก็คือ ชาคลายร้อนไม่จำเป็ต้องเติมน้ำตาลเลย และทั้งสองก็ไม่รู้ว่าเหยียนซีเพิ่งแอบไปซื้อน้ำตาลมาหนึ่งห่อเมื่อตอนเข้าเมืองนี่เอง
สิ่งนี้ทำให้ท่านปู่สามต้องหันมาถามหลิวเหิงว่า ใช่สูตรลับของบรรพบุรุษจริงหรือไม่?
หลิวเหิงไม่สามารถพูดได้ว่าตนไม่รู้ ทว่าเขาก็ไม่้าหลอกลวงท่านปู่สาม เขาจึงต้องตอบเลี่ยง ๆ ไปว่า “ท่านปู่สาม ถ้าไม่ใช่เพราะครอบครัวของนางยากจน นางจะถูกขายมาได้อย่างไร?”
ท่านปู่สามถอนหายใจพลางเอ่ยว่า “ไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ค่อนข้างลำบากจริง ๆ พวกเราทางนี้ยังสุขสบายอยู่มาก แต่ข้าได้ยินมาว่าทางเหนือไม่ค่อยสงบเอาเสียเลย”
ณ ท่าเรือิซี มีพ่อค้าจำนวนมากเดินทางจากเหนือจรดใต้ เมื่อได้ฟังจากการพูดคุยของพวกเขาแล้ว ก็จะเห็นว่าทางเหนือถูกปิดเพราะพวกคนเถื่อน ทว่าาน้อยใหญ่ตรงชายแดนยังคงดำเนินต่อไป ประกอบกับเกิดภัยแล้งทางตอนเหนือ จึงส่งผลให้ผู้คนที่นั่นมีชีวิตยากลำบากเหลือเกิน
เมื่อสนทนากันไปเรื่อย ๆ ก็ใกล้จะเที่ยงแล้ว ในที่สุดเรือโดยสารก็แล่นกลับมา
ผู้คนในศาลากำลังเก็บข้าวของ และบัดนี้กำลังยุ่งอยู่กับการขึ้นเรือ
เมื่อตระเตรียมของได้ครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว เหยียนซีก็ยื่นถุงใส่น้ำชาให้หลิวเหิงและกำชับเขาอย่างจริงจังว่า “พี่เอ้อร์หลาง เมื่อขึ้นเรือไปแล้วก็อย่าลืมดื่มล่ะ หากท่านรู้สึกไม่สบายเนื้อสบายตัวก็ค่อย ๆ จิบได้นะ”
กล่าวอีกนัยคือเขาต้องทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์สินค้าต่อไปหลังจากขึ้นเรือด้วย
หลิวเหิงรับถุงใส่น้ำชาและตอบรับเหยียนซีอย่างไม่มีทางเลือก “เข้าใจแล้ว”
หลิวจิ้นเป่าจากบ้านของท่านปู่สามก็เอ่ยถามเหยียนซีด้วยรอยยิ้มว่า “ซีเอ๋อร์ ข้าขอดื่มอีกได้หรือไม่?”
“พี่จิ้นเป่า ท่านย่อมดื่มได้อยู่แล้ว รอให้คราวหน้าท่านกลับบ้าน ข้าจะทำอาหารให้ท่านนำติดตัวไปด้วย”
ท่านปู่สามชำเลืองมองหลิวเหิง และกลัวว่าอีกฝ่ายจะไม่ชอบใจ เขาจึงตบหัวของหลิวจิ้นเป่าและยัดสิ่งของที่ถืออยู่ให้ถือไว้แทน “ทำหน้าทำตาทะเล้นอะไรอย่างนี้ รีบเก็บสัมภาระของเ้าแล้วขึ้นเรือไปเสีย”
หลังจากที่คนหนุ่มทั้งสองขึ้นเรือไปแล้ว ท่านปู่สามก็เห็นว่ากิจการของนางหวังและเหยียนซีเป็ไปได้ด้วยดี ทว่างานในไร่นาของตนกลับล่าช้าไปครึ่งวัน ทำให้เขาไม่สามารถชักช้าได้อีกต่อไป เขาจึงบอกลานางหวังและขอตัวกลับก่อน
ท่านลุงที่เป็ลูกค้าคนแรกก็ช่วยประคองน้องชายขึ้นเรือ และในจังหวะที่เขาเดินผ่านเหยียนซี เขาก็พูดด้วยรอยยิ้มว่า “น้องชาย ถ้าครั้งนี้น้องชายของข้าไม่มีอาการเมาเรือ ข้าก็จะกลับมาอุดหนุนชาคลายร้อนของเ้าอีกนะ”
“ขอบคุณท่านลุง แต่ท่านลุง หลังจากที่น้องชายของท่านขึ้นเรือแล้วก็อย่าให้เขาจ้องไปที่ผิวน้ำมากล่ะ” เหยียนซีรีบบอกเคล็ดลับป้องกันอาการวิงเวียนศีรษะอีกหนึ่งวิธีที่นึกออก
ในโลกก่อน เธอเคยได้ยินมาว่าน้ำบ๊วยที่มีรสเปรี้ยวสามารถป้องกันอาการเมารถได้ ดังนั้นอาการเมาเรือก็น่าจะเหมือนกันไม่ใช่หรือ?
เด็กหญิงพึมพำอยู่กับตัวเอง โดยแอบอธิษฐานขอความช่วยเหลือจาก์ และอวยพรให้ชายผู้นี้ไม่อาเจียนหลังจากขึ้นเรือ แต่หากเขาทนความอยากอาเจียนไม่ไหวจริง ๆ ก็ขอให้เขาพูดว่ารู้สึกดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนที่ได้นั่งเรือก็แล้วกัน
หลังจากเรือโดยสารแล่นเข้าเทียบท่า ผู้คนในศาลาก็ทยอยเดินขึ้นเรือ บางกลุ่มขึ้นเรือทัน บางกลุ่มต้องรอเที่ยวถัดไป
บรรดาลูกหาบได้ตระหนักแล้วว่าการดื่มชาคลายร้อนรสเปรี้ยวกับอาหารแห้งพวกนั้น จะได้รสชาติที่ดีขึ้นมาก อาหารแห้งชิ้นแข็งที่พวกเขานำมาจากบ้านมีความอร่อยขึ้น ส่งผลให้่กลางวัน ยอดขายก็ร้อนแรงอีกระลอก
สิ่งที่น่ารำคาญเพียงอย่างเดียวก็คือ เมื่อมีคนส่งคืนชามหลังจากดื่มชาคลายร้อนหมดแล้ว กลายเป็ว่าทำชามแตกไปถึงครึ่งชาม
ชามกระเบื้องเคลือบใบใหญ่หนึ่งใบ หากไปซื้อที่ร้านค้าก็ต้องจ่ายเจ็ดถึงแปดอีแปะแล้ว
ชายคนนี้ทำงานหนักในท่าเรือเป็เวลาหนึ่งวัน ทว่าได้ค่าจ้างเพียงยี่สิบอีแปะเท่านั้น เมื่อทำชามแตก เขาก็ตกตะลึงพลางพึมพำเสียงต่ำว่า “ข้าไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ” ขณะมองไปที่นางหวังและเหยียนซี เขาก็กลัวว่าทั้งสองจะเรียกร้องค่าชดใช้จากตน
ชายผู้แข็งแรงสูงเจ็ดฉื่อทั้งคน กลับมีความขลาดกลัวเหมือนลูกสะใภ้ตัวน้อย
เดิมทีเหยียนซี้าให้เขาชดเชยตามราคาท้องตลาด แต่นางหวังส่ายหัวเพื่อให้เธอลืมไปเสีย “ไม่ง่ายเลยที่เขาจะหาเลี้ยงชีพ คราวหน้าเราก็นำชามใบนี้เข้าเมืองมาด้วยและหาคนซ่อมก็ได้แล้ว ไม่จำเป็ต้องชดใช้เลย”
เหยียนซีก็นึกถึงความสำคัญเื่การสร้างความประทับใจแรกพบ เธอจึงพยักหน้าเห็นด้วยและพูดกับชายผู้นั้นว่า “ท่านป้าบอกว่าไม่ต้องจ่าย เช่นนั้นก็ไม่ต้องจ่าย” เด็กหญิงวางชามลงด้วยหัวใจที่เ็ป “แต่คราวหน้าโปรดระวังให้มากกว่านี้ด้วยนะขอรับ”
“ขอบคุณ ขอบคุณแม่นางสำหรับความใจกว้างของท่าน ข้าขอเติมน้ำชาโดยให้เงินท่านอีกหนึ่งอีแปะ” ชายคนนี้ไม่คาดคิดว่าทั้งสองจะมีเมตตาขนาดนี้ เขาจึงขอบคุณพวกนางครั้งแล้วครั้งเล่าและยื่นเงินให้
ในเมื่อไม่ต้องสูญเสียเงินจำนวนมากแล้ว เหตุใดเขาจะต้องเสียดายเงินเล็กน้อยเช่นนี้เล่า?
หาก้าได้รับน้ำใจจากเพื่อนมนุษย์ ตนเองก็ต้องมีน้ำใจด้วยเช่นกัน
ทว่าเหยียนซีส่ายหัวอย่างเด็ดขาด “ไม่ได้ ข้าบอกว่าท่านไม่ต้องจ่ายเงิน ท่านก็เก็บเงินไปเถิด คราวหน้าค่อยมาอุดหนุนเราใหม่”
“ได้ ได้แน่นอน ทุกคนโปรดเรียกข้าว่าหวังชี และข้าทำงานที่ท่าเรือทุกวัน หากพวกท่าน้าความช่วยเหลือไม่ว่าเื่ใดก็ตาม สามารถเรียกหาข้าได้”
เช่นนั้นก็ดี เพราะดูเหมือนว่าหวังชีกำลังนั่งอยู่กับคนกลุ่มหนึ่ง แม้จะเป็กลุ่มเล็ก ๆ ก็ตาม
หญิงสาวรู้สึกดีใจที่เมื่อครู่ไม่ได้บังคับให้เขาชดใช้ คนกลุ่มเล็ก ๆ นี้ หากจะรังแกคนหนึ่งก็จะทำกันเป็กลุ่ม ถ้าพวกเธอบังคับให้หวังชีจ่ายเงิน และหวังชีคนนี้เกิดเป็คนใจแคบขึ้นมา ก็เท่ากับว่าพวกเธอกำลังสร้างศัตรูกับคนทั้งกลุ่ม
เธอยัง้าขายชาคลายร้อนที่ท่าเรือนี้ต่อไป และมีหลายวิธีในการหาเพื่อน เมื่อหวังชีแนะนำตัวเองก่อน เธอจึงเรียกเขาอย่างสุภาพว่า “พี่หวังชี”
หวังชีผู้นี้ดูเป็คนกระตือรือร้นมาก “น้องเล็กมีนามว่าอันใด?”
“ข้าหรือ? ข้าชื่อเหยียนซี” เดิมทีเหยียนซีไม่้าเปิดเผยตัวตน ทว่าก็หลุดบอกชื่อจริงออกมา และเมื่อเห็นนางหวังมองมาที่ตน เด็กหญิงก็รีบกล่าวเสริม “เหยียนจากคำว่าสีสัน ซีจากทิศตะวันออกและทิศตะวันตกขอรับ”
“น้องเหยียน เ้าออกมาตั้งแผงขายของั้แ่อายุยังน้อย มันไม่ง่ายเลยจริง ๆ”
“พ่อแม่แท้ ๆ ของข้าเสียไปแล้ว ต้องขอบคุณท่านป้าที่ช่วยให้ข้าไม่ต้องเร่ร่อนตามท้องถนน เพียงแต่ฐานะครอบครัวของท่านป้าไม่ค่อยดีนัก ทั้งยังต้องสนับสนุนพี่ชายของข้าให้ได้ศึกษาเล่าเรียน ท่านเห็นบัณฑิตคนเมื่อครู่หรือไม่? นั่นคือพี่ชายของข้าเอง เขาเรียนเก่งมาก ๆ เลยนะ”
“ปีนี้เขาสอบผ่านเซี่ยนซื่อแล้ว และเหล่าขุนนางผู้ปกครองอำเภอก็ชื่นชมเขาที่เรียนได้ดี ตอนนี้เขาต้องเข้าร่วมการสอบอีกครั้ง ถ้าเขาสอบผ่านเยวี่ยนซื่อก็จะได้เป็ซิ่วไฉ การที่เราออกมาตั้งแผงขายของก็เพื่อหาเงินมาให้พี่ชายได้เรียนหนังสือ”