“ข้าไม่เคยเห็นพี่รองเป็เช่นนั้นเลย ไม่แน่นะ ตอนนี้
พี่รองอาจจะตกหลุมรักเ้าอยู่ก็ได้”
องค์หญิงซื่อเฟิงเอ่ยกระซิบ
ข้ากับนางกำลังนั่งอยู่บนเรือโดยคนที่พายไม่ใช่ใครอื่นนอกเสียจากข้าองค์หญิงซื่อเฟิงนั้นเติบโตในวังกิริยามารยาทเรียบร้อยเสียจนข้าอึดอัดแทนนางขณะที่ข้านั้นเติบโตมาอย่างคุณหนูที่มีพฤติกรรมค่อนข้างป่าเถื่อนเสียหน่อยไม่แปลกที่หลาย ๆ อย่างที่นางทำไม่ได้ ข้าทำได้
“เขาหรือตกหลุมรักข้า”ข้าทวนด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยเชื่อเท่าใดนัก “เ้าไม่รู้หรอกแต่ละวันเขาเอาแต่หาเื่ข้า”
“เช่นนั้นก็น่าแปลกมิใช่หรือพี่รองปกติสนใจใครที่ใดกัน”
องค์หญิงซื่อเฟิงยังไม่ยอมแพ้ ยังคงพูดเกลี้ยกล่อมให้ข้าสนใจในตัวพี่ชายต่างมารดาของนาง
“หากการหาเื่เช่นนั้นเรียกว่าสนใจ ข้าว่าไม่ต้องสนใจข้าเสียยังดีกว่า”
องค์หญิงซื่อเฟิงขำท่าทางของข้าหากแต่การขำของนางนั้นแตกต่างกับข้ายิ่งนัก หากเป็ข้าคงแสดงออกอย่างเปิดเผยเช่นเดียวกับที่ข้าสะใจหลี่ลู่เหอเมื่อครู่แต่เมื่อเป็นางแล้ว นางกลับเพียงใช้มือข้างซ้ายกำป้องริมฝีปากไว้เพียงเท่านั้น
“จะว่าไปพี่ลู่เหอก็อีกคน...”
ข้ารู้สึกเบื่อหน่ายชื่อนี้ยิ่งนัก หากแต่เมื่อออกมาจากปากของซื่อเฟิงข้าจำใจต้องฟังอย่างเลี่ยงไม่ได้เอาเถิด ๆ ถึงอย่างไรนางก็เป็สหายรักข้า แม้ข้าจะเกลียดชังพี่ของนางก็ใช่ว่าข้าจะต้องตัดสัมพันธ์อันดีกับนางเสียหน่อย
“อยู่ดี ๆ พี่ลู่เหอก็เปลี่ยนไป” ข้าเงี่ยหูฟังด้วยความสนใจ
เขาเปลี่ยนไปอย่างไร มีหูสามหู มืองอกที่ขาหรือก็ไม่ ข้าเห็นเขาปกติดีทุกอย่างเพียงแต่ตอนนี้ป่วยเพราะข้าถีบเขาตกสระเท่านั้น ข้าอยากเห็นเขาพิการเสียด้วยซ้ำแต่ช่างเถิดชาตินี้ข้ายังมีเวลาอีกเยอะ หากวันนี้ไม่พิการวันหน้าข้าค่อยถีบเขาใหม่ก็ได้
“เปลี่ยนไปอย่างไร” ข้าทวนถามนาง แต่นางกลับทำสีหน้าแปลกประหลาดยิ่งนักราวกับกำลังรับไม่ได้เมื่อนึกถึงความเปลี่ยนแปลงของพี่ชายตนเอง
“ข้าเองก็ไม่รู้จะบอกอย่างไร” นางมีสีหน้าครุ่นคิดอย่างเห็นได้ชัด“เอาเป็ว่าเปลี่ยนไปก็แล้วกัน”
ข้าไม่ซักไซ้ถามนาง แม้ในใจข้าจะอดคิดไม่ได้ว่าเ้าองค์ชายจวิ้นอ๋องเสแสร้งนั่นคิดวางแผนชั่วอันใดอีกหรือไม่แต่หากถือตามที่ข้ารู้จักเขาแล้วนั้น ข้าคิดว่าคนอย่างหลี่ลู่เหอไม่ใจร้อนถึงขั้นเห็นข้าเปลี่ยนไปเพียงชั่วข้ามขืนแล้วจะคิดทำการใหญ่ในเร็ววันแน่
“พวกเขากำลังต่อกลอนกัน” องค์หญิงซื่อเฟิงพยักพเยิดให้ข้ามองเหล่าพี่น้องของนางที่นั่งอยู่ริมฝั่งข้าเห็นหลี่เสี่ยวหานกำลังจิบชาด้วยท่าทางสงบนิ่งเช่นเดิม “เ้ารู้หรือไม่ที่ข้าชวนเ้ามาที่นี่ก็เพราะข้าได้ยินจากหลิวเฉิงเจี๋ยว่าเ้ายังต่อกลอนไม่เป็”
ข้าเอื้อมมือทั้งสองข้างไปกุมมือของซื่อเฟิงไว้แน่นจนนางสะดุ้งใ“ข้าไม่เสียใจเลยแม้แต่นิดที่คบเ้าเป็สหาย”
องค์หญิงซื่อเฟิงขบขันท่าทีของข้า “ข้าต้องรู้จักเพื่อนข้าดีอยู่แล้ว”
หรือจะให้ข้าคิดดูอีกที นอกจากนางและหลิวเฉิงเจี๋ยแล้ว
ในวังแห่งนี้ก็ไม่มีผู้ใดคบข้าอีกเลย
“ซูเซียว! ไม้พายของเ้าลอยไปกลางน้ำเสียแล้ว”
อะไรนะ!
ข้าหันไปหาไม้พายสำหรับพายเรือแล้วพบว่ามันลอยห่างข้าไปเรื่อยๆ องค์หญิงซื่อเฟิงมีท่าทางร้อนใจยิ่งนักจนข้าสั่งให้นางอยู่นิ่งๆ หากนางยังหันซ้ายทีหนึ่งหันขวาทีหนึ่งเช่นนี้ไม่ช้าข้ากับนางคงพลัดตกลงไปในสระเป็แน่
“พระชายา!”
“องค์หญิง!”
ดูเหมือนทุกคนจะเป็ห่วงข้ากับซื่อเฟิงมาก ทว่าข้ากลับทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดถึงด้วยการะโลงไปในสระเพื่อว่ายไปหยิบไม้พายท่าทางการว่ายน้ำของข้าเรียกได้ว่าเชี่ยวชาญเลยทีเดียว เมื่อมือของข้าคว้าไม้พายได้ข้าก็ชูสูงขึ้นมาเพื่อโอ้อวดด้วยความดีใจ
“พระชายา!”
แต่เมื่อข้าหันกลับไปมองทุกคนบนฝั่งภาพที่ข้าเห็นคือหลิวเฉิงเจี๋ยทรุดกายลงกับพื้นราวกับคนไร้เรี่ยวแรงจะยืนต่อเห็นพี่ๆ
น้อง ๆ ของหลี่เสี่ยวหานมองข้าด้วยแววตาตื่นตะลึง
ส่วนสามีข้านั้น...
แววตาของเขาทอประกายแปลกประหลาดชั่วครู่หนึ่ง ก่อนที่จะหันไปสั่งบางอย่างกับนางกำนัลพวกนางรีบเรียกสติแล้วรีบวิ่งแจ้นมาช่วยพยุงข้าขึ้นจากสระน้ำทันที
“พานางกลับตำหนัก” หลี่เสี่ยวหานไม่เอ่ยอันใดกับข้าแม้เพียงครึ่งคำหากแต่หันไปสั่งหลิวเฉิงเจี๋ยที่คุกเข่าตัวสั่นตรงหน้าข้าแทน
เอ...ข้าเพียงเก็บไม้พายเท่านั้น มีสิ่งใดหน้าใหรือ
ตอนที่ 9
“พระชายาเพคะ ทีหลังอย่าทรงทำเช่นนั้นอีกเลยนะ
เพคะ!”
ั้แ่กลับมาถึงตำหนักหลิงเซียว ข้าจำได้ว่าหลิวเฉิงเจี๋ยบ่นข้ามาเกือบครึ่งชั่วยามแล้ว
นางมิใช่คนแรกที่บ่นข้าเื่นี้ ไม่ทันที่ข้าจะก้าวกลับไปยังตำหนักตนเองข้าก็ได้รับคำสั่งให้เข้าเฝ้าฮองเฮาทันทีไม่ใช่เพราะนางได้ฤกษ์เข้าเรือนหอแต่อย่างใดแต่กลับเรียกข้าไปตำหนิเื่ที่ข้าเพิ่งจะะโลงไปเก็บไม้พายในสระท่ามกลางสายตากว่าร้อยคู่ของเหล่าองค์ชายองค์หญิง องครักษ์ นางกำนัล และขันที
นางตำหนิข้าเื่ใดบ้างนั้นข้าจำรายละเอียดไม่ได้เพราะนางเอาแต่ตรัสราวกับกำลังกางตำราให้ข้าฟังกระทั่งนางเห็นว่าข้าเริ่มหาวนั่นเอง นางจึงตระหนักได้ว่าเปล่าประโยชน์ที่จะสั่งสอนข้าด้วยวาจา หากแต่สั่งให้ข้าเก็บตัวอยู่แต่ในตำหนัก จนกว่าคำนินทาจะหมดสิ้นไป
แต่ข้ากลับไม่คิดเช่นเดียวกัน
คำนินทาจะอยู่หรือไม่ ผู้ใดสนใจกันเล่า หากไม่ฟังก็เท่ากับไม่ได้ยิน นั่นก็ไม่เป็ไรแล้ว
“ไม่เห็นเป็ไรเลย” ข้าเริ่มหาวอีกครั้ง
“มิได้เพคะ พระวรกายของพระชายานั้นมีค่าดุจดั่งทองคำ
จะทรงกระทำตนเสี่ยงอันตรายเช่นนั้นไม่ได้เด็ดขาดนะเพคะ”
อันตรายหรือ!ข้าเคยแม้กระทั่งดำน้ำหนีแม่ทัพเกาที่มาตามข้ากลับวังเสียด้วยซ้ำแต่ช่างเถิดหากข้าเล่าเื่นี้ให้นางฟัง นางคงเพิ่มเวลาบ่นจากครึ่งชั่วยามเป็ครึ่งค่อนคืนเป็แน่
“ข้าจะไปตำหนักเฟิ่งเซียน” ข้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น
ทว่าหลิวเฉิงเจี๋ยกลับปฏิเสธข้าอย่างไร้ความปรานีนัก
“มิได้เพคะ พระชายา ฮองเฮาเพิ่งมีรับสั่งห้ามมิให้พระองค์ออกไปจากตำหนัก”
ข้าถอนหายใจ นางหรือจะหวังดีกับข้า กลัวว่าข้าจะพบเจอกับคำนินทานางกลัวว่าข้าจะไปทำเื่ขายหน้าเสียมากกว่า
แต่ถึงกระนั้นไม่ว่าข้าจะพยายามหนีออกไปมากเพียงใดก็ไม่มีโอกาสได้ทำเช่นนั้นเลยหลิวเฉิงเจี๋ยเฝ้าติดข้าราวกับแม่ไก่กำลังฟักไข่ สุดท้ายข้าจึงยอมถอดใจที่จะออกไปหาหลี่เสี่ยวหานและชวนนางกำนัลในตำหนักมานั่งเล่นไพ่กับข้าแทน
หลังจากข้าชนะมาหลายตาก็ยังไม่มีผู้ใดจับได้ว่าข้าโกง
ขณะที่ข้ากำลังนึกกระหยิ่มในใจและพยายามหาโอกาสในการสลับไพ่ครั้งต่อไปอยู่นั้นคนผู้หนึ่งที่ข้าคาดไม่ถึงว่าจะได้พบเจอในเวลานี้ก็เดินผ่านประตูเข้ามาเขามีสีหน้าไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัดเมื่อพบว่าไม่มีผู้ใดต้อนรับการมาเยือนของเขาเลยแม้แต่ผู้เดียว
“รัชทายาท...” หลิวเฉิงเจี๋ยที่แพ้ข้าอีกรอบเริ่มเบื่อหน่ายจึงหันไปมองอย่างอื่นแก้เครียดนั่นจึงทำให้นางเจอหลี่เสี่ยวหานซึ่งยืนมองอยู่นานแล้ว
หลี่เสี่ยวหานมองนางด้วยสายตาตำหนินางกำนัลเริ่มลุกขึ้นยืนเพื่อคำนับเขาด้วยร่างกายอันสั่นเทา ทุกคนยกเว้นข้า!
“รัชทายาทมานี่ ๆ ๆ พระองค์ทรงประทับลงตรงนี้ก่อนเพคะ”ข้าตบมือลงบนเบาะรองนั่งข้างกายข้า หลี่เสี่ยวหานมองตามมือข้า
นิ่ง ๆ หากแต่ก็ไม่ได้นั่งลงตามคำชวนของข้า
“ข้าไม่ได้มาเล่นไพ่กับเ้า”หลี่เสี่ยวหานพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบเช่นเดิม แต่แววตาเขาดูประหลาดยิ่งนัก