เวทยุทธ์สะท้านปฐพี

    บทที่ 24 รวมหัวจัดการกาฝาก (100%)

    สำนักนภากาฬ..ณ ห้องโถงภายในอาคารขาว เจ้าสำนักโม่ฟ่านและหัวหน้าหอทั้งสามกำลังปรึกษาหารือเรื่องการคัดเลือกสุดยอดตัวแทนศิษย์สำนักเพื่อเข้าร่วมล่า กฎการคัดเลือกด้วยฝีมือเช่นสำนักอื่นไม่สามารถทำได้ เพราะศิษย์หอจิตเมฆามีฝีมือด้อยกว่าศิษย์จากหออื่นมากเปิดภูผาล่าสมุนไพรคืองานที่ราชสำนักจัดขึ้น ถ้าเฟิ่งหรูซึ่งมีฐานะเป็นองค์หญิงเจ็ดและเป็นศิษย์เอกหอจิตเมฆาไม่ได้เป็นสุดยอดตัวแทนศิษย์สำนัก ก็อาจจะเป็นการหักหน้าราชวงศ์จนเกินไป “การได้เข้าไปล่าในภูผาสมุนไพร พวกเราจะได้ประโยชน์อย่างมหาศาล ศิษย์เอกข้ามีสามคน พวกเจ้าทั้งสองก็ส่งตัวศิษย์เอกมาเพิ่มหอละคน จะได้ครบห้าคนตามราชสำนักกำหนด”เจียงปินพูดสั่งอย่างถือดี ภูผาสมุนไพรถือว่าเป็นสมบัติของราชวงศ์ ฉะนั้นหอจิตเมฆาที่มีองค์หญิงเจ็ดเป็นศิษย์ จึงมีคุณสมบัติเป็นตัวแทนสำนักมากที่สุด“จะได้ประโยชน์หรือไม่มันก็อยู่ที่ฝีมือ ในหุบเขาเต็มไปด้วยสัตว์อสูรและสุดยอดศิษย์จากสำนักอื่นที่อาจจะพร้อมฆ่าคนเพื่อชิงของ หากไร้ฝีมืออาจจะเป็นฝ่ายเสียประโยชน์เองก็ได้ ศิษย์ข้าไม่อยากแบกรับภาระการดูแลชีวิตผู้อื่นเพื่อแลกกับส่วนแบ่งเพียงน้อยนิด จึงขอสละสิทธิ์”เหว่ยจงพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง เฉิงจินก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วย การเข้าร่วมล่าจะมีประโยชน์อย่างมหาศาลถ้าไม่ได้ไปกับกลุ่มองค์หญิงที่ไร้ฝีมือและเห็นแก่ตัวคำพูดดักคอของเหว่ยจงทำเอาเจียงปินโมโหจนหน้าเขียว เมื่อไม่อาจเถียงถ้อยคำของเหว่ยจงได้ เจียงปินจึงหันไปพูดกับโม่ฟ่านแทน“ท่านเจ้าสำนัก นภากาฬเป็นสำนักอันดับหนึ่ง ผลงานในการล่าจะพ่ายแพ้แก่สำนักอื่นไม่ได้ ข้าเห็นว่าเหล่าศิษย์เอกทุกคนต้องช่วยกัน เพื่อชื่อเสียงของสำนักเป็นสำคัญ”         “ข้าไม่ชอบบังคับใจใคร ถ้าศิษย์เอกจากทั้งสองหอไม่เต็มใจจะเป็นแทนตัวแทนสำนัก เจ้าก็คัดเลือกศิษย์อีกสองคนจากศิษย์ภายในเอาก็แล้วกัน มีองค์หญิงเจ็ดเป็นหน้าเป็นตาให้สำนักอยู่แล้ว ข้าคงไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องชื่อเสียงกระมัง”คำตอบของโม่ฟ่านทำเอาเจียงปินแทบจะกระอักเลือดตาย นอกจากไม่ช่วยหาศิษย์ฝีมือดีเพิ่มให้แล้ว ยังจะเพิ่มภาระเรื่องการรักษาชื่อเสียงสำนักให้เขาอีกด้วย“ไอ้เฒ่าสาระเลว พวกแกรวมหัวกันกดดันข้า ถ้ามีแต่ศิษย์หอจิตเมฆาเข้าร่วมล่า หากเกิดอันตรายหรือผลการล่าพ่ายแพ้แก่สำนักอื่น ข้าต้องเป็นผู้รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว”เจียงปินด่าพวกโม่ฟ่านอยู่ภายในใจก่อนจะตะโกนถามอย่างแค้นเคือง“จะเอายังไงก็พูดกันมาตามตรง!”“ศิษย์หอจิตเมฆาไปได้แค่ซ่านมัวกับเฟิ่งหรูและต้องดูแลกันเอง เมื่อเข้าไปในหุบเขาแล้วก็ต่างคนต่างล่า ไม่มีการมาขอส่วนแบ่งจากผู้อื่น”สิ้นเสียงพูดของเหว่ยจง เจียงปินก็ตบโต๊ะดังปัง แล้วลุกขึ้นโวยวายทันที“ถ้าศิษย์ข้าสองคนต้องดูแลกันเอง แล้วมันจะต่างจากการไปทั้งห้าคนตรงไหน”“ต่างตรงที่..ซ่านมัวมีหน้าที่ปกป้องชีวิตเฟิ่งหรูเพียงแค่คนเดียวจากเดิมต้องปกป้องถึงสี่คน และหากผลการล่าพ่ายแพ้ เจ้าก็ไม่ต้องแบกรับความอับอายไว้เพียงผู้เดียวอย่างไรเล่า”เมื่อไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้ เจียงปินจำต้องยอมรับข้อเสนอของเหว่ยจงและเดินจากไปด้วยความแค้นหลังตัวปัญหาจากไปแล้ว เหว่ยจงกับเฉิงจินก็ตกลงกันว่าศิษย์อีกสามคนที่จะเข้าร่วมล่าให้เป็นศิษย์เอกของหอจิตดาราทั้งหมด โดยเหว่ยจงสัญญาว่าจะแบ่งสิ่งที่ล่าได้ให้หอจิตตะวันด้วยส่วนหนึ่ง“เจ้าไม่ต้องแบ่งของให้หอจิตตะวันหรอก ถ้าใช้เกณฑ์การตัดสินด้วยฝีมือตามกฎสำนัก ศิษย์หอจิตดาราก็คือสุดยอดตัวแทนของสำนัก” เฉิงจินพูดอย่างตรงไปตรงมา“ทั้งศิษย์เจ้าและศิษย์ข้าต่างก็เป็นศิษย์สำนักเดียวกัน ย่อมต้องแบ่งปันสิ่งดี ๆ ให้แก่กันเป็นเรื่องปกติ” เหว่ยจงเอ่ยตอบเฉิงจินอย่างจริงใจโม่ฟ่านมองอาจารย์ทั้งสองหอมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันก็ยิ้มกว้างอย่างพอใจ การล่าในครั้งนี้ยายหนูน้อยจะแสดงปาฏิหาริย์ใดให้เขาแปลกใจอีกหรือไม่หนอ เหว่ยจงกลับมาถึงถ้ำผลึกนิลก็เรียกศิษย์เอกทั้งสามมาพบในทันที ในหุบเขาสมุนไพรมีทั้งคุณและโทษอย่างมหันต์ ทุก ๆ ปี จะมีทั้งผู้ที่ได้ครอบครองสิ่งล้ำค่าและผู้ที่สูญเสียแม้กระทั่งชีวิตอยู่ภายในหุบเขาจำนวนไม่น้อย สัตว์อสูรที่เติบโตในหุบเขาที่มีแต่สมุนไพร ย่อมมิใช่สัตว์อสูรธรรมดา“อี้หาน ถานฟง เจ้าทั้งสองเคยมีประสบการณ์ในการเข้าร่วมล่ามาแล้วสองครั้ง คงจะรู้ถึงความโหดร้ายของคนและสัตว์ในหุบเขานั้นเป็นอย่างดี ปีนี้ศิษย์น้องเล็กจะร่วมเดินทางไปล่ากับพวกเจ้าด้วย และที่แย่ที่สุดก็คือซ่านมัวกับเฟิ่งหรูก็จะไปด้วย แม้ข้าจะเอ่ยข้อตกลงไปแล้วว่า พวกเจ้ากับพวกมันจะแยกกันล่า ไม่มีการแบ่งของที่ล่าได้ให้กัน แต่สันดานเจ้าเล่ห์ของพวกมันอาจจะนำปัญหามาสู่พวกเจ้าได้” เหว่ยจงเอ่ยเตือนลูกศิษย์ด้วยความเป็นห่วง“อาจารย์ไม่ต้องเป็นห่วงขอรับ ข้ากับเจ้ารองจะดูแลศิษย์น้องเล็กเป็นอย่างดี เมื่อเข้าเขตภูผาสมุนไพรแล้ว พวกเราจะรีบแยกตัวจากพวกเฟิ่งหรูให้ไวที่สุด” อี้หานพูดตอบเหว่ยจงอย่างหนักแน่น“ข้าฝึกเก็บสมุนไพรบนเขากับพี่ชายมาตั้งแต่เล็ก ข้าจะเอาสมุนไพรกลับมาฝากอาจารย์ให้เยอะ ๆ เลยเจ้าค่ะ”ซู่มินพูดเสียงใส พร้อมเอามือเล็กตบถุงวิเวทที่ข้างเอวอย่างน่ารัก เหว่ยจงเห็นท่าน่าเอ็นดูของศิษย์น้อยแล้วก็อดใจไม่ไหว กวักมือเรียกเด็กน้อยให้เดินมาหาแล้วอุ้มขึ้นมานั่งตัก“ศิษย์น้อย ในหุบเขาล้วนเต็มไปด้วยอันตราย เจ้าอย่าห่างจากกายศิษย์พี่ทั้งสองเป็นอันขาด เข้าใจหรือไม่”“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”เมื่อเอ่ยเตือนศิษย์รักทั้งสามเสร็จสิ้น เหว่ยจงก็ให้ทุกคนแยกย้ายกันกลับไปที่พักของตัวเอง อี้หานอุ้มซู่มินมาส่งที่หน้าถ้ำเหมือนเคย“ศิษย์น้องเล็กนอนหลับฝันดีนะ พรุ่งนี้ตอนสาย ๆ พวกเราขี่กระบี่เหินหาวไปซื้อของกินของใช้ที่จำเป็นด้วยกัน”ถานฟงเอ่ยปากชวนศิษย์น้องผู้ชอบเที่ยวอย่างรู้ใจ“ข้ารักศิษย์พี่ทั้งสองที่สุ๊ดด นอนหลับฝันดีเช่นกันเจ้าค่ะ”ซู่มินเอ่ยลาศิษย์พี่ทั้งสองอย่างน่ารัก แล้ววิ่งสลับกระโดดราวกับลูกกระต่ายเข้าไปในถ้ำของตัวเอง ในห้องนอนที่เงียบสงบ ร่างเล็กของซู่มินนั่งร่ายเวทอักขระโบราณสีม่วงทองอยู่บนเตียงนอน ที่มุมปากเล็กปรากฏรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ราวกับลูกหมาป่า “ต่อให้พวกเจ้ามีล้านเล่ห์เหลี่ยม ก็ใช่ว่าแย่งชิงของไปจากข้าได้ พวกมนุษย์โง่เง่า”เสวี่ยหยางในร่างเด็กน้อยผนึกเวทอักขระสร้างมิติลับใส่ถุงวิเวท แล้วนั่งซับพลังปราณฟ้าดินเข้าแก่นวิญญาณตามเดิม