เมื่อได้รับคำสัญญาจากผู้ใหญ่บ้าน หลินอวี่ก็รู้สึกดีใจอยู่ลึก ๆ ปัญหาเื่ไม้จึงคลี่คลายลงเพราะปู่หลัวผู้เป็ผู้ใหญ่บ้านเป็คนมีบารมี...และได้รับความเคารพนับถือ ทั้งยังดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านมาหลายปี การจะหาไม้จำนวนหนึ่งย่อมไม่ใช่เื่ยากเลย อีกอย่าง ตัวเขาเองก็จำเป็ต้องใช้เช่นกัน ดังนั้นคงไม่ทำแบบชุ่ย ๆ แน่นอน สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือการขายปลาและปูเหล่านี้ให้หมด เมื่อขายได้เงินแล้ว ก็จะสามารถเริ่มซื้อไม้มาซ่อมแซมบ้านได้
"เสี่ยวอวี่ ปู่หลัวกลับไปแล้วเหรอ?" เมื่อเห็นหลินอวี่กลับเข้าบ้าน หวังอวี่เฟินผู้เป็แม่ก็ถามขึ้นว่า "พวกเธอคุยอะไรกันบ้าง?"
"ผมให้ปู่หลัวช่วยซื้อไม้ครับ รอจนขายปลาพวกนี้หมดเราก็จะมีเงินมาซ่อมบ้าน เวลาเจอวันลมแรงแบบนี้ จะได้ไม่ต้องคอยอุดรูจนบ้านมืดทึบไปหมด" หลินอวี่ตอบ
พอได้ยินว่าจะซ่อมบ้าน หลินเหยาก็ะโโลดเต้นด้วยความดีใจ "ดีจังเลย จะซ่อมบ้านแล้ว ต่อไปเหยาเหยาก็จะได้นอนในบ้าน จะได้ไม่ต้องกังวลว่าจะโดนลมพัดอีก"
เมื่อเห็นลูกสาวร่าเริงและมีความสุข หวังอวี่เฟินก็พลอยดีใจไปด้วย "นั่นสิ บ้านหลังนี้ควรซ่อมได้แล้ว ตอนนี้เป็วันลมแรงยังพอทนได้ แต่ถ้าถึงหน้าหนาว ลมตะวันออกเฉียงเหนือพัดมา คงต้านไม่อยู่แน่ ๆ สองวันก่อนแม่ยังคิดเื่นี้อยู่เลย เพียงแต่แม่ไม่มีปัญญาหาเงิน ไม่นึกเลยว่าลูกชายของแม่จะแก้ปัญหานี้ได้ภายในวันเดียว"
ตอนนี้หวังอวี่เฟินรู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก
เื่ราวใน่ไม่กี่วันที่ผ่านมา ล้วนพิสูจน์ให้เห็นว่าลูกชายของเธอสามารถเป็ที่พึ่งพาได้แล้ว เหมือนกับที่เขาบอกว่าได้กลายเป็เสาหลักของบ้าน ลูกชายมีความสามารถขนาดนี้ ในฐานะคนเป็แม่ ย่อมต้องดีใจเป็ธรรมดา
"แต่เมื่อกี้ปู่หลัวบอกว่า ปลาและปูพวกนี้เอาไปขายที่ท่าเทียบเรือไม่ได้ เพราะกลัวคนอื่นจะอิจฉา แล้วลูกตั้งใจจะเอาไปขายที่ไหนล่ะ?"
หลินอวี่ยิ้มออกมาทันที
"เื่นี้ไม่ต้องห่วงครับ ผมตั้งใจจะเอาไปขายในเมือง! สองวันนี้เป็วันลมแรงและมีคลื่นหัวขาว ไม่มีเรือประมงออกทะเล ในเมืองต้องขาดแคลนปลาแน่นอน ถ้าผมเอาไปขายในเมือง ต้องได้ราคาดีแน่ ๆ "
หวังอวี่เฟินพยักหน้า "แต่ปลาและปูเยอะขนาดนี้เมืองสยงเย่ว์คงระบายของไม่หมด จะขายให้หมดภายในวันเดียวคงยากหน่อย!"
หลินอวี่ยิ้ม "ใครบอกว่าผมจะเอาไปขายที่เมืองสยงเย่ว์ล่ะครับ? เมืองสยงเย่ว์มีร้านอาหารน้อย กำลังซื้อของคนในเมืองมีจำกัด ปลาเยอะขนาดนี้ขายไม่หมดแน่นอน ผมตั้งใจจะไปเมืองอิงโข่ว ถึงระยะทางจะไกลหน่อย แต่สามารถขายปลาพวกนี้ได้หมด คุ้มที่จะเดินทางไปครับ"
"อะไรนะ? ลูกจะไปเมืองอิงโข่วเหรอ?" หวังอวี่เฟินใ
ระยะทางไปเมืองอิงโข่วนั้นไกลมาก ต่อให้ใช้เกวียนลา ขาเดียวก็ต้องใช้เวลาถึงหกถึงสิบสองชั่วโมง แล้วถ้าต้องขายปลาพวกนี้ให้หมด จะต้องใช้เวลานานแค่ไหน? ที่สำคัญที่สุดคือในยุคสมัยนี้ ระหว่างทางไม่ปลอดภัย หลายเส้นทางเป็ป่าเขาและทุ่งร้าง หากเกิดเื่อะไรขึ้นจะทำอย่างไร?
เมื่อคิดได้ดังนี้ หวังอวี่เฟินจึงคัดค้านทันที "มันไกลเกินไป แม่ไม่ยอมให้ลูกไปคนเดียวหรอก ไม่ปลอดภัย! อีกอย่าง บ้านเราก็ไม่มีเกวียนลา ลูกไปไม่ได้หรอก"
อย่าว่าแต่บ้านพวกเขาเลย ทั้งหมู่บ้านประมงมีเพียงบ้านผู้ใหญ่บ้านเท่านั้นที่มีลาหนึ่งตัว ซึ่งเป็รางวัลที่ได้รับจากกองการผลิตในสมัยนั้น ในยุคนี้ ลา ล่อ ม้า และวัว ล้วนเป็กำลังการผลิต ใครที่มีไว้ใน ชีวิตความเป็อยู่จะดีขึ้นจนใคร ๆ ต่างพากันอิจฉา
"แม่ครับ ถึงทางจะไกลหน่อยแต่คุ้มค่า ส่วนเื่ความปลอดภัยแม่ไม่ต้องกังวล ผมเดินทางตอนกลางวัน ไม่เดินกลางคืน พรุ่งนี้เช้าผมจะออกเดินทาง ต่อให้เดินช้าแค่ไหน บ่ายก็น่าจะถึง พอขายปลาหมด ถ้าดึกเกินไป ผมจะค้างคืนในเมืองหนึ่งคืนครับ"
"อีกอย่าง ปลาเยอะขนาดนี้ต้องรีบขาย เพราะมันคือความอยู่รอดของครอบครัวเราในอนาคต แม่คงไม่อยากให้พวกเราสามคนแม่ลูกต้องอาศัยอยู่ในบ้านพัง ๆ นี้ตอนหน้าหนาวหรอกนะครับ ไม่อย่างนั้นพวกเราคงหนาวตายแน่ ๆ "
หวังอวี่เฟินเงียบไป
สิ่งที่ลูกชายพูดคือความจริง เมื่อฤดูหนาวมาถึง บ้านหลังนี้ต้านลมตะวันออกเฉียงเหนือไม่ได้แน่นอน ถ้าไม่อยากหนาวตาย ก็ต้องรีบซ่อมบ้าน นี่เป็โอกาสครั้งสำคัญ เธอไม่สามารถรับประกันได้ว่าครั้งหน้าลูกชายจะหาปลาได้มากขนาดนี้อีกหรือไม่ และต่อให้หาได้ ก็ยังต้องเผชิญกับปัญหาเื่การนำไปขายอยู่ดี
"แม่วางใจเถอะครับ ผมโตแล้ว รู้จักระวังความปลอดภัย"
ด้วยความจำใจหวังอวี่เฟินจึงได้แต่พยักหน้าตกลง และกำชับลูกชายให้ระวังความปลอดภัยระหว่างทาง เมื่อรู้ว่าลูกชายต้องเดินทางแต่เช้าตรู่ในวันรุ่งขึ้น คืนนั้นเธอจึงนึ่งหมั่นโถวอีกหม้อหนึ่ง ใส่ถุงไว้ให้ลูกชายพกไปกินระหว่างทาง ส่วนหลินอวี่ ในคืนนั้นเขาได้ไปที่บ้านผู้ใหญ่บ้านอีกครั้งเพื่อขอยืมเกวียนลา เนื่องจากเป็เื่การซ่อมแซมบ้านของครอบครัว ผู้ใหญ่บ้านจึงไม่รีรอให้หลินอวี่ยืมเกวียนลาไปทันที
วันรุ่งขึ้น หลินอวี่ตื่นแต่เช้าตรู่
เขาให้อาหารลาก่อน จากนั้นจึงนำเกวียนมาต่อพ่วง ยกปลาที่จับได้ทั้งหมดขึ้นรถ แล้วใช้ฟางคลุมไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้เป็ที่สะดุดตาของผู้คนระหว่างทาง และป้องกันแมลงวันด้วย
"เสี่ยวอวี่ ลูกต้องระวังความปลอดภัยนะ ต่อให้ขายไม่หมดก็ไม่เป็ไร ขอแค่กลับมาอย่างปลอดภัยก็พอ" หวังอวี่เฟินกำชับด้วยั์ตาคลอเบ้า พร้อมกับยัดหมั่นโถวที่เตรียมไว้ใส่มือหลินอวี่
ลูกเดินทางไกล แม่ย่อมกังวล หลินอวี่โตมาจนป่านนี้ นี่เป็ครั้งแรกที่เขาต้องจากเธอไปไกลขนาดนั้น ใจของเธอจึงรู้สึกกระวนกระวาย
"แม่วางใจเถอะครับ รอผมกลับมานะ" หลินอวี่ขึ้นเกวียนลา สะบัดแส้ แล้วค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกจากลานบ้าน
"พี่คะ รีบกลับมานะ เหยาเหยารอพี่อยู่ที่บ้าน!" หลินเหยาวิ่งตามออกมา ยืนอยู่ที่หน้าประตูบ้าน มองดูหลินอวี่ขับเกวียนลาจากไปจนเกือบจะร้องไห้ มือเล็ก ๆ สองข้างถูไปมาอย่างทำตัวไม่ถูก
"ได้เลย เดี๋ยวพี่กลับมาจะซื้อของอร่อย ๆ มาฝาก เหยาเหยาอยู่ที่บ้านต้องเชื่อฟังแม่นะ..."
เกวียนลาค่อย ๆ เคลื่อนไปข้างหน้า ล้อรถเก่า ๆ ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดบนถนนดินที่ขรุขระ ราวกับผู้เฒ่าที่กำลังฮัมเพลงเล่าเื่ราวของกาลเวลา สองข้างทางเป็ทุ่งร้างกว้างสุดลูกหูลูกตา หญ้าป่าที่ขึ้นหนาทึบไหวเอนเบา ๆ ตามลมยามเช้า ราวกับกำลังเต้นระบำอย่างอ่อนช้อย
ปลายยอดหญ้ามีหยาดน้ำค้างใสเกาะอยู่ สะท้อนแสงระยิบระยับ ในระยะไกลมีต้นป๊อปลาร์สูงใหญ่ตั้งตระหง่าน กิ่งก้านเริ่มผลิใบสีเขียวอ่อน ส่งเสียงสวบสาบตามแรงลม ราวกับกำลังกระซิบกระซาบกัน บางครั้งมีกระต่ายป่าสองสามตัวะโออกมาจากพุ่มหญ้า วิ่งหายลับไปในพงหญ้าอย่างร่าเริง
รอบกายแทบไม่มีร่องรอยของผู้คน มีเพียงหลินอวี่และลาที่เดินหน้าไปอย่างเงียบ ๆ บางครั้งเมื่อผ่านหมู่บ้านเล็ก ๆ ก็พบว่าเงียบเหงา บ้านเก่า ๆ ไม่กี่หลังตั้งกระจัดกระจายอยู่ริมทาง ปล่องไฟไม่มีควันลอยขึ้นมา ราวกับถูกกาลเวลาลืมเลือน บนถนนนาน ๆ ครั้งถึงจะเจอคนเดินเท้าสักคนสองคน ซึ่งต่างก็รีบเร่งเดินทาง ไม่พูดจาต่อกัน และเดินสวนกันไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงัดที่ปกคลุมไปทั่ว
สภาพแวดล้อมเช่นนี้ การเดินทางเพียงลำพังย่อมทำให้รู้สึกไม่สบายใจ โชคดีที่ตลอดทางไม่มีอันตรายใด ๆ จนกระทั่งเวลาบ่ายสามโมง หลินอวี่ก็เดินทางถึงเมืองอิงโข่วได้อย่างราบรื่น
เมืองอิงโข่วในขณะนี้ เห็นได้ชัดว่าใหญ่กว่าเมืองสยงเย่ว์มาก และมีความคึกคักมีชีวิตชีวากว่า ถนนแม้จะแคบแต่สะอาดสะอ้าน สองข้างทางมีอาคารบ้านเรือนตั้งเรียงรายอย่างเป็ระเบียบ
บ้านอิฐที่เต็มไปด้วยร่องรอยของกาลเวลา ผนังบางส่วนหลุดล่อน กระเื้ัคาสะท้อนแสงแดดเป็สีเทาอมเขียวจาง ๆ ร้านค้าตามท้องถนนตั้งติดกันเป็แถว ป้ายไม้ไกวเบา ๆ ตามลม ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเล็กน้อย หน้าร้านขายของชำมีสินค้าอุปโภคบริโภคมากมาย ั้แ่แก้วน้ำเคลือบอีนาเมล ไฟฉาย ไปจนถึงผ้าหลากสีสัน มีครบทุกอย่างจนหลินอวี่ตาลาย
ตามตรอกซอกซอย เห็นผู้คนปั่นจักรยานผ่านไปมาอย่างรีบเร่ง เสียงกระดิ่งจักรยานดังกรุ๊งกริ๊ง เด็ก ๆ วิ่งเล่นหัวเราะร่าในซอย วิ่งไล่จับลูกขนไก่เก่า ๆ หรือห่วงเหล็กทำเอง ส่วนผู้สูงอายุนั่งบนม้านั่งตัวเล็กหน้าบ้านตากแดดรับลม ในมือถือพัดใบตาล บ้างก็เดินหมากรุก บ้างก็คุยเื่สัพเพเหระในครอบครัวหรือเื่ราวระดับประเทศ
หลินอวี่ขับเกวียนลาต่อไปอีกระยะหนึ่ง จนพบจุดที่มีผู้คนพลุกพล่าน สองข้างทางมีแผงลอยหลายร้าน มีทั้งขายผักสด ๆ ที่ยังมีกลิ่นดินหอมกรุ่น ผักปวยเล้งสีเขียว มะเขือเทศสีแดงสด มันฝรั่งลูกกลม ๆ กองเป็ูเาเล็ก ๆ มีร้านขายเนื้อ บนเขียงมีเนื้อหมูที่ยังมีเืซึม คนขายเนื้อกวัดแกว่งมีดคมกริบหั่นเนื้ออย่างชำนาญ และยังมีร้านขายเหลียงผีกับบะหมี่ตั้นตั้น...
หลินอวี่มองไปรอบ ๆ และพบว่าไม่มีใครขายปลาจริง ๆ ด้วย ในวันลมแรง เรือประมงไม่ออกทะเล จึงไม่มีปลาเข้าสู่ตลาด นี่แหละคือโอกาสทองในการขายปลาและปู
เขาหาที่ว่างที่หนึ่ง จอดเกวียนลาให้เรียบร้อย จากนั้นเปิดฟางที่คลุมไว้ เด็กหนุ่มร่างผอมยืนขึ้นบนเกวียนลาแล้วะโเรียกเสียงดังลั่น "คนจากทิศใต้ คนจากทิศเหนือ หยุดดูก่อนครับ หยุดดูก่อน! ปลาเหลืองสด ๆ ปูทะเลเนื้อตัวใหญ่ ปูดอก ราคาถูก ขายถูก ๆ ใครมาก่อนได้ก่อนครับ"
"เดินผ่านไปมา อย่าพลาดนะครับ คุ้มค่าแน่นอน ซื้อแล้วไม่ขาดทุน ไม่โดนหลอก ปลาสด ๆ มาแล้วครับ..." เสียงะโของหลินอวี่ดึงดูดความสนใจของผู้คนได้ทันที เพราะใน่สองวันที่ผ่านมาเป็วันลมแรง ในตลาดไม่มีปลาขายเลย และราคาปลาก็พุ่งสูงขึ้นหลายเหมา
เมื่อทุกคนเห็นปลาจวดเหลืองใหญ่ที่วางอยู่ในลอบดักปลาบนเกวียนลา ก็ตาเป็ประกายทันที มีคนเข้ามาถามราคา "ไอ้หนู ปลาตัวนี้ดูดีนะ เพิ่งจับมาใหม่ ๆ หรือเปล่า? ราคาเท่าไหร่?"
"พี่ครับ สดมากเลย เพิ่งจับมาวันนี้เอง ไม่เชื่อพี่ลองดูสิครับ" หลินอวี่หยิบปลาตัวหนึ่งยื่นให้ ปลาเหลืองที่เก็บไว้คืนเดียวกับที่เพิ่งจับมาวันนี้ ความจริงแล้วแทบไม่มีความแตกต่างกันเลย มองไม่ออกแน่นอน
เมื่อเห็นว่าชายคนนั้นดูไม่ออก หลินอวี่จึงพูดต่อ "ซื้อสักตัวเถอะครับ จินละสามเหมา ซื้อกลับไป จะนึ่งหรือตุ๋นก็อร่อยทั้งนั้น"
"สามเหมาเลยเหรอ?"
"โอ้โห แพงไปหน่อยนะ ปกติแค่สองเหมาเอง"
"พี่ชายครับ ตอนนี้มันวันลมแรง เรือประมงออกท่าเทียบเรือไม่ได้ พี่ดูสิในตลาดมีปลาขายที่ไหนบ้าง? นี่คือปลาที่เสี่ยงชีวิตจับมาได้ จะไม่แพงได้ยังไงครับ? อีกอย่าง พี่ดูเป็คนมีฐานะ เื่แค่หนึ่งเหมา จะเป็ปัญหาได้ยังไงกันครับ?"
"เฮ้ย... ไอ้หนูนี่ตาคมแฮะ มองคนแม่นจริง ๆ เห็นแก่ที่ตาคมมองคนแม่นปลาตัวนี้ฉันเอา!" ชายคนนั้นยิ้มแก้มปริ พร้อมกับทำท่าภูมิใจต่อหน้าผู้คนรอบข้าง
หลินอวี่รีบใช้ตาชั่งเก่าที่ยืมมาจากบ้านผู้ใหญ่บ้าน เกี่ยวปลาขึ้นมาชั่งน้ำหนัก "ทั้งหมดหกจินสองเหลี่ยง หนึ่งหยวนแปดเหมาหกเฟิน ผมลดเศษให้ เหลือหนึ่งหยวนถ้วนครับ"
พูดจบ เขาก็หยิบเชือกฟางมาม้วนเป็เส้น สอดเข้าไปในปากปลาตามตะขอชั่ง แล้วผูกปมอย่างชำนาญก่อนจะยื่นปลาให้ ชายคนนั้นหยิบเงินออกมานับทีละเหมาจนครบ แล้วส่งให้หลินอวี่ จากนั้นก็หิ้วปลาเดินกลับบ้านด้วยความพึงพอใจ
"ปลาตัวนี้ดูดีจริง ๆ ตัวใหญ่ เนื้อแน่น แต่แพงไปนิดนะ" ผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาพูด
ผู้หญิงคนนี้ดูเป็แม่บ้านที่เข้าครัวบ่อย ย่อมมีความรู้เื่ปลา เนื้อ และไข่เป็อย่างดี แต่ผู้หญิงแบบนี้มักจะเข้มงวดเื่การใช้จ่าย ประหยัดมัธยัสถ์ ของที่แพงเกินไปเธอมักจะไม่ซื้อ
"พี่สาวครับ มันขึ้นอยู่กับว่าพี่อยากกินตอนนี้ไหม ตอนนี้วันลมแรงติดต่อกันสองวันแล้ว และอาจจะลากยาวไปถึงหกเจ็ดวันเลย ถ้าพี่รีบกิน ผมแนะนำให้ซื้อตอนนี้เลย เพราะอีกไม่กี่วันข้างหน้าอาจจะแพงกว่านี้ แต่ถ้าพี่ไม่รีบ ก็รอให้วันลมแรงผ่านไปก่อน แล้วราคาปลาก็จะลดลงมาเองครับ"
ผู้หญิงคนนั้นนิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจให้หลินอวี่ชั่งปลาให้ตัวหนึ่ง ช่วยไม่ได้ วันนี้สามีของเธอเลี้ยงข้าว ถ้าบนโต๊ะไม่มีปลาเลยสักตัว คงจะดูไม่ดี
จนกระทั่งฟ้ามืด ปลาและปูทั้งหมดที่หลินอวี่นำมา ยกเว้นปลาอินทรีตัวใหญ่ตัวนั้น ถูกขายออกไปจนหมด เพราะเป็วันลมแรง ตลาดไม่มีของ ต่อให้แพงขึ้นนิดหน่อยก็ยังขายหมดอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นว่าเหลือเพียงปลาอินทรีตัวใหญ่ หลินอวี่ก็ยกยิ้มที่มุมปาก หลังจากเก็บของเรียบร้อย เขาก็สอบถามเส้นทางไปร้านอาหารของรัฐจากคนแถวนั้น แล้วขับเกวียนลามุ่งหน้าไปทันที