ตอนที่ 3 เชส เซอร์เซส
“เดี๋ยวก่อน”เชสรีบร้องบอกพลางสลายโล่ทิ้งแสดงความเป็นมิตร ลิเรเรียจ้องเขาตาไม่กระพริบดาบไม้ในมือยังคงท่าเตรียมพร้อม“นายเป็นใคร ทำไมถึงทำตัวลับๆล่อๆ”น้ำเสียงเย็นชาไร้ความรู้สึกเอ่ยถาม“เอ่อ...ไม่ได้ทำตัวลับๆล่อๆซะหน่อย ฉันชื่อเชส เซอร์เซส...แค่กะจะมาฝึกในป่านี้เหมือนกับเธอนั่นแหละ”เขาพยายามแก้ตัวด้วยความจริงที่อยู่ในมือ ท่าทีระวังตัวเธอลดลงมาทีละน้อย“ตอนนี้ตี1นะ มีกฏห้ามให้นักเรียนออกจากห้องพักหลัง4ทุ่มไม่ใช่รึไง”เชสสตั้นไปชั่วขณะพลางนึกได้ลางๆว่าสมัยเรียนก็มีกฏแบบนี้เขียนไว้อยู่ก่อนจะสวนกลับเด็กสาวตรงหน้า“แล้วทางนั้นล่ะ เธอเองก็เป็นนักเรียนไม่ใช่รึไง—”“ห้องอยู่ห้อง1กฏพวกนั้นไม่มีผลกับฉัน”เจ้าของนัยน์ตาสีฟ้าหน้าเจื่อนไปในทันทีที่โดนตอกกลับด้วยความจริงที่โหดร้ายกับการเลือกปฏิบัติของสถาบัน‘บ้าเอ้ย ชีวิตดีกันจริงๆ’จู่ๆลิเรเรียค่อยๆลดดาบลงทำเชสขมวดคิ้วมุ่น“ทำอะไรน่ะ”“เปล่า แค่สัมผัสคำโกหกจากนายไม่ได้ก็เท่านั้น...จะทำอะไรก็ทำเถอะ ฉันไม่เอาไปฟ้องใครหรอกเรื่องออกมาตอนกลางคืน”“อ อืม ขอบใจ”แม้จะยังสับสนที่ฝ่ายนั้นยอมปล่อยเข้าไปดื้อๆทั้งที่เมื่อครู่เกือบต้องปะทะกัน ทว่าเชสก็เลือกจะไม่สาวความยืดต่อไป เด็กหนุ่มเดินไปไม่ไกลจากสาวผมทอง ตอนนั้นเองที่เหลือบไปเห็นบางอย่างที่พื้น ดาบไม้ลักษณะเดียวกับที่ลิเรเรียถือเพื่อฝึกฝนจนถึงเมื่อครู่ เขามองมันพลางคิดอะไรบางอย่าง“ขอยืม...นี่หน่อยนะ”เธอมองมาครู่หนึ่งก่อนจะกลับไปหวดลมโดยไม่ตอบคำถาม‘ทำอะไรก็ทำ อย่างมายุ่ง...งั้นสิ’เชสรับสารจากสายตาที่สื่อมาพลันกำดาบแน่นและหลังตา จิตใจเข้าสู่ภวังค์และเปิดผนึกความทรงจำของมิเนเรีย สองมือเลื่อนไปจับดาบอย่างถูกวิธีราวกับเคยใช้มาเป็นปีๆเสียงหวดลมอีกเสียงดังสลับกันไปมาชายหนึ่งหญิงหนึ่งอยู่กันตามลำพังไม่มีใครสนใคร กระทั่ง10นาทีผ่านไปสายตาคู่หนึ่งเริ่มล่อกแล่ก ลิเรเรียใช้หางตาเหลือบไปมองท่วงท่าการเคลื่อนไหวขณะหวดลมของคนข้างๆทั้งวิธีการจับดาบ การเหวี่ยงของแขน การวางตำแหน่งของข้อศอก การจัดท่ายืน การส่งพลังจากทั้งตัวไปที่มือ ทั้งหมดล้วนสง่างามในฐานะอัศวินเธอรู้ได้ในทันทีว่าคนๆนี้เป็นอัศวินที่สมบูรณ์แบบในที่สุดเด็กสาวก็ทนได้ไหวเปิดบทสนทนาขึ้นมา“นาย...เมื่อกี้ที่รับการโจมตีของฉันทำไมนายถึงเรียกโล่ออกมาป้องกันได้ทัน”นั่นคือคำถามที่สงสัยมาตั้งแต่ต้น เธอจำได้ว่าทันทีที่รู้สึกถึงตัวตนอีกฝ่าย เธอเหวี่ยงดาบไปตามสัญชาตญาณก่อนจะได้ถามคำถามซะอีกแต่ชายคนนั้นกลับร่ายเวทโล่ขึ้นมาทันได้อย่างสบายๆผู้ถูกถามลดดาบลงข้างตัว“ฉันมองกล้ามเนื้อน่ะ”“กล้ามเนื้อ”คราวนี้เป็นลิเรเรียที่ขมวดคิ้วบ้าง“กล้ามเนื้อของคนเราเวลาใช้ทำอะไรบางอย่างจะมีทิศทางและวิธีเคลื่อนไหวต่างกันไป วันนี้เธอใส่ชุดเปิดใหล่มาทำให้มองง่ายว่ากำลังจะเหวี่ยงดาบไปด้านหลังและขากำลังพุ่งเข้ามาก็เลยเปิดโล่ได้ทัน...แต่ถ้าไม่มีAccelerationช่วยอาจจะไม่ทันก็ได้”ประโยคหลังเขาเพียงคิดในใจไม่ได้พูดออกมาคราวนี้ลิเรเรียชะงักมากกว่าเดิมพลางมองคนตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อ‘มองกล้ามเนื้อเนี่ยนะ บ้าน่าขนาดเรายังคิดไม่ถึง’สำหรับคนที่มีพรสวรรค์ที่ให้โทษมากกว่าประโยชน์แบบเชสการหาทักษะใหม่ๆมาเสริมตัวเองเป็น1ในวิธีที่ทำให้เขารอดจากทุกสมรภูมิ“...หน่อยสิ”“หืม”เบาจนนึกว่าเป็นเสียงลมพัด จู่ๆลิเรเรียพลันพูดบางอย่างออกมาอย่างไม่ตั้งตัวจนเขาได้บินไม่ชัดเธอเงียบไปสักพักพร้อมเม้มปากเม้และค่อยๆเปิดปากออกโดยไม่มองหน้าเขา“ช่วยสอนฉันหน่อยสิ”“ห๊ะ สอน...สอนอะไร”“วิธีการมองกล้ามเนื้อ ช่วยสอนให้หน่อยสิ”เชสมองลิเรเรียอย่างทึ่งๆ ไม่นึกว่าอีกฝ่ายจะพูดขอตรงๆ“ไม่ได้หรอก”หลังจากชั่งใจอยู่นานเด็กหนุ่มกลับตอบปฏิเสธ“ทำไมล่ะ”“ฉันไม่ว่างขนาดนั้นหรอกนะ ตอนนี้ฉันกำลังฝึก ‘จิตว่างเปล่า’ โทษทีนะ”เพื่อลบจุดด้อยของการไม่สามารถขยับได้ขณะร่ายเวทเขาจึงเลือกวิชาจิตว่างเปล่าของที่อัศวินนิยมขึ้นมาฝึก ผลของวิชานี้จะทำให้ผู้ใช้มีพลังสมาธิมากขึ้นอย่างสูงและเคลื่อนไหวได้เฉียบคมยิ่งขึ้น ไม่ใช่ว่าชีวิตก่อนเขาไม่เคยฝึกแต่เขาฝึกมันไม่สำเร็จ“ฉันใช้มันได้นะ”“เอ๊ะ”จู่ๆสาวผมทองพลันโพล่งขึ้นมาจนเขาตกใจ เธอยกฝ่ามือแตะอกตัวเองพร้อมพูด“ฉันสามารถใช้วิชา ‘จิตว่างเปล่า’ ได้”ไม่น่าเชื่อ...นั่นคือสิ่งที่ลุงในร่างเด็กอายุ15คิด วิชาที่เขาพยายามึกแทบตายแต่ผู้หญิงตรงหน้ากลับบอกว่าเธอทำได้ ราวกับรู้ว่ากำลังคิดอะไร ลิเรเรียรีบอธิบายอย่างร้อนรนแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน“วิชาจิตว่างเปล่าน่ะผู้ใช้ต้องสามารถทำให้หัวไม่ต้องคิดอะไรและเคลื่อนไหวตามสัญชาตญาณ เป็นหนึ่งในวิชาขั้นสูงที่ถ้าเริ่มฝึกตั้งแต่ยังเป็นเด็กจะมีโอกาสสำเร็จได้มากกว่าฝึกตอนโต”ไม่รู้มาก่อนเลยว่ามีความลับแบบนี้ซ่อนอยู่ แม้จะค้นหาให้ความทรงจำของมิเนเรียเท่าไหร่ก็ไม่พบคำอธิบายของวิชานี้ อาจะเป็นเพราะมิเนเรียเป็นอัจฉริยะทำให้ใช้วิชานี้ได้โดยไม่รู้ตัวแต่เชส เซอร์เซสไม่ใช่แบบนั้น“ฉันจะสอนให้เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน สนใจรึเปล่า”ใช้เวลาเพียงไม่นานจากฝ่ายขอร้องกลับกลายเป็นฝ่ายยื่นข้อเสนอแทน เชสยกยิ้มขึ้นก่อนจะให้คำตอบ“ตกลง” เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วเชสเริ่มจากสอนทฤษฎีการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อโดยให้ลิเรเรียใช้กล้ามเนื้อของตนเองเป็นตัวทดสอบ การสังเกตในจุดที่ควรสังเกต การวิเคราะห์การทำงานของร่างกายก่อนจะให้เธอกลับไปเฝ้าสังเกตเวลาตัวเองเคลื่อนไหวหลังจากนั้นเด็กสาวก็ให้เขานั่งลงทำสมาธิทำจิตใจว่างและปล่อยวางทุกสิ่งรอบตัวทว่าสำหรับคนที่มาจากอนาคตอันเลวร้ายส่งผลให้เขาล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่เริ่ม เพราะภาพอันโหดร้ายและภาระที่แบกไว้บนบ่าทั้งสอง เขาไม่สามารถทำจิตใจให้ว่างเปล่าได้“ก็แค่ช่างมัน”“หืม”จู่ๆลิเรเรียกลับเอ่ยอะไรบางอย่าง“พ่อของฉันเป็นอัศวินเคยบอกว่าตอนที่ต่อสู้น่ะพ่อมักจะทำหัวให้ว่าง คิดแต่เรื่องตรงหน้าเท่านั้น”เชสนั่งฟังเงียบๆโดยไม่ปริปากพูดใดๆ“ฉันถามพ่อว่าทำได้ยังไง ท่านก็บอกว่า...ก็แค่ช่างมัน ไม่ว่าจะอะไรเดี๋ยวมันก็ผ่านไป ฉะนั้นไม่ว่านายจะแบกรับอะไรอยู่...ช่างหัวมันไปซะ”เชสไม่ได้ตอบรับเขาเริ่มนั่งสมาธิอีกครั้ง กล้ามเนื้อทั้งหมดผ่อนลงโดยไม่รู้ตัวก่อนสติทั้งหมดจะดำดิ่ง แสงอาทิตย์สาดส่อง ตามร่างของคนบางคนที่นั่งสมาธิอยู่ท่ามกลางป่านกหลากพันธุ์เกาะบนตัวเขาราวกับเป็นกิ่งไม้เริ่มส่งเสียงร้องในที่สุดเปลือกตาค่อยๆลืมขึ้นจนเห็นดวงตาสีฟ้าน้ำทะเล“นี่มัน...”เขาหันซ้ายขวาไม่พบคนที่ควรจะอยู่ ดวงอาทิตย์ขึ้นมาเป็นที่เรียบร้อย เด็กหนุ่มหน้าเริ่มเสีย สองขาลุกพรวดจนนกตกใจบินหนีไปจนหมดแต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่เขาใส่ใจ“ยัยบ้านั่นไม่ยอมปลุกกันซะได้ คอยดูเถอะ”ขณะเดียวกันในหอพักหญิงที่3ชั้นสูงสุด ภายในห้องหรูระดับพระราชวังร่างในเสื้อแขนกุดค่อยๆลุกขึ้นมาจากเตียงไปยังกระจก เธอเริ่มวาดแขนขาออกด้านข้าง ดวงตาจ้องพินิจการเคลื่อนไหวของตัวเอง“ยากจัง”เธอนึกไปถึงเรื่องเมื่อคืนกับเด็กหนุ่มคนนั้น คนที่เธอปล่อยให้เขานั่งสมาธิอยู่กลางป่าคนเดียวพลางคิดว่าป่านนี้เขาจะตื่นรึยัง“...แต่สนุกดี”เธอยกยิ้มขึ้นนิดหน่อยก่อนจะเดินเข้าห้องอาบน้ำส่วนตัวเพื่อชำระล้างร่างกาย ประตูของห้องเรียนที่1เปิดออก เด็กสาวเจ้าของเรือนผมสีทองเดินเข้ามานั่งที่ประจำของเธอ มือเท้าโต๊ะไม้หายากอย่างดีพลางยิ้มเป็นระยะ“องค์หญิง วันนี้อารมณ์ดีน่าดูเลยนะ มีเรื่องอะไรดีๆงั้นหรอเมี๊ยว”ร่างของเพื่อนสาวร่างบางผมสีขาวนัยน์ตาสีเหลืองที่คุ้นเคยนั่งลงบนโต๊ะของลิเรเรียพร้อมจ้องมองอย่างกับแมว“เปล่า...ก็แค่มีอะไรเกิดขึ้นนิดหน่อย”น้ำเสียงกลับมาเย็นชาดั่งเช่นเคยจนเพื่อนสาวตั้งตัวไม่ทัน...ยิ่งไปกว่านั้น“เมริด้า...เธอพอจะรู้จักอัศวินที่ชื่อเชส เซอร์เซสไหม”“หืม ใครน่ะเมี๊ยว ไม่เห็นจะเคยได้ยิน...นายรู้จักไหม นิโคล”เมริด้าหัวไปมองเพื่อนร่วมห้องหนุ่มผมสีทองเข้มที่อยู่ไม่ไกล“เอ...ไม่คุ้นชื่อนะครับ”“แต่ฉันรู้จักนะ”น้ำเสียงเนิบช้าและอวดดีดังขึ้นจากหลังห้อง“โอ้ว ท่านรุยจิรู้จักงั้นหรอเมี๊ยว”เมริด้าจ้องชายผมส้มตัวสมส่วนอย่างเฝ้ารอคำตอบ แม้แต่ลิเรเรียเองก็ยังหันกลับไปมองกดดันคนด้านหลังตนไปหลายแถว“ก็นะ เกือบจะลืมไปแล้วเหมือนกัน ก่อนหน้านี้ที่มีการสอบแบ่งห้องน่ะฉันอยากรู้ว่าใครได้ที่โหล่เลยไปดูที่บอร์ดและฉันก็เจอชื่อเชส เซอร์เซสเขียนอยู่...”ทันใดนั้นเขากลับชะงักไปครู่หนึ่ง“เดี๋ยวก่อนนะ ถ้าจำไม่ผิดเชส เซอร์เซส มันเป็นจอมเวทไม่ใช่หรอ”โคลมเก้าอี้และโต๊ะล้มกระจายจากการลุกพรวดของสาวผมทอง ดวงตาเบิกกว้างทำให้คนทั้งห้องหันมองเธอเป็นจุดเดียวกัน“เป็นไปไม่ได้”