บทที่ 4 เริ่มต้นเข้าสำนัก
ชิว เหวินเจี้ยน นั้นได้เดินแทรกเข้าไปในวงล้อมเขาก็ได้เห็นกลุ่มคนดูเหมือนว่าจะมีเื่กันอยู่ เขาจึงเฝ้าสังเกตการณ์ว่ากำลังจะมีเื่น่าสนุกอะไรเกิดขึ้นบ้าง
สักพักก็ได้มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมา “หลิว เฟ่ย เ้านั้นเป็ถึงศิษย์สายหลักของสำนักไร้นามแต่มีพลังอยู่เพียงแค่ เขตแดนยอดนักสู้ขั้นที่9เท่านั้นหรือ ข้าหละสงสารสำนักของเ้าจริงๆที่ไม่มีลูกศิษย์โดดเด่นเกิดขึ้นสักครั้งในรอบ10ปีที่ผ่านมา”
หลิว เฟ่ย นั้นได้ะโตอบโต้กลับไป “ชิง เชียง เ้านั้นคิดหรือว่าข้าจะกลัวเ้าต่อให้เ้ามีพลังยุทธ์ที่สูงส่งกว่าข้า และที่สำคัญเพียงแค่ สำนักเมฆาของเ้ามีทรัพยากรมากกว่า สำนักของข้าเพียงเท่านั้น อย่าได้โอ้อวดนักเ้าก็อยู่เพียงแค่ เขตแดนก่อตั้งปฐี ขั้นที่ 1 เท่านั้นเองไม่ได้ต่างจากข้าเท่าใดนัก”
สีหน้าของ ชิง เชียง เป็สีแดงใช่แล้วเขาโกรธเป็อย่างมาก
ชิง เชียง จึงเป็พูดแบบอารมณ์ไม่พอใจว่า“เ้าคงอยากที่จะโดนข้าตบตีมากไช่หรือไม่ข้าจะทำให้เ้าสำนึกเสียใจที่พูดคำพูดเ่าั้ออกมา”
เมื่อกล่าวจบ ชิง เชียงก็ได้พุ่งเข้าไปอย่างรวดเร็วในระดับความเร็วของ เขตแดนก่อตั้งปฐี เขาปล่อยหมัดที่มีพลัง5ใน10 ส่วน ซึ่งไม่มีทางที่ หลิว เฟ่ย จะตอบโต้ได้ทัน
แต่ทันใดนั้นหมัดของเขากลับหยุดอยู่กับที่ตรงหน้าของ หลิว เฟ่ย
มือของชิง เชียง ไม่สามารถที่จะขยับเขยื้อนได้ มันคือ ชิว เหวินเจี้ยนที่ยื่นมือเข้ามารับไว้และกำหมัดของ ชิง เชียง ไว้แน่น
ชิว เหวินเจี้ยน ได้กล่าวขึ้นทันที “ข้านั้นมีธุระที่จะต้องคุยกับศิษย์สายหลักของสำนักไร้นาม สักครู่ เ้าคงไม่ว่าอะไรไช่หรือไม่ถ้าข้าจะบอกให้เ้ากลับไปก่อนในวันนี้”
เมื่อ ชิง เชียงเห็นว่าหมัดของตนเองถูกหยุดได้อย่างง่ายดาย ถึงจะเป็พลังเพียงแค่ 5 ส่วนแต่เขาไม่คิดว่าจะถูกหยุดง่ายๆด้วยมือเปล่าของเด็กที่ดูไป อายุเพียงแค่ 12 ปีเท่านั้น!
ชิง เชียง จึงคิดว่า ‘เด็กที่อยู่ตรงหน้าของเขานั้นไม่ธรรมดาเป็แน่ และต้นกำเนิดของเขาจะต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน’
ชิง เชียงเมื่อได้สติก็ได้กล่าวตอบกลับไปว่า “ในเมื่อท่านมีเื่ที่จะคุยกับคนของสำนักไร้นามตัวข้านั้นคงไม่มีธุระอะไรอีกแล้ว”
ชิง เชียง ได้มองหันไปหา หลิว เฟ่ยและะโออกมาว่า “ในอีก15วันเ้าและข้า จะได้เห็นดีกัน ในงานประลอง 4สำนักใหญ่แห่ง ดินแดนเมฆา”
เมื่อกล่าวจบ ชิง เชียง ก็ได้หันหลังและรีบหนีกลับไปอย่างรวดเร็ว
ส่วน หลิว เฟ่ย ที่กำลังสติหลุดเนื่องจากหมัดที่พุ่งเข้ามาหาตนเองนั้นมีความเร็วและรุนแรงเป็อย่างมากเขานั้นไม่ทันได้ตอบสนองก็เกือบที่จะโดนหมัดนั้นเข้าไปจังๆซะแล้วโดยไม่รู้ว่าเพียงแค่โดนไปครั้งเดียวเขาจะสามารถยืนขึ้นได้อีกหรือไม่แต่ตอนนี้กลับมีคนแปลกหน้ามาช่วยเขาเอาไว้
เมื่อ หลิว เฟ่ยตั้งสติได้ก็กล่าวออกมาว่า “เอ่อ ท ท่าน ข้าขอขอบคุณท่านมากที่เข้ามาช่วยข้าเอาไว้ ข้านั้นมีนามว่าหลิว เฟ่ย ชื่อของข้านั้นอาจจะฟังดูแปลกๆไปซะหน่อย แต่ข้านั้นเป็อันดับหนึ่งของสำนักไร้นาม ข้าเลยไม่ค่อยได้ยินใครพูดถึง เื่ชื่อของข้าในทางเสียๆหายๆสักเท่าไรนักแต่ข้าขอถามนามของท่านได้หรือไม่ ท่านผู้มีพระคุณ”
ชิว เหวินเจี้ยน มีท่าทางสงบเยือกเย็นมากเหมือนกับเขาอยู่มานานนับพันปี เขาผ่อนคลายเป็อย่างมาก เมื่อได้ยินที่ หลิว เฟ่ยกล่าวถามชื่อของเขา เขานั้นจึงตอบกลับไปว่า
“ข้ามีชื่อว่า ชิว เหวินเจี้ยน ข้ามาจากดินแดนที่ห่างไกลมันเป็ดินแดนที่เล็กมากเมื่อเทียบกับดินแดนเมฆาแห่งนี้ แต่ที่ข้าเดินทางมาที่นี่เพราะว่า ข้าจะมาเข้าร่วมสำนักใดสำนักหนึ่งในดินแดนเมฆาเท่านั้นและข้าว่าจะมาขอเข้าร่วมกับ สำนักไร้นามของเ้า ข้าจะต้องทำเช่นไรบ้างพอจะบอกวิธีได้หรือไม่”
เมื่อ หลิว เฟ่ย ได้ยินดังนั้น จึงทำตัวไม่ถูกและรู้สึกแปลกใจที่ภูมิหลังของเขานั้นไม่ได้ใหญ่โตอะไรเลยเป็เมืองเล็กๆและแซ่ ชิว ใครๆก็ต่างรู้จักว่าเป็ตระกูลที่ เล็กและอ่อนแออย่างมากไม่คาดคิดเลยว่า จะมีสัตว์ประหลาดเกิดขึ้นในตระกูลเล็กๆแบบนั้น และได้มาขอเข้าร่วมสำนักไร้นามของเขา
หลิว เฟ่ย ที่กำลังทำตัวไม่ถูก จึงกล่าวตอบกลับไปว่า
“ท ท่านผู้มีพระคุณ ที่แท้ก็แซ่ ชิว นั่นเอง ข้านั้นสามารถพาท่านเข้าไปเป็ศิษย์สายหลักในสำนักได้เลยโดยไม่ต้องผ่านการทดสอบใดๆทั้งสิ้น ในสำนักนั้นมีข้าคนเดียวที่อยู่เป็ศิษย์สายหลักเพียงคนเดียว มันไม่ไช่ว่าสำนักของข้านั้นคนน้อยแต่อย่างไรเพียงเพราะว่าสำนักของข้านั้น ขาดแคลนทรัพยากรเป็อย่างมาก เนื่องจาก ผู้อวุโสแต่ละคนนั้นเขาได้ทอดทิ้ง สำนักไร้นาม ไปอยู่กับสำนักเมฆากันหมดสำนักของข้าจึงมีข้าดูแลเป็ส่วนใหญ่”
เมื่อ ชิว เหวินเจี้ยนได้ฟังเื่ราวภายในสำนัก ก็รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย เพราะว่าสำนักที่เป็ 1ใน4สำนักใหญ่แห่ง ดินแดนเมฆา กลับมีเพียงแค่ ศิษย์สายหลัก ดูแลเพียงคนเดียวเท่านั้นทำให้ ชิว เหวินเจี้ยน เกิดความสนใจในตัว หลิว เฟ่ย เป็อย่างมากแต่เขาก็ได้หยุดคิดเื่นั้นเอาไว้ก่อน และกล่าวตอบกลับไปว่า
“ข้านั้นเพียงแค่อยากที่จะเข้าร่วมสำนักไร้นามของเ้าเพียงเท่านั้นอีกอย่างเ้านั้นยังไม่รู้จักตัวข้าดีเลยแม้แต่นิดเดียวจะให้ข้าเข้าไปเป็ศิษย์สายหลักเลยได้อย่างไร ข้าขอเป็เพียงแค่ศิษย์สายนอกก็พอได้โปรดนำทางไปสำนักไร้นาม ข้าจะไปดูสถานที่ด้วยตนเองสักหน่อย”
หลิว เฟ่ย ก็ได้นำทางให้ ชิวเหวินเจี้ยน จนมาถึงหน้าประตูสำนักไร้นามพอมองไปข้างหน้าก็จะเห็นยามประมาณ30กว่าคน ก้มหัวต้อนรับ หลิว เฟ่ยแสดงให้เห็นถึงความเคารพ ที่มีต่อ หลิว เฟ่ย ที่ดูแลสำนักเพียงลำพัง
หลิว เฟ่ย ก็ได้เดินเข้ามาและได้สั่งให้ศิษย์สายในผู้หนึ่งนำทาง ชิว เหวินเจี้ยน ไปสถานที่ ที่ศิษย์สายนอกอาศัยอยู่ด้วยกันและเขาได้บอกแก่ศิษย์สายในคนนั้นเอาไว้ก่อนแล้วว่า ชิว เหวินเจี้ยนนั้นมีพลังยุทธ์ ที่มากกว่าเขาเป็อย่างมาก ถ้าไม่มีเื่ร้ายแรงอย่าไปตอแยเขาเป็อันขาด เมื่อเสร็จธุระแล้ว ก็ไปฝึกฝนต่อได้
เมื่อศิษย์สายใน นำทาง ชิวเหวินเจี้ยน ไปส่งสถานที่ของศิษย์สายนอกแล้วนั้น เขาก็ได้ก้มหัวเคารพ และเดินจากไป
ชิว เหวินเจี้ยน เขานั้นได้ยืนอยู่ด้านในของประตูของศิษย์สายนอกแล้วเขามีความรู้สึกว่า มีสายตามองมาหาเขากว่าหนึ่งพันคู่ ถูกต้องเป็สายตาของเหล่าศิษย์สายนอกนั่นเองที่จ้องมองเขาเนื่องจากน้อยคนนักที่คิดจะมาเข้าสำนักไร้นาม ที่รั้งอันดับท้าย ตลอด10ปีที่ผ่านมา
มีศิษย์สายนอกผู้หนึ่ง ได้เดินออกมาทักทาย ชิว เหวินเจี้ยน เป็คนแรก
“ว่าไงเ้าเด็กใหม่ ข้ามีนามว่า หุ่ย เฟย หน้าตาและรูปร่างของเ้านั้นดูเหมือนเด็กอยู่เลย ทำไมถึงได้มาเข้าสำนักนี้หละ มาๆข้าจะพาไปดูสถานที่พัก และสถานที่ฝึกฝนของพวกเรา ว่าแต่เ้ามีนามว่าอะไรรึ”
ชิว เหวินเจี้ยนเมื่อได้เห็นคนเหล่านี้ก็รู้สึกได้ทันทีว่า เขาเลือกสำนักที่ถูกต้องแล้ว ถึงแม้จะเป็สำนักที่อ่อนแอที่สุด แต่ก็มีแต่คนดีๆอาศัยอยู่เต็มไปหมด ในตอนนี้ ชิว เหวินเจี้ยนกำลังอารมณ์ ดีเป็อย่างมาก เขาจึงกล่าวตอบกลับไปว่า
“ข้ามีนามว่า ชิว เหวินเจี้ยนข้าคงต้องขอรบกวนศิษย์พี่แล้ว โปรดช่วยนำทางเด็กใหม่อย่างข้าด้วย”
ชิว เหวินเจี้ยน ได้เดินตาม หุ่ย เฟยไปยังสถานที่ฝึกซ้อม และ ที่พักผ่อนตามจุดต่างๆ พอมาถึงจุดสุดท้าย หุ่ย เฟยก็ได้อธิบายเกี่ยวกับภารกิจให้ฟัง คือจุดที่รับภารกิจ จุดภารกิจนั้นจะได้คะแนนน้อยหรือมากขึ้นอยู่กับความยากของภารกิจนั้นๆ คะแนนของการทำภารกิจ ยิ่งเยอะก็ยิ่งสามารถนำไปแลกของในสำนักได้ดียิ่งขึ้นแล้วคะแนนภารกิจนั้น เมื่อสะสมครบ 100 คะแนนจะได้เลื่อนขั้นเป็ศิษย์สายในทันทีส่วนศิษย์สายในจะเลื่อนไปเป็ศิษย์หลักนั้น ต้องทำคะแนนให้ได้ถึง หนึ่งหมื่นคะแนน เลยทีเดียว
เมื่อมาถึงห้องภารกิจ ชิว เหวินเจี้ยนก็ได้อ่านดูป้ายภารกิจทุกแผ่น ที่ยากที่สุดนั้น ได้คะแนนมากถึง50แต้มแต่กลับให้ทำเพียงแค่ท้าทายศิษย์สายในชนะหนึ่งคนเท่านั้นไม่ว่าจะคนไหนก็ได้ตาม้า
เมื่อ หุ่ย เฟย เห็น ชิวเหวินเจี้ยนมองภารกิจท้าทายศิษย์สายในจึงอธิบายเสริมทันที
“ภารกิจนี้นั้น ทุกคนสามารถทำได้แต่ไม่ค่อยจะมีใครทำเพราะว่าเมื่อศิษย์สายนอกท้าประลองชนะแล้ว ศิษย์สายในคนนั้นจะต้องกลับมาเป็ศิษย์สายนอกอีกครั้งนึงซึ่งภารกิจนี้สำนักเรานั้นจัดตั้งมาเพื่อดูว่าใครคิดที่จะกำลังท้าชิงศิษย์สายในอยู่บ้างซึ่งถ้าหากเ้าสนใจภารกิจที่จะได้แต้มเยอะๆหละก็ ข้ามีภารกิจหนึ่งที่ข้ารับไว้อยู่ก่อนแล้วมันต้องใช้คนจำนวน 3 คน ซึ่งตอนนี้ มี ข้าหุ่ย เฟย และ พี่ชายของข้าหุ่ย เฟิง ข้าขาดอีกเพียงคนเดียวเท่านั้นพอข้าไปถามใครก็มีแต่คนปฏิเสธเข้าร่วมทีม เพราะว่าภารกิจนี้ มีวงเล็บกำกับว่าถ้าเสียชีวิตระหว่างภารกิจ จะไม่รับผิดชอบใดๆทั้งสิ้น! แต่ถ้าทำสำเร็จพวกเราจะได้รับ100คะแนน โดยทันที เพื่อเป็รางวัลตอบแทน”
ชิว เหวินเจี้ยนคิดอยู่ครู่หนึ่ง และกล่าวตอบกลับไปว่า
“ข้าตกลงที่จะเข้าร่วมทำภารกิจนี้ แต่ว่าข้านั้นไม่ค่อยอยากจะได้คะแนนสักเท่าไรนัก ข้าเพียง้าอยู่เป็ศิษย์สายนอกเท่านั้นพวกท่านทั้งสอง รับคะแนนของข้าไปเถิด ถือซะว่าเป็คะแนนที่พวกท่านทำดีต่อข้าก็แล้วกัน”
หุ่ย เฟยรู้สึกแปลกใจ เพราะ100ร้อยคะแนนนั้น หายากอย่างมาก ทำไมถึงไม่อยากได้กันแต่เขาก็ไม่ได้ถามอะไรให้มันมากความ เขาเพียงแค่กล่าวสั้นๆว่า
“ในเมื่อ น้อง ชิว ว่าอย่างนั้น งั้นพวกเราก็จะไปรวมตัวกันพรุ่งนี้เช้าตอนเจ็ดโมงตรงสถานที่หน้าประตูทางออกของศิษย์สายนอก เพราะพวกเราจะต้องนำภารกิจไปยื่นที่ห้องประชุมศิษย์หลักที่ประมุขหลิว เป็คนดูแลอยู่”
ชิว เหวินเจี้ยนได้ตอบกลับไป“ขอรับศิษย์พี่ไว้เจอกันพรุ่งนี้ตอนเจ็ดโมงเช้า”
หลังจากที่ ชิวเหวินเจี้ยน ตอบกลับเขาก็ได้เดินกลับไปที่พักของตนเอง และคิดทบทวน ‘ถ้าเกิด หลิว เฟ่ย รู้เื่ที่เขาจะช่วยศิษย์สายนอกทำภารกิจระดับยากที่สุดเขาจะอนุญาต ให้ข้าร่วมทำภารกิจนี้หรือไม่ ข้ากำลังเบื่อๆซะด้วยสิถ้าข้าไม่มีอะไรทำคงน่าเบื่อแย่ ไว้พรุ่งนี้ค่อยรอดูผลลัพธ์อีกทีนึงก็แล้วกัน’
เมื่อถึงเวลาที่นัดรวมตัวกันตอนเจ็ดโมงเช้า ทั้ง3คน ก็ได้มาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันที่หน้าประตูทางออกของศิษย์สายนอกกันแล้ว
หุ่ย เฟิงจึงกล่าวว่า “ถ้าพวกเรามาพร้อมหน้ากันหมดแล้วถ้าอย่างนั้นพวกเราก็รีบเดินทางไปหา ประมุขหลิวกันเถิด”
ทั้ง 3คนจึงเดินทางไปยังห้องประชุม ที่ หลิว เฟ่ย เป็คนดูแลอยู่
เมื่อมาถึงหน้าห้องประชุมแล้วนั้นหุ่ย เฟิง ก็ได้เคาะประตู และกล่าวว่า “ประมุขหลิว ข้านำภารกิจต้องห้าม ที่ต้องใช้คนถึง3 คน เพื่อที่จะได้เข้าร่วมภารกิจนี้มาครบแล้ว ท่านโปรดพิจารณา”
เมื่อได้ยินเสียงของศิษย์นอกสำนักหลิว เฟ่ย จึงกล่าวออกมาว่า “เข้ามาได้ข้าจะตรวจสอบเองว่าพวกเ้าสามารถร่วมมือกันทำภารกิจนี้ได้หรือไม่เพราะว่าความปลอดภัยของพวกเ้านั้น ข้าจำเป็ต้องพิจารณาให้ดีเสียก่อนที่จะส่งใครไปทำภารกิจที่อันตรายถึงชีวิต”
เมื่อทั้ง 3คนเข้ามาในห้อง มีเพียงสองคนเท่านั้นที่ทำความเคารพ ต่อ หลิว เฟ่ยส่วนอีกคนหนึ่งคือ ชิว เหวินเจี้ยน เขาเพียงแค่ยืนมองเฉยๆเท่านั้น
เมื่อทั้งสองเห็นดังนั้นจึงรีบะโเตือน ชิว เหวินเจี้ยน
“ศิษย์น้องทำความเคารพเร็วเข้า ถึงแม้ว่า ประมุขหลิวนั้นจะดูเด็กอยู่ ดูไปเขาอายุได้เพียงแค่20ปี แต่ระดับพลังของเขานั้นอยู่เขตแดนยอดนักสู้ขั้นสูงสุดแล้ว เขานั้นจึงแข็งแกร่งที่สุดในสำนักไร้นามแล้วในตอนนี้เขามีพร์เป็อย่างมาก แถมอายุยังน้อยอยู่ด้วยนั่นเป็เหตุผลที่ทำไมสำนักไร้นามถึงให้ความเคารพเขา”
ชิว เหวินเจี้ยน เมื่อได้ยินดังนั้นเขาเพียงแค่หันกลับไปมอง หลิว เฟ่ย เพียงเท่านั้น
หลิว เฟ่ย ถึงกับทำอะไรไม่ถูกเขามีท่าทางร้อนรนเป็อย่างมาก