น้องเมีย..ที่รัก (เรื่องเสียวสำหรับคนรักน้องเมีย)

    น้องกิ๊ฟ 4: ใต้เบาะรถตู้


    บรรยากาศบริเวณศูนย์จัดแสดงสินค้านานาชาติประจำจังหวัดค่อยๆ เงียบสงบลงเมื่อถึงเวลาปิดงาน นิทรรศการแสดงสินค้าเทคโนโลยีบ้านอัจฉริยะ 'Smart Home Solutions' ประจำปีปิดฉากลงอย่างงดงาม บูธของบริษัทที่เคยจัดแสดงระบบ AI อัจฉริยะล้ำสมัย บัดนี้เหลือเพียงพนักงานที่ช่วยกันจัดเก็บอุปกรณ์และรื้อถอนโครงสร้างอย่างขะมักเขม้น ยอดสั่งจองที่ทะลุเป้าหมายทำให้ทุกคนมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า แม้ดวงตาจะฉายแววเหนื่อยล้าจากการยืนต้อนรับลูกค้ามาตลอดทั้งวันก็ตาม เสียงพนักงานตะโกนประสานงานและเสียงเก็บของดังก้องไปทั่วบริเวณ เป็นความวุ่นวายที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความสำเร็จ

    นนท์ ในฐานะผู้จัดการฝ่ายขายระดับภูมิภาค ยืนสั่งการอยู่หน้าบูธ ร่างสูงโปร่งในชุดสูทสากลคัตติงเนี้ยบสีกรมท่ายังคงดูเรียบกริบไม่ต่างจากตอนเช้า เขาสั่งการให้ทีมช่างเทคนิคทยอยจัดเก็บเซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์จำลองลงกล่องอย่างเป็นระบบ ใบหน้าหล่อเหลาเรียบนิ่งและน้ำเสียงทุ้มต่ำจริงจังเป็นภาพจำที่ลูกน้องคุ้นเคย เจ้านายมาดขรึมผู้เจ้าระเบียบและทำงานอย่างมืออาชีพเสมอ ไม่เคยมีใครกล้าตั้งคำถามหรือสงสัยในการตัดสินใจของเขา

    ไม่ไกลออกไปนัก กิ๊ฟ หญิงสาวในชุดทำงานสุดคล่องตัว เสื้อเชิ้ตสีขาวพอดีตัวและกางเกงสแล็กสีดำทรงเข้ารูปเน้นช่วงขาเรียวยาว กำลังก้มหน้าก้มตาจัดเรียงเอกสารสัญญาและโบรชัวร์ลงลังพลาสติกใส ไรเหงื่อบางๆ ผุดพรายตามกรอบหน้าหวาน ผมยาวรวบเป็นหางม้าแกว่งไกวตามจังหวะขยับตัว เธอระบายลมหายใจยาวด้วยความโล่งอกที่งานใหญ่ผ่านพ้นไปด้วยดี แม้ความเมื่อยล้าจะเริ่มเล่นงานช่วงน่องและแผ่นหลัง แต่ริมฝีปากบางก็ยังแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ

    จังหวะที่กิ๊ฟยืดตัวขึ้นและปัดมือไล่ฝุ่น ร่างสูงของนนท์ก็ก้าวเข้ามาหยุดยืนตรงหน้า กลิ่นน้ำหอมแนวสปอร์ตผสมกลิ่นกายเฉพาะตัวของเขาโชยมาแตะจมูก มันเป็นกลิ่นที่ทำให้หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะเสมอ กลิ่นที่ชวนให้นึกถึงอ้อมกอดรัดรึงและลมหายใจร้อนผ่าวของเขาเมื่อคืนนี้

    "ยอดจองระบบรักษาความปลอดภัยของโซน B สรุปเรียบร้อยแล้วใช่ไหมกิ๊ฟ" นนท์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบเป็นทางการอย่างที่ผู้จัดการพึงมีต่อใต้บังคับบัญชา

    ทว่านัยน์ตาสีเข้มของเขาที่ทอดมองลงมากลับไม่ได้ว่างเปล่าเหมือนน้ำเสียง มันแฝงประกายวับวาวที่สื่อความหมายลึกซึ้ง แววตานั้นทำให้กิ๊ฟนึกย้อนไปถึงสัมผัสเร่าร้อนและลมหายใจที่สอดประสานกันในห้องพักโรงแรม ความทรงจำวาบหวามแล่นปราดเข้ามาในหัวจนพวงแก้มใสซับสีระเรื่ออย่างห้ามไม่อยู่ ภาพที่เขาคร่อมทับอยู่เหนือร่างและเสียงครางทุ้มต่ำข้างหูยังคงแจ่มชัดราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่นาทีก่อน

    "เรียบร้อยแล้วค่ะบอส กิ๊ฟแยกแฟ้มไว้ต่างหากแล้ว รออัปโหลดเข้าระบบตอนกลับถึงออฟฟิศค่ะ" กิ๊ฟพยายามปรับเสียงให้เป็นปกติที่สุด แม้จะรู้สึกว่าก้อนเนื้อในอกซ้ายเต้นรัวจนแทบทะลุสาบเสื้อเชิ้ต เธอไม่กล้าสบตาเขาตรงๆ นานนัก กลัวว่าสายตาตัวเองจะเปิดเผยความลับที่ซ่อนอยู่

    นนท์พยักหน้ารับช้าๆ มุมปากหยักยิ้มบางเบาจนแทบสังเกตไม่เห็น "ดีมาก เหนื่อยหน่อยนะวันนี้ ไปเก็บของส่วนตัวซะ รถตู้จอดสแตนด์บายที่ลานจอดแล้ว เราจะกลับกรุงเทพฯ กันเลย ผมอยากให้ทุกคนได้พักผ่อนเร็วๆ"

    "ค่ะบอส" กิ๊ฟรับคำสั้นๆ ก่อนรีบหมุนตัวเดินไปหยิบกระเป๋าสะพายเพื่อซ่อนใบหน้าร้อนผ่าวจากสายตาคมกริบ การต้องสวมหน้ากากเป็นลูกน้องที่แสนดีต่อหน้าคนอื่น ทั้งที่เพิ่งมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งร่วมกันมา ช่างเป็นเรื่องท้าทายทักษะการเก็บอารมณ์เหลือเกิน ยิ่งเห็นเขาวางมาดนิ่งเฉยได้แนบเนียนขนาดนั้น เธอก็ยิ่งหมั่นไส้ระคนชื่นชมในความแนบเนียนของเขา

    ใช้เวลาไม่นาน ทีมงานฝ่ายขายและช่างเทคนิครวมเจ็ดชีวิตก็ลากกระเป๋าเดินทางมาถึงลานจอดรถ รถตู้วีไอพีสีดำคันใหญ่จอดติดเครื่องรออยู่แล้ว ประตูสไลด์อัตโนมัติเปิดกว้างต้อนรับพนักงานที่ต่างมีสภาพอิดโรย ท่าทางการเดินที่เหนื่อยล้าบ่งบอกถึงขีดจำกัดของร่างกายที่ถูกใช้งานมาอย่างหนักตลอดหลายวัน

    "ใครจะนอนก็นอนได้เลยนะครับ แอร์เย็นๆ เบาะนุ่มๆ ตื่นอีกทีก็สาทรเลย วันนี้ผมจะขับนิ่มๆ ให้หลับสบายยาวๆ" คนขับรถเอ่ยทักทายอย่างอารมณ์ดี

    ทุกคนทยอยขึ้นรถและเลือกที่นั่ง นนท์ในฐานะหัวหน้าทีมก้าวขึ้นไปนั่งเบาะหน้าคู่คนขับซึ่งเป็นตำแหน่งประจำ ส่วนกิ๊ฟเลือกนั่งเบาะเดี่ยวแถวแรกที่อยู่หลังเบาะของนนท์พอดี เบาะวีไอพีกว้างขวางหุ้มหนังสีครีมนุ่มสบายช่วยโอบรับร่างกายที่แสนล้า กิ๊ฟปรับเอนพนักพิงลงเล็กน้อย วางกระเป๋าไว้บนตัก และดึงผ้าห่มผืนบางขึ้นมาคลุมช่วงขาเพื่อกันลมเย็นจากเครื่องปรับอากาศ

    เมื่อรถตู้ออกตัวมุ่งหน้าสู่ถนนสายหลักเพื่อกลับกรุงเทพฯ บรรยากาศในห้องโดยสารก็เริ่มเงียบสงบลง ลมแอร์เย็นฉ่ำปะทะผิวหน้าจนเริ่มชาน้อยๆ เสียงล้อบดถนนยางมะตอยสม่ำเสมอกับเพลงป๊อปจังหวะสบายที่เปิดคลอเบาๆ ช่วยกล่อมให้ทุกคนผ่อนคลาย พนักงานแต่ละคนเริ่มเอนเบาะหลับตาลงทีละคน เสียงพูดคุยในตอนแรกค่อยๆ เงียบลง แทนที่ด้วยเสียงลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ

    ผ่านไปครึ่งชั่วโมง ความเงียบก็เข้าปกคลุมห้องโดยสารอย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อนร่วมงานข้างตัวกิ๊ฟหลับสนิทจนคอพับ แสงแดดยามบ่ายสาดผ่านหน้าต่างเข้ามาสลัวๆ ชวนให้อ่อนเพลีย แต่กิ๊ฟกลับเอนศีรษะพิงพนัก ดวงตากลมโตเหม่อมองทิวทัศน์นอกหน้าต่างที่แล่นผ่านไปอย่างรวดเร็ว เธอไม่ได้รู้สึกง่วงนอน อาจเป็นเพราะความตื่นเต้นลึกๆ ที่ยังคงตกค้างอยู่ในใจ และกลิ่นน้ำหอมของนนท์ที่ลอยมาตามช่องแอร์ก็คอยปั่นป่วนประสาทสัมผัสของเธอตลอดเวลา

    ทันใดนั้น หางตาของเธอก็เหลือบไปเห็นความเคลื่อนไหวจากด้านหน้า นนท์ขยับตัวปรับกระจกมองหลังตรงเพดานรถ กระจกบานเล็กถูกปรับองศาให้สะท้อนภาพหน้าเธอแทนที่จะเป็นถนนด้านหลังรถตามปกติ

    เมื่อเธอมองไปยังกระจกบานนั้น ดวงตาก็สบเข้ากับนัยน์ตาสีเข้มของเขาพอดี

    นนท์จ้องมองสบตาราวกับจะส่งสัญญาณบางอย่างท่ามกลางความเงียบ สายตาของเขานิ่งลึกจนกิ๊ฟรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งตัว เขาจ้องมองเธอครู่หนึ่งก่อนจะละสายตาไปเช็กกระจกข้าง เพื่อให้แน่ใจว่าคนขับรถกำลังเพ่งสมาธิไปที่ถนนและไม่ได้สนใจสิ่งรอบตัว

    จากนั้น นนท์ก็ขยับตัวถอดสูทสีกรมท่าออกอย่างเงียบเชียบ รูปร่างกำยำในเสื้อเชิ้ตสีขาวพอดีตัวปรากฏแก่สายตา มือหนาจับคอเสื้อสูทพาดคลุมพนักพิง ปล่อยชายเสื้อทิ้งตัวปิดช่องว่างระหว่างเบาะหน้ากับเบาะของเธอจนมิดชิด ราวกับจงใจสร้างม่านบังตาปิดกั้นทัศนวิสัยไม่ให้ใครเห็นสิ่งที่อยู่ด้านล่าง

    กิ๊ฟมองการกระทำนั้นด้วยหัวใจที่เริ่มเต้นระรัว เธอรู้ดีว่าเขาไม่ได้ถอดสูทเพราะความร้อนแน่ๆ สมองเริ่มจินตนาการเตลิดถึงสิ่งซุกซนที่เขากำลังจะเริ่ม ลมหายใจของเธอเริ่มติดขัด

    และสิ่งที่เธอคาดคิดก็เป็นจริง...

    ผ่านไปเพียงไม่กี่อึดใจ กิ๊ฟก็สัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหวใต้ชายเสื้อสูทผืนหนา นนท์ไม่ได้เอนหลังพิงเบาะ แต่เขากลับเอียงตัวเล็กน้อยและสอดแขนข้ามช่องว่างข้างเบาะตรงดิ่งมายังตักของเธออย่างเงียบเชียบ แขนเสื้อเชิ้ตที่พับขึ้นถึงศอกเสียดสีกับเบาะหนังจนแทบไม่ได้ยินเสียง

    กิ๊ฟสะดุ้งเฮือก ร่างเกร็งโดยอัตโนมัติเมื่อฝ่ามือหนาที่คุ้นเคยทาบทับลงบนหลังมือของเธอใต้ผ้าห่มผืนบาง ความร้อนจากฝ่ามือของเขาแผ่ซ่านผ่านผิวหนังเข้ามา ทำเอาขนอ่อนตามร่างกายลุกซู่ ความเย็นฉ่ำของแอร์ไม่อาจต้านทานความร้อนรุ่มที่สัมผัสนั้นมอบให้ได้เลย

    เธอสะดุ้งจนเกือบชักมือกลับ แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าการขยับตัวแรงๆ อาจทำให้เพื่อนร่วมงานตื่น หรือทำให้คนขับรถสงสัย เธอจึงต้องบังคับตัวเองให้นั่งนิ่งและระวังตัวที่สุด

    "อ๊ะ..." กิ๊ฟเผลอหลุดเสียงครางแผ่วในลำคอ แต่ก็รีบเม้มปากแน่นทันที หัวใจเต้นระทึกจนกลัวเสียงตึกตักจะดังแข่งกับเสียงดนตรีหน้ารถ

    นนท์ไม่ได้หยุดเพียงแค่การแตะสัมผัส เขาค่อยๆ สอดปลายนิ้วเข้าประสานกับนิ้วเรียวของเธออย่างเชื่องช้า อ้อยอิ่ง ราวกับกำลังหยอกล้อ นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยเบาๆ ที่หลังมือ สลับกับคลึงเคล้นข้อต่อนิ้วอย่างเอาแต่ใจ สัมผัสวาบหวามสั่นประสาทจนกิ๊ฟตัวชา ความรู้สึกปั่นป่วนเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน

    กิ๊ฟพยายามปรับลมหายใจสั่นพร่า หันไปมองที่กระจกมองหลังอีกครั้งและพบว่านนท์กำลังจ้องมองเธออยู่เช่นกัน นัยน์ตาของเขาพราวระยับ มุมปากหยักยิ้มเจ้าเล่ห์ที่เธอไม่เคยเห็นเวลาทำงาน มันเป็นรอยยิ้มของผู้ชายที่กำลังสนุกกับการหยอกเย้าและตักตวงความสุขจากความตื่นตระหนกของเธอ

    'คนบ้า... นี่มันบนรถตู้บริษัทนะ' กิ๊ฟก่นด่าเขาในใจ เธอกัดริมฝีปากตัวเองเพื่อระงับความเสียวซ่าน แต่ก็ไม่กล้าสะบัดมือออก เพราะกลัวว่าการเคลื่อนไหวจะทำให้เสื้อสูทที่บังอยู่ขยับเปิดเผยความลับ หากมีใครตื่นมาเห็นเข้า อนาคตการทำงานคงดับวูบลงแน่ๆ

    เมื่อเห็นว่ากิ๊ฟยอมจำนน นนท์ก็ยิ่งได้ใจ เขาบีบกระชับมือของเธอแน่นขึ้น ก่อนจะค่อยๆ เลื่อนมือหนาลูบไล้สูงขึ้นมาถึงต้นขาด้านในของเธออย่างถือวิสาสะ

    ความร้อนจากฝ่ามือใหญ่ทะลุผ่านกางเกงสแล็กสีดำเข้าสู่ผิวเนื้ออ่อนนุ่ม เธอสะดุ้งตัวโยน คราวนี้ความรัญจวนใจตีตื้นขึ้นจนถึงช่องท้อง นนท์ไม่ได้แค่วางมือไว้เฉยๆ แต่เขาเริ่มออกแรงบีบเค้นต้นขาของเธอเบาๆ เป็นจังหวะ ราวกับนวดเฟ้นผ่อนคลาย แต่ความจริงมันคือการปลุกเร้าอารมณ์อย่างร้ายกาจ

    "อื้ม..." กิ๊ฟเม้มริมฝีปากล่างแน่นจนเกือบห้อเลือดเพื่อสะกดกลั้นเสียงคราง เธอหลับตาปี๋ สัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะท้านที่ก่อตัวลึกสุดใจ

    ฝ่ามือของนนท์ช่างร้ายกาจ เขาเลื่อนมือลูบไล้ไปตามความยาวของต้นขาเรียว จากหัวเข่าขึ้นมาถึงหน้าขา แล้วก็วนกลับไปที่เดิมซ้ำๆ น้ำหนักมือที่กดลงมาสลับกับการลูบไล้แผ่วเบาสร้างความเสียวซ่านแผ่ซ่านไปทั่วร่าง ความชื้นแฉะเริ่มก่อตัวขึ้นที่กลางกายสาวอย่างห้ามไม่ได้ มันเป็นความรู้สึกปั่นป่วนชวนใจสั่น

    กิ๊ฟต้องพยายามอย่างหนักที่จะบังคับใบหน้าให้เป็นปกติ เธอหันไปมองนอกหน้าต่าง ทำทีว่ากำลังชมวิวทิวทัศน์ยามเย็นที่เริ่มมืดสลัว ทั้งที่จริงๆ แล้ว ทิวทัศน์เบื้องหน้าพร่ามัวไปหมด สิ่งเดียวที่เธอรับรู้ได้ชัดเจนคือสัมผัสร้อนผ่าวที่ไต่ตอมอยู่บนหน้าขา

    หัวใจของกิ๊ฟเต้นกระหน่ำรัวเร็ว เหงื่อเริ่มซึมชื้นตามฝ่ามือทั้งที่แอร์เย็นเฉียบ ความตื่นเต้นปนหวาดเสียวว่าคนอื่นจะรู้ทวีความรัญจวนใจขึ้นเป็นเท่าตัว ยามมือหนาลูบไล้เฉียดใกล้จุดอ่อนไหว เธอแทบหยุดหายใจ ทุกครั้งที่รถตกหลุมหรือเบรกกะทันหัน มือของนนท์จะกดน้ำหนักลงมาแรงขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ และนั่นก็ทำให้กิ๊ฟเกร็งหน้าท้องจนปวดมวน สะโพกมนขยับเบียดหาฝ่ามือร้อนช้าๆ โดยไม่รู้ตัวเพื่อตอบรับสัมผัสจากเขา

    'หยุดเถอะค่ะบอส... กิ๊ฟจะไม่ไหวแล้วนะ' เธอส่งสายตาเว้าวอนผ่านกระจกมองหลัง หวังว่าเขาจะรับรู้ถึงความทรมานแสนหวานนี้และยอมปล่อยมือ

    แต่นนท์ดูเหมือนจะไม่ยอมหยุดง่ายๆ เขายังคงสัมผัสอ้อยอิ่งอยู่เนิ่นนาน ราวกับกำลังเสพติดร่างกายของเธอ แม้จะไม่ได้สัมผัสจุดสงวนโดยตรง แต่เพียงแค่นี้ก็ทำให้กิ๊ฟรู้สึกเหมือนตัวจะหลอมละลายคาเบาะรถตู้ ความเสียวซ่านสะสมจนถึงขีดสุดเมื่อปลายนิ้วของเขาเฉียดผ่านเนินเนื้อนุ่มผ่านกางเกงสแล็ก

    ในที่สุด เมื่อแสงอาทิตย์ลับขอบฟ้า แสงไฟสลัวจากข้างทางก็สาดผ่านกระจกเข้ามา รถตู้เริ่มเข้าสู่เขตตัวเมืองกรุงเทพมหานคร การจราจรติดขัดทำลายบรรยากาศความเงียบสงบลง เสียงแตรรถและเครื่องยนต์ภายนอกดังลอดเข้ามาเป็นระยะ

    คนขับรถเปิดวิทยุรายงานข่าวการจราจร เสียงเพลงโฆษณาทำให้เพื่อนร่วมงานทยอยตื่นขึ้นมาบิดขี้เกียจ เสียงพูดคุยพึมพำเริ่มดังขึ้นรอบตัว

    จังหวะนั้นเอง นนท์ก็ค่อยๆ ถอนมือออกจากต้นขาของกิ๊ฟอย่างนุ่มนวล เขาเกลี่ยหลังมือเธอเป็นครั้งสุดท้ายราวกับจะฝากรอยประทับ ก่อนดึงมือกลับไปฝั่งตนเองอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ ความร้อนรุ่มอันตรธานหายไปทันที ทิ้งไว้เพียงความรู้สึกวูบโหวงและการเรียกร้องลึกๆ ในใจ

    กิ๊ฟระบายลมหายใจยาว แสร้งขยับตัวจัดท่าทาง พับผ้าห่มเก็บให้เรียบร้อยเพื่อกลบเกลื่อนรอยยับย่นบนกางเกงสแล็ก ก่อนลอบมองกระจกมองหลังอีกครั้ง นนท์นั่งหลังตรงพิงเบาะ ใบหน้าเรียบเฉยราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เจ้านายมาดขรึมคนเดิมกลับมาทำหน้าที่อีกครั้ง ราวกับผู้ชายที่ลูบไล้ขาเธอจนแทบคลั่งเมื่อครู่เป็นคนละคนกัน

    "เอาล่ะครับ ใกล้ถึงออฟฟิศแล้ว เตรียมตัวเก็บของกันได้เลย รถติดนิดหน่อยแต่ไม่เกินสิบนาทีถึงแน่นอน" เสียงคนขับรถเอ่ยขึ้น

    เพียงไม่นาน รถตู้วีไอพีสีดำก็เลี้ยวเข้าสู่ลานจอดรถหน้าตึกบริษัทสูงตระหง่านย่านสาทร นาฬิกาบอกเวลาสองทุ่มกว่า บรรยากาศรอบออฟฟิศค่อนข้างเงียบเหงา แสงไฟจากถนนและป้ายบริษัทสะท้อนกระจกอาคารดูเยือกเย็น

    เมื่อรถจอดสนิท ประตูสไลด์อัตโนมัติเปิดออก ทีมงานต่างหอบหิ้วสัมภาระและทยอยลงจากรถด้วยท่าทางอิดโรย ทุกคนอยากรีบกลับบ้านไปพักผ่อน ไม่มีใครสังเกตเห็นความผิดปกติระหว่างผู้จัดการหนุ่มกับลูกน้องสาวเลยแม้แต่น้อย

    กิ๊ฟสะพายกระเป๋าและถือลังเอกสารขนาดเล็กก้าวลงจากรถเป็นคนสุดท้าย นนท์ซึ่งก้าวลงไปยืนรออยู่ก่อนแล้วหันกลับมามอง เขายื่นมือมารับลังเอกสารไปถือไว้เองตามสไตล์สุภาพบุรุษ

    "เดี๋ยวผมช่วยถือ" เอ่ยเสียงเรียบ

    "ขอบคุณค่ะ" กิ๊ฟตอบรับเบาๆ ก้มหน้าหลบสายตา

    นนท์เดินนำกิ๊ฟไปที่รถยุโรปคันหรูของเขาที่จอดอยู่ไม่ไกล เขาเปิดกระโปรงท้ายรถเพื่อใส่กล่องเอกสารลงไป ก่อนหันกลับมาหากิ๊ฟพร้อมหยิบแท็บเล็ตส่วนตัวขึ้นมาเปิดหน้าจอที่สว่างวาบในความมืดสลัว

    "นี่ครับ รายงานยอดจองทั้งหมดของวันนี้ ผมสรุปข้อมูลคร่าวๆ ไว้แล้ว คุณเอาไปเช็กความถูกต้องอีกรอบนะ แล้วพรุ่งนี้เช้าค่อยเข้ามารายงานผมที่ห้อง" นนท์ยื่นแท็บเล็ตส่งให้กิ๊ฟ

    กิ๊ฟรับแท็บเล็ตมาถือไว้ แต่ในจังหวะที่ปลายนิ้วแตะขอบเครื่อง นนท์จงใจลากนิ้วผ่านหลังมือเธอช้าๆ สัมผัสแผ่วเบานั้นทิ้งความร้อนผ่าวไว้บนผิวเนื้ออย่างชัดเจน ราวกับสะเก็ดไฟที่กระเด็นมาโดนกองฟืน

    กิ๊ฟเงยหน้ามองเขาด้วยความตกใจปนตื่นเต้น นัยน์ตาสีเข้มของนนท์ที่มองมาในยามนี้ไม่มีแววเคร่งขรึมของเจ้านายอีกต่อไป ท่ามกลางแสงไฟสลัวจากข้างทาง มันเต็มไปด้วยความเสน่หาลึกซึ้งและแรงอารมณ์ที่ถูกสะกดกลั้นไว้ตลอดทาง แววตาของเขาเหมือนพร้อมจะกลืนกินเธอเข้าไปทั้งตัว เป็นสายตาที่บ่งบอกว่าเรื่องราวระหว่างเรายังไม่จบลงง่ายๆ

    "กลับบ้านดีๆ นะครับ... กิ๊ฟ" นนท์เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและแหบพร่าลงเล็กน้อย คำเรียกชื่อเธอนั้นฟังดูเซ็กซี่จนใจสั่นสะท้าน

    "บอสก็เหมือนกันนะคะ ขับรถดีๆ ค่ะ" กิ๊ฟพยายามประคองน้ำเสียงไม่ให้สั่นไหวจนผิดสังเกต

    นนท์คลี่ยิ้มมุมปากบางๆ ก่อนจะผละตัวไปเปิดประตูรถและก้าวเข้าไปนั่งประจำที่คนขับ เครื่องยนต์รถยุโรปคันหรูครางกระหึ่มแล้วค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไปจากลานจอดรถ ทิ้งให้กิ๊ฟยืนมองตามไฟท้ายรถที่หายไปในความมืดของค่ำคืนเมืองหลวง

    กิ๊ฟกอดแท็บเล็ตในมือไว้แน่นแนบอก หัวใจยังคงเต้นรัวไม่หยุด ความหวาดเสียวปนซาบซ่านจากการถูกสัมผัสใต้เบาะรถตู้ยังคงตราตรึงในความรู้สึก ท้าทายหัวใจจนเธอแอบคิดไม่ได้ว่า... พรุ่งนี้เช้าที่ต้องเข้าไปรายงานผลในห้องทำงานของเขา จะมีอะไรตื่นเต้นรอเธออยู่ การเอาคืนแสนหวานจากเจ้านายหนุ่มมาดเนี้ยบคนนั้น

    หญิงสาวระบายยิ้มบางๆ ออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ใบหน้าหวานแดงซ่านใต้แสงไฟสลัว ก่อนหมุนตัวเดินไปเรียกรถแท็กซี่เพื่อกลับคอนโดของตัวเอง พร้อมความรู้สึกปั่นป่วนในช่องท้องที่ยังคงไม่จางหาย มันเป็นค่ำคืนที่เริ่มต้นด้วยความเหนื่อยล้า แต่จบลงด้วยความคาดหวังแสนหวาน และทำให้เธอตั้งตารอคอยวันพรุ่งนี้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

    ---
    **จบตอนที่ 14: ใต้เบาะรถตู้**