หลังจากสองพี่น้องปลูกผักเสร็จได้ไม่นาน แม่หลิวก็กลับมาถึงบ้าน
ตอนนี้พระอาทิตย์เริ่มรับขอบฟ้าแล้ว จางเหมยไม่รู้ว่าตอนนี้เป็เวลากี่โมงเพราะไม่มีนาฬิกาไว้ดูเวลา แต่ดูจากพระอาทิตย์ที่กำลังจะตกดินหน้าจะเป็เวลา6โมงเย็น
" เสี่ยวเหมย ทำไมลูกถึงลูกออกมาจากเตียงล่ะ ทำไมไม่นอนพักผ่อน "
แม่หลิวเอ่ยพูดกับลูกสาว เมื่อทางคณะกรรมการหมู่บ้านบอกให้เลิกทำงาน แม่หลิวก็ตั้งใจรีบกลับมาที่บ้านเพื่อจะมาดูอาการลูกสาวที่นอนพักอยู่ที่บ้าน
แต่เมื่อกลับมา กลับเห็นลูกสาวออกมาปลูกผักช่วยลูกชายแม่หลิวจึงเอ่ยถามด้วยความเป็ห่วง
เพราะถึงแม้ดูจากใบหน้าของลูกสาวของเธอตอนนี้ที่เหมือนจะดูมีเืฝาดมากกว่าตอนเช้า เพราะตอนเช้าจางเหมยใบหน้าซีดเซียวขาวราวกับกระดาษ
" แม่คะหนูดีขึ้นแล้ว แม่ไม่ต้องเป็ห่วงหนูหรอกค่ะ อีกอย่างเื่ที่เกิดขึ้นมันก็ผ่านมาแล้ว หนูก็ไม่อยากจมปลักอยู่กับมัน ชีวิตคนเรามันต้องเดินต่อไปข้างหน้านะคะ "
จางเหมยรู้ดีว่าแม่หลินเป็ห่วงสภาพจิตใจของเธอ ถึงแม้ร่างกายของเธอจะมีสภาพดีขึ้นมากแค่ไหน แต่จิตใจที่บอบช้ำไม่มีทางที่จะรักษาให้กลับมาเป็เหมือนเดิมได้
อดีตที่เลวร้าย ในชีวิตนี้จางเหมยไม่มีทางลืมเื่นี้ได้แนนอน แต่เธอเลือกที่จะไม่สนใจและเลือกที่จะเดินไปข้างหน้า
" เอาล่ะเอาล่ะ เดี๋ยวแม่จะทำอาหารเย็นให้กินแล้วกัน ลูกไปนั่งรอในบ้านเถอะ "
แม่หลิวเอ่ยพูดกับจางเหมย จากนั้นแม่หลิวก็เดินเข้าครัว เมื่อเดินเข้ามาในครัว ก็เห็นจางหลงที่กำลังจุดไฟเพื่อที่จะรอให้แม่หลิวมาทำอาหารอยู่
" เสี่ยวหลงลูกออกไปคุยเป็เพื่อนพี่สาวลูกเถอะเดี๋ยวแม่จะเป็คนทำอาหารเอง "
แม่หลินเอ่ยบอกให้ลูกชายไปอยู่เป็เพื่อนของลูกสาว แม่หลิวรู้สึกกลัวมากๆเมื่อได้ยินว่าลูกสาวของตนถูกภาคความบริสุทธิ์ไปั้แ่ยังไม่แต่งงาน
เพราะเคยมีผู้หญิงคนนึงในหมู่บ้านถูกข่มขืนจากใครก็ไม่รู้ ผู้หญิงคนนั้นทนรับความอัปยศไม่ได้ เลยตัดสินใจฆ่าตัวตายเหมือนกันกับจางเหมย แต่ผู้หญิงคนนั้นโชคร้ายกว่า จางเหมยมาก เธอไม่สามารถกลับมาใช้ชีวิตเหมือนจางเหมยได้
ในใจของแม่หลิวก็ยังหวนนึกถึงภาพเมื่อเช้า นึกถึงภาพที่ลูกสาวของเธอแขนคอตัวเอง และคิดว่าหากเธอเข้าไปช่วยลูกสาวไม่ทัน ลูกสาวของเธอคงกลายเป็ศพไปแล้ว
แต่มีเื่นึงที่แม่หลิวไม่รู้คือ จางเหมยเ้าของร่างนั้นได้เสียชีวิตไปแล้วจริงๆ ส่วนคนที่อยู่ในร่างของจางเหมยตอนนี้ คือผู้หญิงจากอีกยุคที่มาอยู่ในร่างลูกสาวของแม่หลิน
วัตถุดิบทำอาหารในบ้านไม่มีอะไรมาก แม่หลินนำผักที่จางหลงปลูกเอาไว้ที่หลังบ้าน แม่หลินตั้งใจจะนำมาทำผัดใส่ไข่
ผักชุดนี้เป็ผักชุดสุดท้ายที่เก็บได้แล้ว ส่วนผักที่จางหลงกับจางเหมยช่วยกันปลูกวันนี้ ต้องใช้เวลาอีกกว่า 2 เดือนจึงจะสามารถเก็บผักมาทำอาหารได้
แต่ผักส่วนนี้ แม่หลิวก็จะทำเป็ผักดองเค็มเอาไว้กินในยามฤดูหนาว
แม่หลิวลงมือทำผัดผักใส่ไข่1 ฟอง ส่วนไข่อีก 2 ฟองเธอก็ทำเป็ต้มจืดไข่เพื่อให้ทุกคนในบ้านได้กินด้วยกัน
อาหารมื้อนี้แม่หลินใช้ไข่ถึง 3 ฟอง โดยปกติแล้วไข่ 3 ฟองนี้สามารถทำอาหารได้ถึง 3 วัน แต่มื้อนี้แม่หลินอยากทำอาหารปลอบใจลูกสาวหน่อย
ถึงแม้จะไม่มีเนื้อให้รับประทาน แต่ก็ยังดีหน่อยที่มีไข่ ไข่ถือว่าเป็อาหารชั้นดีในยุคนี้ เพราะหากจะให้กินหมูกินเนื้อเหมือนยุคปัจจุบันก็คงจะเป็ไปไม่ได้
อีกอย่างเนื้อพวกนั้นก็มีราคาสูง แล้วยังจำกัดการขาย และก็จะมีขายในร้านค้าของรัฐเท่านั้น
แม่หลิวใช้เวลาทำอาหารไม่นานก็เสร็จ เมื่อเสร็จแล้วเธอก็ไปเรียกลูกชายให้มายกอาหารไปที่โต๊ะกินข้าว
จางหลงที่ได้ยินเสียงแม่เรียกให้ไปยกอาหารที่ห้องครัว จางหลงก็รีบไปอย่างว่าง่าย
เดิมทีจางเหมยตั้งใจจะไปช่วย แต่จางหลงห้ามเอาไว้ โดยให้จางเหมยเป็คนจัดโต๊ะกินข้าว
ซึ่งก็ไม่ได้ทำอะไรมากเพียงแค่วางถ้วยกับตะเกียบเท่านั้น
เมื่อจางเหมยจัดโต๊ะเสร็จแม่หลินกับจางหลงก็ช่วยกันยกอาหารเข้ามา โดยแม่หลินเป็คนยกหม้อข้าว ส่วนจางหลงก็ยกอาหาร 2 อย่างจานนึงคือผัดผักใส่ไข่ซึ่งผักที่ใช้ก็คือผักกาดขาว และการผัดก็ใส่น้ำมันด้วย น้ำมันค่อนข้างมีราคาสูงครอบครัวทั่วไปน้อยมากที่จะใช้น้ำมันในการประกอบอาหาร
ส่วนอีกจานนึงก็เป็ต้มจืดไข่ ที่เหมือนจะมีแค่ไข่กับน้ำและก็มีผักชีโรยหน้ามาเล็กน้อย
จางเหมยเองก็ไม่ได้รู้สึกรังเกียจอาหารแบบนี้ เพราะเธอเข้าใจว่า ณ เวลานี้ อาหารแค่นี้ก็ถือว่าเป็อาหารที่อุดมสมบูรณ์มากแล้วเพราะมีไข่
" มาเถอะมากินข้าวกัน "
แม่หลินยกอาหารมาวางไว้ที่โต๊ะเสร็จแล้ว ทั้ง 3 คนก็เริ่มกินข้าวกันพร้อมหน้าพร้อมตา
ในขณะที่ทั้ง 3 กำลังกินข้าวอยู่ บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเองก็ค่อนข้างเงียบเพราะไม่มีใครเอ่ยอะไรพูดออกมา แม่หลินเองก็ไม่มีอะไรจะพูด
ส่วนจางหลงก็ตั้งหน้าตั้งตากินข้าว ส่วนจางเหมยเองก็ไม่ได้พูดอะไรเพียงแค่ตั้งใจกินข้าวให้อิ่มท้องเท่านั้น
หลังจากทั้ง 3 กินข้าวเสร็จ จางเหมยก็ช่วยแม่หลินเก็บข้าว
ส่วนจางหลงก็เดินเข้าไปทำอะไรในครัวก็ไม่รู้ เพราะจางเหมยช่วยแม่หลินเก็บโต๊ะอยู่
จางเหมยนำถ้วย จานชามที่กินเสร็จแล้ว ไปล้างที่หลังบ้าน โดยครั้งนี้แม่หลินไม่ได้ห้ามเพราะโดยปกติหน้าที่นี้ก็เป็หน้าที่ของจางเหมยอยู่แล้ว
แม่หลินคิดว่าควรจะให้จางเหมยลงมือทำอะไรบ้าง ก็ไม่ควรให้จางเหมยอยู่เฉยๆ เพราะจางเหมยอาจจะคิดฟุ้งซ่านกับเื่ที่ผ่านมาได้
แต่ความจริงจางเหมยนั้นไม่ได้คิดอะไรเลย เธอคิดเพียงแค่จะหาเงินได้อย่างไร
เพราะอย่าลืมว่าจางเหมยคือสาวยุคปัจจุบัน ที่เื่การมีเพศสัมพันธ์พวกนี้ถือเป็เื่ธรรมดา ไม่จำเป็ต้องรักษาพรหมจรรย์ให้กับคู่แต่งงาน
วัยรุ่นหลายคนในยุคปัจจุบัน คิดว่าเื่เพศสัมพันธ์ถือเป็เื่ปกติแค่รู้จักป้องกันเท่านั้นก็พอแล้ว
ผู้หญิงบางคนก็มีอะไรกับผู้ชายหลายคนเหมือนกัน กว่าจะได้เจอคนที่ใช่ และใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน
และก็ไม่ใช่ว่าชีวิตคู่จะยืนยงเสมอ เพราะบางคนแต่งงานกันไม่กี่เดือนก็เลิกกันก็มี เพราะในยุคปัจจุบันการหย่าร้าง คือเื่ปกติ ของผู้หญิง เพราะในยุคปัจจุบันส่วนมากก็เก่งไม่แพ้ผู้ชายสามารถหาเงินได้เอง
หลังจากจางเหมยล้างจานที่หลังบ้านเสร็จ เธอก็เดินกลับมาที่โต๊ะกินข้าว
โดยตอนนี้แม่หลินกับจางหลงกำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะกินข้าว จางเหมยเดินเข้าไปใกล้โต๊ะกินข้าว เธอก็ได้กินสมุนไพรลอยมาแต่ไกล
เมื่อจางเหมยเดินมาถึงโต๊ะกินข้าว เธอก็เห็นชามยาที่มีน้ำสีดำปี๋อยู่เต็ม
เมื่อจางเหมือนเห็นชามยา ใบหน้าของจางเหมยก็เหมือนจะอ้วกออกมาอย่างไงอย่างงั้น รู้สึกว่าอาหารที่กินวันนี้คงจะได้อ้วกออกมาแน่นอน
จางเหมยยังจำรสชาติของยานี้ได้อยู่เลย ั้แ่เกิดมาเธอไม่เคยกินยาลดขมขนาดนี้มาก่อน
" เสี่ยวเหมยลูกต้องกินนะ หมอหลิวบอกเอาไว้แล้วว่าให้ลูกกินเช้า เที่ยง เย็นเพื่อบำรุงร่างกาย "
แม่หลิวเห็นใบหน้าของลูกสาวก็รู้แล้วว่าลูกสาวคงไม่อยากกินยาถ้วยนี้ แต่ไม่ว่าอย่างไรเธอก็ต้องบังคับให้จางเหมยกินยาถ้วยนี้ให้จงได้
เธอไม่รู้หรอกว่ายาถ้วยนี้มีสรรพคุณอย่างไร แต่เท่าที่เธอรู้คือเมื่อจางเหมยได้กินยาถ้วยนี้จากจางเหมยที่นอนหลับ ขนาดที่แม่หลินกับจางหลงช่วยกันปลุกจางเหมยยังไม่ยอมตื่น
แต่เมื่อได้กินยาเข้าไปเพียงแค่ช้อนเดียวเท่านั้นจางเหมยกลับตื่นขึ้นมาทันที
จางเหมยมองหน้าแม่หลินสลับกับจางหลง ใบหน้าของทั้งสองเข้มขรึมจริงจัง จ้องเขม็งมาที่จางเหมย
" เฮ้อ กินก็ได้ "
จางเหมยถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะเดินเข้าไปหยิบถ้วยยา แล้วยกถ้วยยาขึ้นกินให้ทั้งสองได้เห็น
เมื่อกินยาหมดแล้วจางเหมยก็คว่ำถ้วยให้ทั้งสองดู ว่าเธอกินยาหมดแล้ว
ทั้งสองคนเห็นอาการของจางเหมย ที่ทุกข์ทรมานจากรสขมของยา ทั้งสองก็เหมือนจะมีความสุขและเผยรอยยิ้มออกมา
" เอานี่กินน้ำตามต้มน้ำตาลตามเข้าไป นี่เป็น้ำต้มน้ำตาล ที่แม่เตรียมไว้ให้ลูกกินหลังกินยา จะได้ช่วยล้างรสขมในปากได้ "
จางเหมยรีบรับ น้ำต้มน้ำตาลมา ก่อนกินอย่างรวดเร็ว เพราะถึงแม้จะกลืนยาลงท้องไปแล้ว แต่รสขมยังติดอยู่ที่ลิ้นอยู่เลย
หลังจากกินน้ำต้มน้ำตาลเสร็จ รสขมก็เหมือนจะหายไปเล็กน้อย แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้กินเลยๆ