แสงไฟสีฟ้าสว่างวาบจากหน้าจอสมาร์ตโฟนสะท้อนเข้ากับดวงตากลมโตของมินตราในความมืดสลัวของห้องนอนขนาดกะทัดรัด เสียงเครื่องปรับอากาศตัวเก่าครางฮึ่มๆ พ่นลมเย็นฉ่ำปะทะผิวภายใต้ผ้าห่มผืนหนา ทว่าความเย็นรอบกายกลับไม่ได้ช่วยดับกระแสน้ำร้อนรุ่มที่กำลังไหลพล่านอยู่กลางอกของเธอได้เลย
หญิงสาวนอนตะแคงกอดหมอนข้างแน่นจนมันแทบจะจมหายไปในอ้อมแขน สายตาจับจ้องไปยังแถบค้นหาของแอปพลิเคชันเฟซบุ๊กที่ว่างเปล่า ปลายนิ้วเรียวสั่นเทาเล็กลงยามทาบลงบนแป้นพิมพ์ัั เธอรู้ดีว่าสิ่งที่กำลังจะทำนี้เป็สิ่งที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง มันก้าวล่วงความเป็ส่วนตัว และอาจจะทำลายความรู้สึกฝันหวานของเธอให้พังทลายลงในพริบตา แต่ความอยากรู้อยากเห็นและความคลั่งรักที่สะสมมาตลอดหลายสัปดาห์กลับมีอำนาจเหนือกว่าเหตุผลใดๆ
‘ปกป้อง…’
มินต์รู้ชื่อจริงของเขาจากป้ายชื่อบนโต๊ะทำงานและอีเมลประสานงานของบริษัท นิ้วโป้งของเธอกดพิมพ์ตัวอักษรภาษาไทยลงไปทีละตัวอย่างเชื่องช้า ราวกับกำลังกดชนวนะเิที่จะย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง เมื่อกดปุ่มค้นหา หน้าจอก็ประมวลผลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะปรากฏรายชื่อผู้ใช้งานขึ้นมา และเพียงแค่สบตากับภาพโปรไฟล์ขนาดเล็ก มินต์ก็จดจำใบหน้าคมคายและั์ตาเปี่ยมเสน่ห์คู่นั้นได้ในทันที
หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะไปหนึ่งคราว นิ้วของเธอแตะเข้าไปที่หน้าโปรไฟล์ของเขาด้วยหัวใจที่เต้นตูมตามจนแทบจะได้ยินเสียงสะท้อนในความเงียบ
หน้าเฟซบุ๊กของพี่ป้องไม่ได้ปิดกั้นความเป็ส่วนตัวไว้หนาแน่นนัก โพสต์ล่าสุดและข้อมูลส่วนใหญ่เปิดเป็สาธารณะ ราวกับเขาไม่มีสิ่งใดต้องปิดบังหรือกลัวเกรง มินต์ค่อยๆ เลื่อนหน้าจอลงมาอย่างช้าๆ ภาพแรกที่ปรากฏเป็ภาพถ่ายอย่างเป็ทางการในชุดสูทสีเข้ม ยืนยิ้มอย่างอบอุ่นในงานรับรางวัลนักบริหารดีเด่นของบริษัท ซึ่งเป็ภาพลักษณ์ที่มินต์คุ้นตาและชื่นชมอยู่เสมอ แต่เมื่อเธอเลื่อนหน้าจอต่ำลงไปอีก หัวใจดวงน้อยกลับร่วงหล่นลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม ร่างกายชาวาบราวกับถูกแช่แข็งในน้ำแข็งขั้วโลก
มันเป็ภาพถ่ายครอบครัวริมชายหาดใน่วันหยุดพักผ่อน แสงแดดยามเย็นฉาบไล้ผืนทรายและเกลียวคลื่นให้กลายเป็สีทอง อบอุ่นและงดงามทว่าบาดลึกเข้าไปในความรู้สึกของมินต์จนแทบหายใจไม่ออก
ในภาพนั้น พี่ป้องไม่ได้สวมชุดทำงานเนี้ยบกริบหรือมีสีหน้าเคร่งขรึมอย่างที่เห็นในออฟฟิศ เขาสวมเพียงเสื้อยืดสีขาวธรรมดาและกางเกงขาสั้นสบายๆ สองไหล่กว้างก้มลงโอบอุ้มเด็กน้อยสองคน—เด็กชายตัวเล็กวัยประมาณห้าขวบที่ยิ้มกว้างจนเห็นฟันหลอ และเด็กหญิงคนโตวัยราวๆ เจ็ดขวบที่หน้าตาถอดแบบมาจากพ่อไม่มีผิดเพี้ยน ทั้งคู่กำลังหัวเราะร่าเริงขณะเนื้อตัวเปื้อนทรายขาวละเอียด และข้างกายของเขาคือหญิงสาววัยไล่เลี่ยกันในชุดเดรสยาวสีครีมละมุน หล่อนมีใบหน้าที่งดงาม อ่อนหวาน และเปี่ยมไปด้วยประกายแห่งความสุขของผู้เป็แม่ มือเรียวของหล่อนวางทับบนหลังมือแกร่งของพี่ป้องที่โอบเอวหล่อนไว้ ทั้งสี่คนยิ้มให้กล้องด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความผูกพันอันแน่นแฟ้น
ใต้ภาพนั้นมีข้อความสั้นๆ เขียนไว้ว่า… *“พลังใจของผมในทุกๆ วัน #FamilyTime”*
มินต์รู้สึกเหมือนกระบอกตาของเธอร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ ลำคอตีบตันจนกลืนน้ำลายไม่ลง ความอบอุ่นที่สะสมอยู่ในภาพถ่ายนั้นช่างขัดแย้งกับความรู้สึกหนาวเหน็บและโดดเดี่ยวที่กำลังเกาะกินใจของเธอในเวลานี้อย่างรุนแรง
เขามีครอบครัวแล้ว… มีภรรยาที่แสนดีและลูกๆ ที่น่ารักถึงสองคน
แม้ว่าลึกๆ มินต์จะพอคาดเดาได้อยู่แล้วว่าผู้ชายที่สมบูรณ์แบบอย่างพี่ป้อง—เพียบพร้อมทั้งหน้าตา ฐานะ และหน้าที่การงานในวัยสี่สิบปี—ไม่มีทางที่จะยังโสดสนิท แต่การได้มาเห็นหลักฐานเชิงประจักษ์คาตาในระยะประชิดเช่นนี้ มันกลับสร้างรอยแผลลึกซึ้งขึ้นในใจอย่างเลี่ยงไม่ได้
เธอมองภาพภรรยาของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า หล่อนดูดี มีการศึกษา วางตัวสง่างาม และคู่ควรกับเขาในทุกมิติ แตกต่างจากตัวเธอที่เป็เพียงเด็กจบใหม่ ไร้ประสบการณ์ และไม่มีอะไรคู่ควรเลยแม้แต่น้อย ความรู้สึกผิดในใจแล่นริ้วเข้ามาในมโนสำนึกพร้อมกับความเ็ปจากการอกหักั้แ่ยังไม่ได้เริ่ม
‘เรากำลังทำอะไรอยู่…’ มินต์ถามตัวเองในความมืด สายตาที่เธอส่งให้เขาเมื่อกลางวัน สายตาที่แฝงความหมายซ่อนเร้นและการเรียกร้องความสนใจนั้น มันช่างน่าละอายและเห็นแก่ตัวเหลือเกินเมื่อคิดถึงภาพครอบครัวที่แสนอบอุ่นรูปนี้
เด็กสาวกดปิดหน้าจอโทรศัพท์ทันที ความมืดมิดกลับมาครอบคลุมห้องพักอีกครั้ง เธอพลิกตัวหันหน้าเข้าหาผนัง ซุกใบหน้าลงกับหมอนนุ่มที่เริ่มเปียกชื้นด้วยหยาดน้ำตาที่ไหลซึมออกมาจากหางตาโดยไม่อาจกักเก็บ
‘พอเถอะมินต์… ั้แ่วันพรุ่งนี้เป็ต้นไป เลิกมองเขา เลิกสนใจเขา ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีก็พอแล้ว อย่าเสนอตัวเข้าไปอยู่ในโลกของเขาเลย’ เธอพร่ำบอกตัวเองซ้ำๆ เพื่อสะกดจิตสำนึกให้ยอมรับความจริงอันปวดร้าว ก่อนจะหลับตาลงด้วยความเหนื่อยอ่อนทางอารมณ์ ปล่อยให้ค่ำคืนอันแสนทรมานนี้ผ่านพ้นไป
---
เช้าวันรุ่งขึ้น บรรยากาศในออฟฟิศแผนกการตลาดยังคงดำเนินไปตามปกติ มินต์เดินเข้ามาในแผนกด้วยใบหน้าที่ดูอิดโรยเล็กน้อย ใต้ตาคู่สวยมีรอยคล้ำจางๆ จากการนอนไม่หลับเกือบทั้งคืน วันนี้เธอเลือกที่จะไม่ทาโลชั่นกลิ่นแป้งเด็กผสมพีชหวานๆ ที่พี่ป้องเคยเอ่ยปากชม และจงใจสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวคอปกปิดมิดชิดกับกางเกงสแล็กสีดำทรงกระบอกยาวกรอมข้อเท้า แทนที่จะเป็กระโปรงทรงเอสั้นเหนือเข่าเหมือนวันก่อนๆ
เธอ้าสร้างเกราะกำบังตัวเอง… และแสดงออกให้ชัดเจนว่าจะไม่มีการส่งสายตาหรือการลักลอบจ้องมองใดๆ อีกต่อไป
“อ้าว มินต์ วันนี้ดูเงียบๆ ไปนะ ไม่ค่อยร่าเริงเหมือนทุกวันเลย เป็อะไรหรือเปล่าจ๊ะ?” พี่เก๋ทักทายขณะเดินมาวางแก้วกาแฟที่โต๊ะทำงานที่อยู่ข้างกัน
“อ๋อ… พอดีเมื่อคืนนอนดึกนิดหน่อยค่ะพี่เก๋ ไม่มีอะไรค่ะ” มินต์ส่งยิ้มบางๆ ตอบกลับ พยายามปรับน้ำเสียงและสีหน้าให้ดูเป็ปกติที่สุด
“อืม… ถ้านอนไม่พอระวังมึนนะ วันนี้งานเยอะด้วยสิ ต้องเคลียร์รายงานสรุปยอดขายส่งต่อให้ฝ่ายบริหารด้วยนะจ๊ะ เห็นบอกว่าบ่ายนี้คุณปกป้องเขาจะเข้ามาตรวจเช็กเองด้วย”
คำว่า ‘พี่ป้อง’ สะกิดแผลในใจของมินต์ให้กระตุกเบาๆ เด็กสาวสูดหายใจเข้าลึกก่อนจะพยักหน้ารับคำ “ได้ค่ะพี่เก๋ มินต์จะรีบทำตอนนี้เลยค่ะ”
ตลอดทั้ง่เช้า มินต์บังคับสายตาของตัวเองให้อยู่แต่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างเคร่งครัด แม้จะได้ยินเสียงฝีเท้าคุ้นเคยเดินผ่านหน้าโต๊ะ หรือได้กลิ่นน้ำหอมแนว Woody & Tobacco จางๆ ลอยมาปะทะจมูกยามที่ชายหนุ่มวัยสี่สิบเดินผ่าน เธอก็ไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมองแม้แต่ปลายนิ้ว เธอทำราวกับว่าตัวเองกำลังจมดิ่งอยู่ในกองเอกสารและตัวเลขสรุปยอดขายอย่างบ้าคลั่ง ทว่านิ้วมือที่พิมพ์แป้นพิมพ์กลับเย็นเฉียบด้วยความประหม่า
ยิ่งพยายามไม่สนใจ หัวใจของเธอกลับยิ่งทำงานหนักขึ้นจนรู้สึกอึดอัดแน่นในหน้าอก
่บ่ายสามโมง บรรยากาศรอบตัวเริ่มเงียบสงบลงเนื่องจากพนักงานส่วนใหญ่เริ่มทยอยออกไปประชุมข้างนอกหรือเดินไปเข้าห้องน้ำ มินต์เพิ่งจัดทำรูปเล่มรายงานเสร็จเรียบร้อยและกำลังตรวจสอบความถูกต้องของตัวเลขเป็รอบสุดท้าย ลมหายใจยาวถูกพ่นออกมาจากริมฝีปากอิ่มยามที่งานเสร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี
“รายงานเสร็จเรียบร้อยดีไหมครับ… น้องมินต์?”
เสียงทุ้มต่ำอบอุ่นที่ดังขึ้นจากด้านหลังในระยะประชิดส่งผลให้ร่างทั้งร่างของมินต์สะดุ้งสุดตัว หัวใจกระตุกวาบจนแผ่นกระดาษสรุปงานในมือเกือบหลุดร่วง หญิงสาวหันกลับไปมองตามสัญชาตญาณ ก่อนจะพบว่าพี่ป้องกำลังยืนซ้อนอยู่เื้ัในระยะห่างเพียงไม่ถึงหนึ่ง่ตัว
ชายหนุ่มอยู่ในชุดทำงานที่ถอดเนคไทออกแล้ว ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตเม็ดบนออกสองเม็ดเผยให้เห็นลำคอหนาและแผงอกแกร่งรำไร ท่อนแขนแกร่งที่พับเสื้อขึ้นมาถึงข้อศอกมีลายเส้นเืปูดนูนและรอยสักสีเข้มที่ดูเซ็กซี่อย่างร้ายกาจ ใบหน้าคมคายที่มีเสน่ห์ของเขาก้มลงมองเธอด้วยั์ตาคมปลาบที่แฝงไปด้วยกระแสแห่งความอบอุ่นปนสงสัย
“คะ… ค่ะพี่ป้อง เสร็จพอดีเลยค่ะ” มินต์ตอบตะกุกตะกัก พยายามรักษาระยะห่างด้วยการขยับเก้าอี้ถอยหลังออกไปเล็กน้อย
แต่พี่ป้องไม่ได้เปิดโอกาสให้เธอสร้างกำแพงกั้น ชายหนุ่มโน้มตัวลงมาเล็กน้อย วางมือหนาข้างหนึ่งลงบนขอบโต๊ะทำงานของเธอ ล้อมกรอบร่างบางไว้กลายๆ กลิ่นน้ำหอมไม้สนปนยาสูบเฉพาะตัวของเขาลอยมาโอบล้อมรอบกายมินต์ทันที กลิ่นอายความเป็ชายที่อบอวลปนความตึงเครียดบางอย่างทำให้สมองของมินต์เริ่มพร่าเลือนและหัวใจเต้นโครมคราม
“ไหน… พี่ขอดูหน่อยสิครับ”
เขาพูดพลางเบี่ยงสายตาไปที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ใบหน้าด้านข้างของเขาอยู่ใกล้จนมินต์ััได้ถึงไอความร้อนจากผิวกายและเสียงลมหายใจเข้าออกที่เป็จังหวะสม่ำเสมอของเขา มินต์รู้สึกเกร็งจนตัวแข็งทื่อ นิ้วมือที่จับเมาส์สั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุมได้เลย
“ตรงยอดขายไตรมาสสองของภาคเหนือ… ตัวเลขตรงนี้เหมือนจะคลาดเคลื่อนไปนิดนึงนะ”
พี่ป้องเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกระซิบแ่เบาที่ข้างใบหู นิ้วเรียวยาวของเขาชี้ลงบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ ก่อนที่เขาจะเลื่อนมือแกร่งลงมาััหลังมือของมินต์ที่จับเมาส์อยู่โดยตรง
ััอุ่นร้อนจากฝ่ามือหนาที่ทาบทับลงมาอย่างจงใจส่งกระแสความตึงเครียดและอารมณ์ซ่านสยิวแล่นริ้วผ่านผิวเนื้อขึ้นมาในทันที
มินต์สะดุ้งเบาๆ ผิวแก้มร้อนผ่าวจนแทบจะะเิ ปลายนิ้วของเธอเบียดชิดกับนิ้วหนาของเขา ความต่างของขนาดมือและอุณหภูมิร่างกายทำให้เธอรู้สึกปั่นป่วนในช่องท้องอย่างประหลาด มันเป็ความรู้สึกหวานล้ำทว่าแฝงไปด้วยความรู้สึกผิดลึกๆ ในหัวใจเมื่อภาพครอบครัวที่แสนสุขของเขาผุดขึ้นมาในสมอง
“พะ… พี่ป้องคะ มินต์แก้เองได้ค่ะ” มินต์พยายามเอ่ยท้วงด้วยน้ำเสียงแ่เบาเพื่อดึงสติและทวงคืนพื้นที่ส่วนตัว
ชายหนุ่มไม่ปล่อยมือในทันที เขาคลายแรงกดลงเล็กน้อยแต่ยังคงไล้ปลายนิ้วแกร่งผ่านหลังมือเรียวของเธอช้าๆ ััแ่เบาแต่ทว่าหนักแน่นนั้นทิ้งรอยความซ่านสยิวไว้บนผิวเนื้อของเด็กสาวราวกับกระแสไฟฟ้าสถิต ก่อนที่เขาจะค่อยๆ ละมือออกแล้วดึงเอกสารที่ปริ้นต์ไว้ขึ้นมาตรวจสอบอย่างช้าๆ
“วันนี้ดูแต่งตัวเรียบร้อยแปลกตานะครับ… แถมยังไม่ยอมมองหน้าพี่เลยตลอดทั้งวันด้วย”
คำพูดกึ่งหยอกกึ่งจริงของเขาทำเอาหัวใจของมินต์เต้นรัวสะท้าน พี่ป้องละสายตาจากเอกสารแล้วหันมาจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตของเธอในระยะใกล้ แววตาคมกริบของเขาราวกับสามารถมองทะลุหน้ากากและเกราะกำบังทุกชั้นที่เธออุตส่าห์สร้างขึ้นมาั้แ่เช้า
“มินต์แค่อยากตั้งใจทำงานค่ะ… ไม่อยากคิดเื่อื่น” มินต์ตอบเสียงแ่ ก้มหน้าหลบสายตาคมคายคู่นั้นทันทีเพื่อไม่ให้เขาอ่านความอ่อนแอที่กำลังก่อตัวขึ้นในแววตาของเธอ
เสียงหัวเราะทุ้มต่ำในลำคอของพี่ป้องดังขึ้นเบาๆ ชวนให้ใจสั่น ชายหนุ่มโน้มหน้าลงมาใกล้ขึ้นอีกนิดจนลมหายใจอุ่นร้อนปัดผ่านพวงแก้มแดงระเรื่อของเด็กสาว
“เหรอครับ? แต่วันนี้ตาเราดูบวมๆ นะ เมื่อคืนนอนไม่หลับเหรอ… หรือว่ามัวแต่คิดถึงเื่ที่พี่จับเก้าอี้เมื่อวาน?”
คำถามกระซิบที่แฝงไปด้วยความขี้เล่นทว่าเย้ายวนในทีทำเอามินต์แทบลืมวิธีหายใจ เธออยากจะปฏิเสธออกไปเสียงแข็ง แต่ััอบอุ่นและประกายสายตาของคนตรงหน้ากลับทรยศความตั้งใจของเธออย่างสิ้นเชิง ร่างกายของเด็กสาวสั่นสะท้านน้อยๆ หัวใจเต้นแรงจนฝ่ามือชื้นไปด้วยหยาดเหงื่อ
พี่ป้องมองท่าทางปั่นป่วนและสับสนของมินต์ด้วยรอยยิ้มมุมปากจางๆ อย่างผู้ใหญ่ที่ถือไพ่เหนือกว่า เขารู้ดีว่าเด็กสาวคนนี้กำลังสับสนและพยายามสร้างระยะห่างหลังจากที่เขาก้าวล้ำเส้นเข้ามา แต่ยิ่งเธอพยายามหลบหนี มันกลับยิ่งทำให้น่าค้นหาและน่ารังแกมากขึ้นในสายตาของเขา
ก่อนที่ความเงียบจะเข้าปกคลุมจนอึดอัด พี่ป้องขยับตัวกลับไปยืนตรงดังเดิม พลางเคาะปลายนิ้วลงบนโต๊ะทำงานของเธอเบาๆ เป็จังหวะสามที
“ตรวจเรียบร้อยแล้วครับ ตัวเลขตรงนี้แก้ไขเสร็จแล้วก็ส่งอีเมลเข้าโฟลเดอร์กลางได้เลยนะ... แล้วก็ พักผ่อนบ้างนะครับ อย่าโหมงานหนักจนเกินไป”
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและแววตาที่จ้องมองมานั้นเต็มไปด้วยกระแสความห่วงใยที่ทำให้มินต์รู้สึกอบอุ่นในอก ชายหนุ่มหมุนตัวเดินกลับไปยังห้องทำงานของตน ทิ้งให้กลิ่นน้ำหอมแนวไม้และยาสูบอันอบอุ่นอบอวลอยู่รอบตัวเธอ
มินต์ทรุดตัวพิงพนักเก้าอี้อย่างหมดแรงเมื่อร่างสูงใหญ่เดินลับตาไป เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หลายครั้งเพื่อกู้คืนสติที่พังทลายลงไม่มีชิ้นดี ปลายนิ้วมือยังคงหลงเหลือไออุ่นจากฝ่ามือของเขาที่เพิ่งััไปเมื่อครู่ ความจริงที่เ็ปว่าเขามีครอบครัวแล้วยังคงแจ่มชัดเป็รอยแผลในหัวใจของเธอ แต่แรงดึงดูดทางกายและััอันแนบชิดเพียงชั่วครู่กลับกำลังฉุดกระชากเธอให้ก้าวเดินลึกเข้าไปในความรู้สึกต้องห้ามนี้เรื่อยๆ โดยที่เธอไม่รู้เลยว่ากำแพงที่เธอพยายามสร้างขึ้นเพื่อตัดใจจากเขา จะยิ่งถูกทดสอบอย่างหนักหน่วงขึ้นในวันต่อๆ ไป...