บทที่ 19 เธอเป็ใครกันแน่
“อย่ามาล้อเล่นนะ!” อันจิ่วเยว่ร้อนใจมาก เธอจับแขนเสื้อของลู่เจิ้งหลิงแล้วซ่อนตัวอยู่ข้างหลังเขาตลอด “คุณคิดจะทำอะไรกันแน่?”
ลู่เจิ้งหลิงมองเธอนิ่งงัน ราวกับจะมองหาตัวตนของอีกคนหนึ่งจากใบหน้าของเธอ ก่อนจะถามเสียงสั่นว่า
“คุณเป็ใครกันแน่?!”
ได้ยินดังนั้นเยี่ยชิงหวนก็หัวเราะดังลั่น “ฉันมีข้อความจากชิงเฉิงมาบอก ทุกสิ่งล้วนมีเหตุมีผล ไม่ใช่ว่าเธอจะไม่เอาคืน แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา แต่วันนี้ ฉันจะเอาของของเธอไปก่อนแล้วกัน”
หลังจากพูดจบ เธอก็ออกจากห้องรับรอง เสียงเก้าอี้เสียดสีกับพื้นดังแสบแก้วหูเป็พิเศษ ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องของอันจิ่วเยว่
ชายหญิงคู่นั้นดูท่าจะแขนขาอ่อนแรงถึงได้ล้มลงไปพร้อมกัน
เมื่อเดินมาถึงประตูห้องรับรอง เยี่ยชิงหวนก็หัวเราะเยาะตัวเอง ผู้ชายที่ตนเองรักมาสามปีกลายเป็ขยะแบบนี้ เมื่อมาคิด ๆ ดูแล้วตัวเองในตอนนั้นช่างตาบอดจริง ๆ
เธอยกชายกระโปรงเดินออกจากห้องรับรองได้ไม่นาน ด้านหลังก็มีเสียงเ็าดังขึ้น
“เยี่ยชิงหวน”
ด้านหลังของกระถางต้นไม้ ปรากฏล้อสีดำโผล่ออกมา ใบหน้าหล่อเหลาของชายหนุ่มซ่อนอยู่ท่ามกลางใบไม้และดอกไม้ ไม่รู้ว่ารออยู่ตรงนี้นานแค่ไหนแล้ว แต่ตอนนี้ เขาได้ค่อย ๆ เผยโฉมออกมา
เยี่ยชิงหวนยืนตัวตรงชะงักไปสองสามวินาที ก่อนจะหันหลังกลับไป ฝืนยิ้มออกมาเพียงเล็กน้อย
“คุณมาั้แ่เมื่อไหร่ ทำไมถึงอยู่ที่นี่ล่ะ”
เส้าอวิ่นเฉินนั่งอยู่บนรถเข็น มือทั้งสองข้างประสานกัน สีหน้าเ็าอย่างยิ่ง แต่ไม่ได้ตอบคำถามของเธอ
“ถ้าฉันจำไม่ผิด เธอกับลู่เจิ้งหลิงน่าจะเจอกันเป็ครั้งแรกนะ แต่เธอแสดงท่าทางเป็ศัตรูกับเขาออกมาอย่างชัดเจนเกินไปแล้ว”
เยี่ยชิงหวนสั่นเทิ้มไปทั้งร่าง สายตาของชายคนนั้นลึกล้ำและเฉียบคม เพียงแค่มองปราดเดียว ก็ดูเหมือนจะอ่านใจเธอได้อย่างทะลุปรุโปร่ง “เพราะฉะนั้น บอกฉันมาว่าเธอเป็ใครกันแน่!”
หลังจากครุ่นคิดอยู่สักพัก นิ้วมือของเยี่ยชิงหวนที่กำชายกระโปรงอยู่ก็ค่อย ๆ คลายออก พร้อมถามด้วยความสงสัยว่า
“คุณหมายความว่ายังไงกัน ฉันก็เป็เยี่ยชิงหวน ภรรยาของคุณไงล่ะ จะเป็ใครไปได้อีก”
ชัดเจนว่าเส้าอวิ่นเฉินไม่เชื่อ ใบหน้าที่เ็าอยู่แล้วก็ค่อย ๆ เคลือบไปด้วยความเย็นเยียบอีกครั้ง
เยี่ยชิงหวนบีบมือตัวเอง ความเ็ปทำให้ขอบตาแดงก่ำด้วยความน้อยใจ “ั้แ่เราเข้ามาในงานเลี้ยง ลู่เจิ้งหลิงก็ทำหน้าเหมือนดูถูกฉันตลอด ฉันเป็ภรรยาที่คุณแต่งงานด้วยอย่างถูกต้องตามประเพณี แต่เขากลับทำให้ฉันเสียหน้าต่อหน้าคนมากมายขนาดนั้น แล้วฉันจำเป็ต้องดีกับเขาด้วยหรือไง”
คำพูดนี้ ครึ่งหนึ่งเป็ความโกรธ อีกครึ่งเป็ความน้อยใจ หากมองในมุมผู้หญิงเป็คนละเอียดอ่อน จิตใจบอบบางก็พอจะเข้าใจได้
เส้าอวิ่นเฉินจ้องมองเธออย่างเอาเป็เอาตาย แต่กลับไม่พูดอะไรสักคำ
“แล้วก็… ยังไม่ทันจะหาศพของคู่หมั้นเขาเจอ เขาก็แต่งงานใหม่แล้ว ทำเป็ประกาศตามหาเธอ ตั้งค่าหัวสูงลิบลิ่ว แต่กลับมาจัดงานแต่งงานเงียบ ๆ มันแสดงให้เห็นว่าเขาเป็คนโลภมาก หน้าไหว้หลังหลอก แล้วเขายังเอาภาพวาดที่ไม่รู้ที่มาที่ไปมาให้คุณปู่ด้วย ถ้าเกิดเื่อะไรขึ้นมา สำหรับศัตรูทางการเมืองของตระกูลเส้า มันก็จะเป็ข้ออ้างชั้นดีในการทำลายตระกูลเส้า เขาทำตัวเป็ก้างขวางคอตระกูลเราซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนคุณปู่ถึงกับเดินหนีไป ฉันก็แค่ขู่ให้เขากลัวเพื่อระบายอารมณ์เท่านั้นเอง”
เื่ส่วนตัวเล็ก ๆ น้อย ๆ ทั้งหมด เมื่อเทียบกับเกียรติยศ ความเจริญรุ่งเรือง หรือความเสื่อมเสียของตระกูลใหญ่อย่างตระกูลเส้าแล้ว ก็ไม่มีความหมายอะไร คำพูดของเยี่ยชิงหวนนี้จี้ถูกจุดสำคัญ ถึงแม้จะไม่ค่อยตรงคำถาม แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้เส้าอวิ่นเฉิน ละความสนใจไปได้ชั่วคราว
เส้าอวิ่นเฉินขมวดคิ้วอย่างครุ่นคิด
หลังนั้นครู่ใหญ่ก็มองไปที่เยี่ยชิงหวน แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “ฉันก็หวังว่าเธอจะคิดแบบนี้จริง ๆ”
“ฉันคิดแบบนี้จริง ๆ ค่ะ”
เยี่ยชิงหวนมองอีกฝ่ายด้วยสายตาดูตรงไปตรงมา
“ฉันจะเข็นคุณไปที่ห้องรับแขกนะ คุณหายตัวมานานขนาดนี้ คุณแม่คงเป็ห่วงคุณแล้ว”
“ไม่ต้อง”
เส้าอวิ่นเฉินหลบมือที่เธอยื่นมา จากนั้นเสียงล้อหมุนก็ดังขึ้นเบา ๆ ปัดผ่านชายกระโปรงของเธอไป
เมื่อมองเห็นเงาของเขาค่อย ๆ ห่างออกไปแล้ว เยี่ยชิงหวนก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก เหงื่อที่ฝ่ามือของเธอเปียกชื้นไปหมดแล้ว
เส้าอวิ่นเฉินคนนี้ช่างจัดการยากจริง ๆ