ตอนที่ 5 คุณเป็ใคร?
ไฟกระพริบสองสามครั้ง เสียงเครื่องดูดอากาศเบา ๆ
นาฬิกาได้บ่งบอกเวลา ณ ปัจจุบันแล้วว่าตอนนี้ได้ฤกษ์ของการเลิกงานสำหรับกอร์ดอน แต่แล้วไฟฟลูออเรสเซนต์กระพริบอีกครั้ง เสียงแหลมแสบหูของหลอดเก่าทำให้สมาธิของเขาสะดุดไปชั่ววินาที
กอร์ดอนอยู่ในห้องสตาฟสำหรับพนักงานแผนกแคร์เลอร์ที่ดูแลผู้ป่วยติดเตียง ในห้องมีชายแก่คนนึงนั่งพักอยู่มุมห้องตรงเก้าอี้ เขามีกระและฝ้าค่อนข้างเยอะ หัวล้านเลี่ยนอย่างเห็นได้ชัด จมูกคดโก่งและฟันเหลือง ซึ่งชายแก่คนนี้ก็คือพนักงานในแผนกเดียวกัน เขามองมาที่กอร์ดอนด้วยสีหน้าท่าทางที่รังเกียจ สายตาคู่นั้นบ่งบอกถึงความเกลียดชังอย่างเห็นได้ชัด
“แกเป็คนที่ไหนนะ ฌองเคิว์ตท — …” ชายแก่ถามด้วยน้ำเสียงที่เหน็ดเหนื่อยและเหน็บแนมในขณะเดียวกัน
“ชินเกอร์ราร์ครับ อยู่ไม่ไกลจาก ควีน กริสท์แตนท์ … “ กอร์ดอนตอบด้วยถ้อยคำที่สุภาพพลางถอดเสื้อผ้าของเขาออกเพื่อเปลี่ยนชุดทำงาน กอร์ที่กำลังเปลี่ยนเสื้อในห้องล็อกเกอร์ท่ามกลางความเงียบงันที่มีเพียงเสียงพลาสติกจากถุงเสื้อผ้าดังกรอบแกรบ เขาถอดเสื้อออกอย่างไม่รีบร้อน เผยให้เห็นแผ่นหลังที่กว้างและกล้ามเนื้อที่เรียงตัวแน่นพอเหมาะ ไม่ใช่แบบนักเพาะกาย แต่ก็ชัดเจนว่าก่อนหน้านี้เขาดูแลตัวเองดี
แสงไฟบนเพดานสะท้อนผ่านแนวสะบักกับกล้ามแขนที่ขยับไปตามจังหวะเคลื่อนไหวเรียบง่าย ก่อนจะหยิบเสื้ออีกตัวขึ้นมาสวมอย่างเงียบ ๆ
“แล้วคุณหล่ะครับ ? อาเธอร์” ในขณะที่เขาเปลี่ยนเสื้อนั้น เขาก็พยายามไม่หันหน้าเข้าหาชายแก่อาเธอร์ เพราะแผลจากอกที่ได้จากการต่อสู้ของดาราร่ายังไม่หายสนิทดี
“ฉันเกิดและโตที่นี่แหละ แต่ครอบครัวฉันทำงานที่โรงพยาบาลแห่งนี้มาหกชั่วโครตแล้ว — ที่จริงฉันก็มีญาติพี่น้องอยู่แถวนั้นเหมือนกันนะ ‘ชินเกอร์ราร์’หน่ะ — แต่ไม่มีใครเคยเห็นแกเลย” ลุงอาเธอร์ตอบกลับพลางลุกขึ้นและเดินไปยังล็อกเกอร์เก็บของของเขา
“พ่อผมทำงานเป็สถาปนิก ผมเลยต้องเปลี่ยนที่อยู่บ่อย — ไม่แปลกที่คนในละแวกนั้นจะไม่เคยรู้จักผม” กอร์ดอนพูดด้วยท่าทีที่สุภาพเช่นเคย
ซึ่งในขณะที่เขาเปลี่ยนเสื้อเสร็จแล้วนั้น สายตากอร์ดอนสังเหยุดนิ่งอยู่ตรงเงาของล็อกเกอร์จากอาเธอร์ เพราะเขาเห็นยาแก้ปวดกับยาระงับประสาท พร้อมกับ’โดรสสีม่วง’อะไรบางอย่างเป็จำนวนมากมายในนั้น ทำให้กอร์อดสงสัยไม่ได้ว่าชายแก่อาเธอร์คนนี้ ทำไมถึงมียาเหล่านี้มากมาย
“รู้มั้ยว่าที่โรงพยาบาลพาวีเลียนไม่เคยรับสามัญชนเข้ามาทำงานเลยแม้แต่ครั้งเดียว” อาเธอร์หันขวับกลับมาด้วยสายตาที่ไม่เป็มิตร
“ผมก็เพิ่งทราบเหมือนกันนะครับว่าคุณไม่ใช่สามัญชน” กอร์ดอนพูดด้วยสีหน้าท่าทางที่กวนประสาทอย่างเห็นได้ชัด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เขาก็ยังคงดูนิ่งสงบและเ็าในเวลาเดียวกัน
อาเธอร์หันขวับกลับไปด้วยสีหน้าที่ไม่พอใจพลางปัดประตูตู้ล็อกเกอร์เก็บของของตัวเองเสียงดัง ‘ปัง’
เขารู้สึกเหมือนโดนตบปากด้วยคำตอบของกอร์ดอนเมื่อสักครู่นี้ ในมือของเขามียาระงับประสาทและยาแก้ปวดอยู่จำนวนหลายกระปุกที่คลุมด้วยผ้าสีน้ำตาลลายตาราง ชายแก่อาเธอร์ไม่เปลี่ยนชุดทำงานของตนและเดินออกจากห้องสตาฟอย่างฉุนเฉียว
“ ไอเด็กเปรตเอ้ย” อาเธอร์พยายามบ่นพึมพำเสียงดังเพื่อตั้งใจที่จะให้กอร์ดอนได้ยิน
ซึ่งตามคาด กอร์ดอนไม่รีรอที่จะแอบสะกดรอยตามชายแก่อาเธอร์อย่างแเี กอร์ดอน้าไขข้อสงสัยเกี่ยวกับเื่ของยาที่อาเธอร์แอบเอาออกไปด้วยท่าทางที่แสดงกลบเกลื่อนได้ไม่ดีนักสำหรับกอร์
เสียงรองเท้าหนังสีกราไฟต์ของอาเธอร์กระทบพื้นทางเดินคอนกรีตอย่างหนักแน่น สม่ำเสมอ และไม่หันหลังกลับ
ในอีกฟากของระเบียง กอร์ดอนเดินตามห่างอย่างพอประมาณ ใบหน้าของเขานิ่งเรียบเหมือนหน้ากากที่ไร้ความรู้สึก มีเพียงเงาสะท้อนจากกระจกบานยาวข้างทางเดินที่เผยให้เห็นดวงตาสีฟ้าที่ยังไม่ยอมกะพริบ อาเธอร์เดินเลี้ยวเข้าไปยังประตูหนีไฟฝั่งตะวันตก ประตูที่ว่าเชื่อมต่อไปยังทางเดินด้านหลังของคลังเวชภัณฑ์…
กอร์หยุดฝีเท้า หันหลังราวกับจะกลับ แต่กลับยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นเหมือนรูปปั้นที่จมอยู่ในรอยแตกของระบบ เสียงพูดเบา ๆ ดังลอดออกมาจากช่องระบายอากาศเล็กๆข้างประตูหนีไฟ เป็เสียงของอาเธอร์… กำลังพูดกับใครบางคน — หรือบางสิ่ง
“ฉันบอกแล้วไง… ยังไม่ได้เวลา…”
“ไม่ใช่คืนนี้… พวกเขายังไม่พร้อมจะหายไป…”
“…เงียบหน่อย! อย่าทำเสียงแบบนั้น… เดี๋ยวมันจะได้กลิ่นเอาอีกหรอก…”
กอร์เอียงหูเล็กน้อย ไม่มากพอให้เงาของเขาทาบไปบนประตูเขายืนนิ่งอีกครู่ ก่อนจะหันหลังเดินจากมา — โดยไม่พูดอะไรเลยแม้แต่คำเดียว
ฝนเริ่มโปรยเม็ดบาง ๆ จากท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยกลุ่มเมฆหมุนวน ไฟส้มจากป้ายโฆษณาข้างทางสะท้อนบนบ่าของชายหนุ่มขณะเขาเดินผ่านตรอกแคบ ๆ ที่เต็มไปด้วยกลิ่นน้ำมันเก่า ไขมันไหม้ และขยะที่หมักตัวจนแทบจะกลายเป็สิ่งมีชีวิต
กอร์ดอนไม่ได้กลับบ้าน — เพราะเขาไม่มีบ้าน
เขาไม่ได้มีเตียง — เขามีแค่ผ้าห่มขาด ๆ ที่ซุกไว้หลังเครื่องซักผ้าในร้าน 24 ชั่วโมง เสียงเครื่องปั่นหมุนซ้ำ ๆ ดังไม่ต่างจากเสียงในหัวเขา ทุกอย่างวนอยู่ที่เดิม แต่เขาต่างออกไปในทุกคืนที่ผ่าน ข้างร้านซักผ้า มีกองขยะที่พนักงานร้านขนมปังทิ้งไว้ทุกคืน
กอร์ก้มตัวลงหยิบห่อพลาสติกที่ยังมีขนมปังแข็ง ๆ เหลืออยู่ครึ่งชิ้น เขากัดมันเข้าไปโดยไม่ลังเล แม้เนื้อขนมจะแข็งราวกับก้อนหินอัดแน่น เขาเคี้ยวช้า ๆ จนน้ำลายเริ่มไหลออกข้างมุมปาก — แล้วก็กลืนมันลงไปอย่างเฉยชาโดยมีแววตาที่ล่องลอยอย่างเห็นได้ชัด
ไม่มีคำว่า “อร่อย” หรือ “พอถูไถ” มีแค่คำว่า “อยู่รอด”
เขากลับมาที่ใต้สะพาน ริมแม่น้ำสายแห้ง
มุดผ่านเหล็กดัดและเศษไม้ผุ ๆ ไปยังช่องว่างแคบ ๆ ที่มี “กล่องเก่า” ฝังอยู่ใต้กองผ้า
เขาเปิดมันออก
ข้างในมีแผ่นฟิล์มบัตรประชาชนปลอมที่ใช้ชื่อกลางของเขาแทนชื่อจริง นั้นก็คือฌองเคิว์ตท ชุดเสื้อผ้าที่ซักไว้แล้ว และกระดาษบันทึกแบบฟอร์มโรงพยาบาลปลอมในชื่อของเ้าหน้าที่คนหนึ่งที่เสียชีวิตไปเมื่อสองเดือนที่แล้ว
เขาหยิบมันขึ้นมาพิจารณาและพึมพำเบา ๆ
“ฉันไม่ใช่เงา…
แต่โลกนี้ก็ไม่เคยยอมให้ฉันอยู่ในแสงั้แ่แรกอยู่แล้วหนิ”
ในเงาสะท้อนใต้แม่น้ำ… บางครั้งสิ่งที่เรามองเห็น อาจจะไม่ใช่เงาของเราเอง กอร์ดอนมักรู้ดีว่าโลกนี้ไม่มีที่สำหรับเขา — แต่เขากลับไม่แน่ใจเลยสักครั้ง ว่า “ตัวเขา” คือใครกันแน่
เขามองเห็นชายคนหนึ่งในเงาสะท้อนของแม่น้ำที่ไม่ใช่แค่สะท้อนจากภาพของเขา แต่เป็ใครบางคนที่ “มองตอบกลับมา”
เขามีเส้นผมสีดำสนิท ยิ่งเมื่อสะท้อนกับแสงจันทร์ก็ยิ่งคล้ายเงาหมึกที่ซ่อนอะไรไว้ข้างใน ขัดแย้งกับดวงตาสีฟ้าเย็นเหมือนกระจกน้ำแข็งที่เหมือนกับของกอร์ดอน จนแทบแยกไม่ออก หากเส้นผมสีเงินของกอร์เปรียบดั่ง “หิมะที่ร่วงหล่นจากชั้นบนสุดของหอคอยสีขาว” เส้นผมของเขาคนนี้… ก็เหมือนเถ้าถ่านที่หลงเหลือหลังพายุเพลิงจากนรก
ใบหน้าของเขางดงามในแบบที่ ไม่ควรมีอยู่ในโลกนี้ — เฉียบคมแต่ไม่เ็า ดวงตาลึกจนคล้ายกับว่าเห็นความเน่าเฟะทั้งหมดในโครงสร้างของโลก แต่ก็ยังกล้าจะยิ้มกับมัน เขาเหมือนเทพเ้าที่เคยถูกลืม… หรือไม่ก็ปีศาจที่ไม่มีใครกล้าพูดถึงในพระคัมภีร์
“ จริงหรือ? “ ชายจากเงาสะท้อนของกอร์ดอนตอบกลับ “เ้าอยากเห็นโลกในแบบอุดมคติของเ้าเองไม่ใช่หรือ ?” เสียงที่เยียบเย็นนี้ยิ่งทำให้กอร์ดอนรู้สึกถึงอากาศที่หนาวเย็นในขณะที่ฝนยังคงตกอยู่ปอยๆ
“อาจเป็เพราะหลายปีมานี้ฉันเจอเื่หนักๆติดต่อกัน — มันก็เลยส่งผลให้ฉันอ่อนแอ” กอร์ตัดพ้อด้วยคำพูดง่ายๆ
“ข้าคือเ้าที่โลกนี้ไม่้าให้เกิด” ชายในเงาสะท้อนตอบกลับด้วยคำพูดให้ชวนตีความ
“และข้าไม่ใช่เงา — แต่เป็ภาพจากต้นฉบับที่เ้าลอกเลียน” แววตาสีฟ้าในเงานั้น มองสวนขึ้นมาอย่างเจาะลึก — ดั่งจะขุดเอาความลับทั้งหมดของโลกออกมาั้แ่ราก
“งั้นช่วยฉันหาข้อมูลของโรงพยาบาลพาวีเลียนหน่อยว่ามีกี่คนที่บริสุทธิ์ — พรุ่งนี้หลังเลิกงานฉันจะมาเอาคำตอบกับนาย”
ชายในเงาสะท้อนพยักหน้าตอบกลับ…
แล้วทันใดนั้น… “บางสิ่ง” ก็เริ่มผุดขึ้น”
คลื่นน้ำที่ควรจะแบนเรียบ กลับแตกออกจากศูนย์กลาง เงาที่เคยไร้สิ่งจับต้องได้ เริ่มกลายเป็รูปทรง
ก่อนที่มันจะ “ลอย” ขึ้นมาจากผิวน้ำ — ช้า ๆ
เป็กริชสั้นด้ามหนึ่ง
ตัวด้ามสีเทาดำ แกะลายวิจิตรที่ดูเหมือนอักษรที่ไม่มีในภาษาใด ใบมีดบางเฉียบ ราวกับหลอมมาจากแสงจันทร์กับหมึกสีดำ มันไร้เสียง — แต่กลับแผ่ความเย็นเข้ามาถึงกระดูก
กอร์ดอนไม่ได้ถาม… เงาสะท้อนไม่ได้พูด
มีแค่แววตาคู่นั้นที่มองตอบ — “เอาไปสิ มันเป็ของเ้าแต่แรก”
เขายื่นมือไปจับมัน
และในวินาทีที่นิ้วแตะต้องใบมีดนั้น —
ภาพจำนวนมาก ไหลบ่าเข้ามาในหัวอย่างรุนแรง
รหัสล็อกข้อมูล, แผนที่การเข้าถึงระบบ, โครงสร้างระบบราชการ, พิกัดฐานข้อมูลอัตลักษณ์พลเมือง…
ทั้งหมดชัดเจนราวกับเขา “เคยเป็เ้าของมันมาก่อน”
เหมือนกับว่า… กริชนี้ไม่ได้ถูกตีขึ้นเพื่อฆ่า
แต่มันถูกสร้างขึ้น…
เพื่อ “เฉือน” ความจริง ออกจากโลกที่หลอกตัวเอง
ไม่นานเขาก็หยิบเสื้อจากรังไม้เก่าที่ซ่อนอยู่ใต้สะพานออกมาพาดบนตัว ขณะนั่งลงบนแผ่นไม้ผุและทอดสายตามองออกไปยังเมืองที่สว่างไสว แสงนีออนของเมืองใหญ่ไม่เคยส่องถึงที่ที่เขาอยู่
แต่ถึงอย่างนั้น — เขาก็ยังมองเห็น มือข้างหนึ่งล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ หยิบนามบัตรสีดำของหญิงสาวคนหนึ่งขึ้นมาดูอีกครั้ง
“คราเมียร์เรียส รินดา — ผู้อำนวยการฝ่ายตรวจสอบของสภาสีนิล”
ด้านหลังของนามบัตรเขียนด้วยลายมือเล็ก ๆ ว่า
“เราจะเริ่มจากยุคมืด — แล้วจบลงที่โลกใหม่”
กอร์กดนิ้วลงบนนามบัตรค้างไว้ ก่อนจะเก็บมันลงในกระเป๋าเสื้อแนบอก อย่างเงียบงัน
ซึ่งในที่สุด เขาก็อดใจไม่ไหวที่จะไปตามนัดของรินดา เหตุผลหลักๆคือเขารู้สึกว่าตัวเองเริ่มมีกล้ามเนื้อและน้ำหนักที่ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัดสำหรับเขา ทั้งที่รูปร่างของเขา ณ ตอนนี้ก็ถือเป็รูปร่างที่ดีและสมส่วนแล้ว เป้าหมายหลักของกอร์ที่ตัดสินใจไปอันดับแรกคือ เื่อาหารการกิน เขาต้องกินมื้อนี้ให้คุ้มกับค่าเสียเวลาครั้งนี้ และสองคือการเจรจาต่อรองเื่เงินหากเป็ไปได้ เขาเดินออกจากใต้สะพานอย่างรวดเร็วโดนใช้เสื้อที่พาดบนไหล่คุมศรีษะ เนื่องจากยังมีฝนตกปอยๆอยู่
“LUX PERENNIS” — ภัตคารแห่งลักซ์ เพอเรนนิส
ใจกลางเมืองทราบรีเซีย มีตึกกระจกกึ่งทรงเรขาคณิตกึ่งกางปีกเหมือนเปลือกของผีเสื้อแก้ว ทอดตัวแทรกอยู่ในย่านเหล่าคนชนชั้นสูง เป็หนึ่งในสถานที่ที่ได้รับสิทธิเข้าเฉพาะผู้ถือบัตรเชิญระดับ พลูโครม่า หรือผู้ที่มีสิทธิพิเศษจากราชสภา
“Lux Perennis ลักซ์ เพอเรนนิส ” ชื่อนี้หมายถึง “แสงนิรันดร์” — เป็ทั้งภัตคาร คาเฟ่ และแกลเลอรีศิลป์ที่ขาวสะอาดในตัวเดียวกัน
ผนังเป็กระจกเงาผสมไข่มุกขัดเงา แสงธรรมชาติจากเพดานโปร่งใสสาดส่องเข้ามาเคลือบทุกอย่างด้วยความรู้สึก เหมือนอยู่ในพระราชวังของเทพเ้า
พื้นทำจากหินอ่อนขาวที่เปล่งประกายระยิบระยับราวกับกลีบเกล็ดหิมะในฤดูมืด
บนเพดานห้อยโคมไฟผลึกขนาดใหญ่ดีไซน์ทรงเกลียว DNA ซึ่งทำมาจากวัสดุพิเศษที่ดูดกลืนเสียง ทำให้ที่นี่เงียบแบบ น่าหวาดหวั่น ราวกับเสียงทุกคำพูดจะถูกบันทึกไว้ในอากาศ
โซนคาเฟ่ อยู่ใกล้กระจกด้านตะวันตก เป็ที่นั่งกึ่งลอยฟ้าที่มองเห็นวิวเมืองระดับเหนือหมอก เมนูมีแต่ชื่อหรูหราแต่รสชาติไม่สามารถจำแนกได้ว่าเป็ของจริงหรือเพียงภาพลวง ส่วนน้ำที่เสิร์ฟในแก้วคริสตัลนั้นไม่มีกลิ่น ไม่มีสี — แต่เมื่อััลิ้นกลับให้รสชาติที่แตกต่างกับแต่ละคน
ในมุมที่แสงสะท้อนจากกระจกกลายเป็อุโมงค์ของความบริสุทธิ์
หญิงสาวคนหนึ่งนั่งอยู่ลำพัง — “รินดา คราเมียร์เรียส”
เธอสวมเดรสสีดำยาวไร้ลวดลาย มีเพียงเส้นขอบเงินบาง ๆ ที่ตัดผ่านลำตัวพอดีราวกับเส้นเขตแดนของโลก
ริมฝีปากเธอแต่งด้วยลิปสติกสีม่วงเข้ม เย็นเฉียบ
ขอบตาไล่สีม่วงประกายเทา คล้ายหมอกที่พยายามลวงตาคนให้อ่านอารมณ์ไม่ได้
เธอนั่งไขว่ห้าง ขาข้างหนึ่งเคลื่อนขึ้นลงเบา ๆ ตามจังหวะนาฬิกา
มือข้างหนึ่งถือถ้วยกาแฟสีงาช้าง อีกข้างเล่นกับกล่องไม้ขีดที่สลักอักษร “เอส.” ไว้ด้านข้าง
ดวงตาของเธอเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า “เธอไม่ได้เฝ้ารอใคร” เพราะเมื่อกอร์ดอนปรากฏตัวที่ประตูภัตคาร — เธอยิ้ม แต่เป็รอยยิ้มที่ไม่บอกเลยว่าเธอ ยินดีที่ได้พบ หรือ พอใจที่เกมกำลังเริ่มต้น…
ภายในภัตคาร “Lux Perennis ลักซ์ เพอเรนนิส”
เสียงช้อนกระทบจานพอร์ซเลนดังกริบๆในอากาศที่เงียบกริบ ทุกโต๊ะมีคนอยู่เต็ม — แต่ไม่มีใครพูดเสียงดัง มีเพียงการสบตากันเบา ๆ และเสียงดนตรีไร้เครื่องสายที่คล้ายกับถูกสังเคราะห์จากความคิดของผู้ฟัง ชุดอาหารระดับจักรพรรดิถูกจัดเสิร์ฟด้วยหุ่นยนต์ในชุดทักซิโด้สีขาว ดีไซน์ของหุ่นดูเรียบง่ายและไม่น่ากลัว ร่วมสมัยและน่าเหลือเชื่อ โต๊ะกระจกใสไร้รอยเปื้อนแต่กลับสะท้อนเงาผู้คนแบบบิดเบี้ยวเหมือนในความฝัน กลิ่นหอมจาง ๆ ของควันเทียนผสมแอลมอนด์และแป้งขาวอ่อน ๆ ลอยล่องไปทั่วร้าน
หรูหราอย่างที่สุด แต่ก็ “ปลอม” อย่างที่สุดเช่นกัน
ที่โต๊ะหมายเลข 12 ใกล้หน้าต่างกระจกเต็มบาน รินดานั่งอยู่ก่อนแล้ว และเมื่อกอร์ดอนเดินเข้ามา — เธอไม่ได้ลุกขึ้น แต่เพียงยกมือขึ้นเล็กน้อยให้บริกรเห็น แล้วบุ้ยใบ้ไปที่เก้าอี้ตรงข้าม บนโต๊ะมีอาหารอยู่แล้ว — จานหลักเป็เนื้อวากิวสีชมพูสุกกลาง สลัดแต่งกลิ่นด้วยดอกไม้แช่น้ำผึ้งดำ ขนมปังอบสดจากครัวใต้ดินของร้าน เสิร์ฟคู่กับไวน์สีอำพันในแก้วคริสตัลขนาดเรียว
มีทุกอย่างที่ “คนรวยมากพอ” จะกินได้ในวันธรรมดา และ “คนจนมากพอ” จะไม่มีวันเคยลิ้มรสตลอดชีวิต
กอร์ดอนนั่งลงโดยไม่กล่าวคำใด
เขาเพียงแค่เหลือบตามองรินดาแวบหนึ่ง — ก่อนจะก้มลงจ้องจานอาหารตรงหน้าอย่างคนที่กำลังต่อสู้กัสัญชาตญาณกลิ่นของเนื้อย่างร้อน ๆ ตัดกับกลิ่นหวานของซอสแดงที่เทแต่งอย่างประณีต ข้างจานคือขนมปังที่ดูเหมือนจะกรอบนอกนุ่มในแบบที่เขาลืมไปแล้วว่ามันมีอยู่จริง และตรงกลางคือมีด — ที่สะท้อนแสงสีขาวจากโคมไฟ้า ราวกับเชิญชวนให้เขา “เริ่ม”
เขาหยิบมีดขึ้น ตัดเนื้ออย่างไม่รีบร้อน
แต่เมื่อเนื้อนั้นแตกออกจนไอน้ำร้อน ๆ ลอยขึ้นมากระทบปลายจมูก — กอร์ดอนก็หมดความสามารถจะรั้งไว้
เขากิน
คำแรกเหมือนถูกปลุกให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง คำที่สองคือการยอมรับว่าเขาตายไปแล้ว และคำที่สาม…คือการลืมไปชั่วขณะว่ารินดานั่งอยู่ตรงข้าม
รินดามองกอร์ดอนด้วยสายตาไร้คำพูด ดวงตาของเธอเยือกนิ่ง ริมฝีปากสีม่วงเข้มแสยะเล็กน้อยราวกับพึงพอใจในสิ่งที่เห็น
“หิวขนาดนั้นเลยหรือ?”
เสียงเธอนุ่ม แต่แทงทะลุเข้ามาในบรรยากาศแสนเงียบสงบเหมือนใบมีด
กอร์เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย กลืนน้ำลายช้า ๆ เขาตอบเพียงแค่คำเดียว — ไม่ใช่กับเธอ แต่กับอาหาร
“ที่สุด…”
รินดาหัวเราะในลำคอเบา ๆ แล้วเอนตัวพิงพนักเก้าอี้
“ฉันชอบเวลาผู้ชายพูดจากท้องไส้… มากกว่าจากสมองเสียอีก”เธอหยิบแก้วไวน์ขึ้นจิบ ปลายนิ้ววาดวนบนขอบแก้วช้า ๆ สีเล็บของเธอคือสีม่วง เธอมีนิ้วมือที่เรียวบวกกับเล็บที่ค่อนข้างสวยงาม
“กินให้อิ่มก่อนเถอะ” เธอกล่าวโดยไม่ได้ยิ้ม — แต่น้ำเสียงของเธอ… เหมือนกับกำลังวางยา
ในขณะเดียวกันรินดาหยิบแป้งพับขึ้นมาจากกระเป๋าหนังขระเข้สีดำเงาวับ เช็กหน้าผมโดยไม่สนใจกอร์ดอน เธอมองที่เปลือกตาบ้าง ริมฝีปากบ้าง กระทั้งเธอได้ลุกออกจากที่หลังจากที่ได้บอกกอร์ดอนว่าขอตัวไปห้องน้ำสักครู่
กอร์ดอนไม่รีรอที่จะแอบขโมยอาหารจากบนโต๊ะและซ่อนมันไว้ใต้เสื้อที่เขากันฝนมา เส้นผมของกอร์ดอนยังไม่แห้งดีนัก ถึงเขาจะดูมอมไปหน่อยสำหรับรินดา ทั้งนี้ทั้งนั้นเขายังคงไม่ดูแย่จนเกินไปราวกับว่ากอร์ดอนเคยเป็ลูกผู้ดีเก่ามาก่อน
รินดาไปไม่นานนัก เธอกลับมาพร้อมกับเปลือกตาที่ดูวิบวับกว่าเคย เธอเป็คนที่ชอบแขวนหน้าเหวี่ยงๆไว้บนหน้า เวลาใครๆจ้องมองก็มักจะรู้สึกว่าหล่อนมีเสน่ห์
“โค้นล้มโคลนบริสุทธิ์?” กอร์ดอนเปิดประเด็นด้วยสีหน้าที่ดูฉลาด
“หรืออีกหนึ่งทางเลือก — ให้คราเมียร์เรียสเชิดเหมือนอย่างที่เคย…” รินดาตอบกลับพลางมองอาหารบนโต๊ะด้วยท่าทางสงสัยว่ามันหมดเกลี้ยงไปได้อย่างไร
“แล้วอะไรจะรับประกันว่าโลกจะดีกว่าจักรวรรดิฟาร์เรียสกัมม์?” กอร์ดอนยกแก้วไวน์ขึ้นซดเหล้าหมักสีอัมรินทรพลางทำหน้าตาไม่ค่อยอภิรมย์มากนัก “ห่วย…”เขาบ่นพึมพำถึงรสชาติของเหล้าหมัก “พวกเธอเรียนศาสตร์นี้มาจากไหน — เป็ไปไม่ได้ที่ตะกูลคราเมียร์เรียสจะเข้าวิทยาลัยของพวกชนชั้นสูงได้” ในขณะที่กอร์พูด สายตาเขาจ้องไปที่รินดาตลอดเวลสโดยที่นิ้วมือก็ยังคงััแก้วไวน์
“แล้วเธอเป็ใครกันแน่ — ถึงได้มองเห็นสิ่งที่เราอำพราง” รินดาใช้มือท้าวมือไปที่เส้นผมสั้นๆของหล่อน “ไม่มีใครเห็นการซ่อนของพวกเรามาเป็20กว่าปี “ รินดาขมวดคิ้วจ้องตากลับไปยังกอร์ดอนเช่นกัน “เธอเป็ใครกันแน่”
” ฉันชื่อ นัวร์ ฌองเคิว์ตท” กอร์ดอนตอบด้วยสีหน้าที่จริงจังและจริงใจ
“ฌองเคิว์ตท ? เหรอ” รินดาถามกลับอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ
“ใช่ ฌองเคิว์ตท — ส่วนเธอคราเมียร์เรียส รินดา” กอร์ยิ้มแบบหนุ่มเ้าอารมณ์ “พวกเธอเก่งมากเลยนะที่สามารถทำให้ข้อมูลส่วนใหญ่ของตัวเองถูกบิดเบือนได้ถึงขนาดนี้ — อยู่มาั้แ่ยุคสุเมเรียนแล้วไม่ใช่เหรอเหรอ พวกเธอน่ะ …”กอร์ดอนยิ้มอีกครั้งพลางส่งใบหน้าอันหล่อเหลามุ่งตรงไปที่รินดา
คำพูดนี้ยิ่งทำให้หล่อนสงสัยมากขึ้นเป็ทวีคูณ เธอเริ่มจะคุมสติจากการอยากรู้ไม่ไหว แต่ก็ยังคงรักษาภาพลักษณ์ตนเองไว้ “ฉันเป็ใครตอนนี้ไม่สำคัญหรอก — ฉันมีข้อเสนอ ถ้าเธอช่วยฉันจัดการพวกคนในโรงพยาบาลพาวีเลียนให้ฉันได้”เธอยื่นเช็กจำนวนเงิน5ล้านแอแพ็กซ์ให้กับกอร์ดอน
กอร์ที่มองดูเช็กด้วยสีหน้าที่ไม่พอใจเล็กน้อย เขาสั่นหัวพลางเงยหน้ามองรินดาด้วยสีหน้าที่เ้าเล่ห์กว่าที่เคย
“ 10 ล้านแอแพ็กซ์ —“ น้ำเสียงของกอร์ดอนแน่วแน่มาก
รินดาสั่นหัวตอบปฏิเสธช้าๆอย่างหัวเสียโดยหล่อนสามารถทำให้กอร์ดอนดูออกได้ว่าเธอพยายามเก็บอาการที่สุดแล้ว
“ 100ล้านแอแพ็กซ์ — ไม่เช่นนั้นฉันจะทำให้คนทั้งโลกรู้ว่า คราเมียร์เรียสไม่ได้มีผู้รอดชีวิตแค่คนเดียว …” ดวงตาของกอร์ดอนแสดงออกถึงความแน่วแน่ “แต่ยังมีหลานชายสุดที่รักที่เธอหวังที่จะให้พวกตะกูลสัตว์นรกผุดขึ้นมาควบคุมโครงสร้างของโลกให้ล้มจมอีกครั้ง” กอร์ดอนพูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นพอจะเป็คำขู่ “หลานเธอเหรอ ?” หลังจากนั้นกอร์ดอนก็หัวเราะด้วยท่าทีรินดาก็เผลอลืมไปเลยว่าตัวเองเคยครุ่นคิดว่าแท้จริงแล้วกอร์ดอนเคยเป็ผู้ดีเก่ามาก่อน “เขาเป็ผัวเธอที่อยู่ในร่างหลานเธอตอนทำพิธีโยนศพที่พระวิหารซันไตไม่ใช่เหรอ?”
รินดาสุดจะทนกับการต่อรองเจรจาครั้งนี้ มันทำให้เธอรู้สึกเสียศูนย์มากแต่ทำอะไรไม่ได้นอกจากการที่ต้องเล่นตามเกมต่อไป เธอเชื่อสุดหัวใจว่ากอร์ดอนต้องเป็คนที่บ้านดีเดือด หากปฏิเสธการดีลนี้อีกครั้ง ยอดต้องพุ่งเป็เท่าตัวแน่ — มันจึงทำให้เธอพยักหน้าตอบตกลงด้วยความเฟลอย่างมหาศาล
“ขอข้อมูลจากโรงพยาบาลนี้ด้วย ขอจากแหล่งข้อมูลจริงนะ ฉันจะไม่ลงมือกับคนบริสุทธิ์…” กอร์ดอนหยิบเช็ก 100แอแพ็กซ์แล้วเก็บใส่กระเป๋ากางเกง “หวังว่าทั้งโรงพยาบาลจะมีแต่คนชนชั้นสูงนะ” กอร์เก็บสัมภาระตัวเองที่เป็เสื้อกับอาหารที่เขาขโมยโดยไม่ให้รินดารู้สึกสงสัย “จะได้จัดการง่ายๆรวดเดียว” เขาเดินออกไปอย่างค่อยๆพลางพูดขอบคุณ ‘อร่อยมาก ขอบคุณที่เลี้ยงนะ’
ในขณะที่ประตูภัตตาคารเลื่อนเปิดออกอย่างไร้เสียง กอร์ดอนเดินจากไปโดยไม่หันกลับมา ทิ้งไว้เพียงกลิ่นจาง ๆ ของฝนเก่าที่ติดเสื้อผ้า และอารมณ์อึมครึมที่กระจายอยู่เต็มโต๊ะกระจกสะท้อนเงา รินดานั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น สีหน้าไม่แสดงอารมณ์ แต่ดวงตาแทบลุกเป็ไฟใต้เปลือกตาสีม่วงวิบวับ
เธอจิบไวน์เงียบ ๆ ก่อนจะวางแก้วลงบนโต๊ะพร้อมเสียง ‘กริ๊ก’ ที่คมกริบพอจะสื่อว่าหัวใจเธอกำลังไม่อยู่ในอารมณ์ดีเท่าไร
“หมอนั่นรู้มากเกินไป…” เธอพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ในขณะที่หล่อนเดินไปยังตู้โทรศัพท์สีขาวมุกจากข้างทาง ปลายนิ้วกดเบอร์สายลับที่เธอใช้เฉพาะตอนสถานการณ์เกินควบคุมเสียงตอบรับจากปลายสายฟังดูเบาบางราวกับเป็เสียงลมหายใจของผี
“หาคนที่ชื่อ นัวร์ ฌองเคิว์ตท ให้ที… ทั้งข้อมูลราชการและข้อมูลใต้ดิน ฉัน้าทุกอย่างที่มีใน 72 ชั่วโมง ไม่งั้นเราจะต้องเซ็นเช็ก100ล้านแอแพ็กซ์ให้มัน เธอวางสายด้วยสีหน้าราบเรียบ แต่นิ้วมือลูบผ่านริมฝีปากตัวเองเบา ๆ
ลิปสติกสีม่วงยังคงติดอยู่ครบ… แต่ในใจกลับเหมือนถูก “จูบด้วยเหวลึก” ของอะไรบางอย่างที่เธอยังไม่เข้าใจ รินดาเงยหน้าขึ้น มองท้องฟ้ายามค่ำคืนคริสตัลที่สะท้อนแสงไฟหรูหราอย่างไร้ที่ติ
แต่สำหรับเธอแล้ว — ตอนนี้ โลกทั้งใบ… กำลังจะลุกเปเป็ไฟ
ฝนที่ตกปรอย ๆ ในคืนก่อนหยุดลงั้แ่รุ่งเช้า ทว่าอากาศยังคงชื้นจนผิวรู้สึกหนืดเล็กน้อย เมฆสีเทาอืดอาดคลุมฟ้าทั้งผืนราวกับผ้าม่านในงานศพ กอร์ดอนเดินอยู่ในเสื้อคลุมสีซีดของเ้าหน้าที่เภสัชที่เพิ่งได้รับเมื่อเช้า แต่เปื้อนคราบแป้งยาเล็กน้อยตรงชายแขนเสื้อ ซึ่งเหตุการณ์การเลื่อนตำแหน่งเข้ามาตีคู่กับชายร่างผอมผมหยิกที่เคยบูลลี่เื่กอร์ตอนที่เขายังอยู่ในตำแหน่งแคร์เรอร์ก็ทำให้เขาหน้าเสีย
“หัวหน้าครับ แบบนี้ไม่แฟร์มากเลยนะ ถ้าจะให้คนเช็ดขี้เช็ดเยี่ยวมาเป็เภสัชจ่ายยา ทั้งที่ทำงานมาได้แค่อาทิตย์เดียวมันไม่สมเหตุสมผลไปหน่อยเหรอครับ?” ชายผอมผมหยิกไม่พอใจและใช้น้ำเสียงที่ดังลั่น
“ เควิน เธอต้องหัดไปควบคุมสติของตัวเองให้ดีกว่านี้นะ — ฌองเคิว์ตทเขามีประสบการณ์จากชินเกอร์ราร์มาหลายปี จบวิทลัยั้แ่อายุ14 แถมได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่งทางด้านเฉพาะทางด้วย”หัวหน้าของชายผอมตอบกลับด้วยท่าทางที่กำลังอธิบายด้วยเหตุผล
ห้องจ่ายยาดูอึมครึมมากกว่าเดิมสามเท่า เควินสวนกลับด้วยน้ำเสียงที่ดังและก้าวร้าว “ผมก็เกียรตินิยมอันดับหนึ่งเหมือนกันครับ”
“แต่คะแนะของฌองเคิว์ตทมากกว่าเธอ 0.5 คะแนะ — เธอต้องยอมรับความจริงเควิน ยอมรับว่าตลอดเวลาหนึ่งอาทติย์ที่ผ่านมา เธอจ่ายยาให้คนไข้ตายไปกี่คนแล้ว เธอรู้ไหมว่าตำแหน่งเภสัชเป็ตำแหน่งที่ทรงเกียรติมากแค่ไหน … แต่ในเวลาเดียวกัน พวกเราก็ง่ายต่อการถูกเด็ดหัวมากที่สุดจากการเสียชีวิตของคนไข้ระดับบสูงที่มารักษาที่นี่” หัวหน้าเควินตอบกลับอย่างฉุนเฉียวพลางสบถคำหยาบมากมายออกมาจากปากของตน ”เธอจบสูงก็จริงนะ แต่ฉันก็เคยเห็นเด็กสามัญชนที่ไม่ได้เรียนจบดีกรีเกียรตินิยมแบบเธอ เขามีความสามารถและประสบการณ์ที่มากกว่าเด็กจองหองเมื่อวานซืนอย่างเธอเยอะ” หลังจากที่พูดจบไม่นาน หัวหน้าก็เดินออกมาจากห้องจ่ายยา ทิ้งให้เควินจมอยู่กับคำพูดที่ทิ่มแทงจิตใจของเขาในห้องที่ไม่มีแม้แต่หน้าต่าง
กอร์ดอนได้ยินทุกอย่างที่ทั้งสองปะทะคารมณ์กัน ซึ่งนั้นยิ่งทำให้เควินเริ่มมีความรู้สึกเกียดกอร์ดอนมากขึ้นไปอีกเท่าตัวหลังจากที่เขาเห็นหน้าหล่อๆของกอร์ดอนที่กำลังสวมชุดเภสัช สัญชาตญาณของเควินรู้สึกได้ว่าตัวเองเหมือนกำลังจะโดนเขี่ยทิ้ง
“ไง เควิน — วันนี้จ่ายยาไปกี่รายแล้ว?” กอร์ดอนทักทายด้วยอารมณ์ที่เป็กันเอง
จากการทักทายของกอร์ดอน มันยิ่งทำให้เควินรู้สึกอยากจะกระโจนชกหน้าเขา แต่เควินก็ต้องสงบสติอารมณ์ตัวเองให้ได้ เขารู้สึกถึงความเ็ปจากเหตุการณ์ที่เขาบลูลี่กอร์ดอนเมื่อก่อนหน้านี้ว่าเช็ดอึไปกี่คนแล้ว
“ วันนี้สำหรับคนไข้ชั้นที่6ห้อง839-957ให้เปลี่ยนชุดยาการรักษาเป็ยาแก้ปวดพาริน…”เควินพูดไม่จบ
“นายเกียดฉัน?”กอร์ดอนพูดแทรกพลางใช้นิ้วชี้เข้าที่ตัวเอง ใบหน้าเขามีเย้ยหยันเควินสุดฤทธิ์สุดเดช
เควินจ้องหน้ากอร์ดอนตาขวางพลางกำหมัด ทั้งเนื้อทั้งตัวสั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด
“งั้นก็ไปตายสิครับ”กอร์ดอนตอบด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉย”จริงแล้วนายเก่งจากอะไร? — ความได้เปรียบถูกต้องมั้ย”กอร์นั่งลงบนเก้าอี้ประจำของเควินด้วยสีหน้าที่ไม่รู้สึกรู้สาอะไร “เพราะฐานะและชื่อเสียงที่ตะกูลนายสั่งสมมา มันเลยทำให้นายรู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่น… งั้นเหรอ?”
“หลีกไปนั้นที่นั่งของฉัน”เควินเดินเข้าไปผลักเก้าอี้ที่กอร์นั่งอยู่”แล้วไปจัดยาที่ฉันสั่งซะ — ไอ้เบือก” เควินตวาดเสียงแข็งใส่กอร์ดอน
“ ได้” กอร์ลุกขึ้นด้วยมาดผู้ดีพลางหันมองเควินด้วยสายตาที่เฉียบคมราวเหยี่ยวที่กำลังเชือดเหยื่อ
“ นายกับลุงอาเธอร์แอบเอาโดรสโพโรรอยไปขายในตลาดมืด ทรัพย์สินของโรงพยาบาลพาวีเรียนเชียวนะ — ลองคิดภาพเล่นๆดูว่าถ้าความจริงพวกนี้ถูกเปิดเผย ตะกูลนายจะเป็ยังไงต่อไป … ฉันรู้นะว่านายแอบข่มขืนคนไข้ที่มีอายุไม่ถึง18 ทั้งเด็กชายและเด็กหญิง แถมแอบขโมยศพกลับบ้านไปสำเร็จความไคร่ให้กับตัวเอง ช่างวิปริต” กอร์ดอนส่ายหัวเบาๆพลางยืนกอดอก
“หลักฐานทุกอย่างอยู่ชิปที่ประมวลผลผ่านเสียงของฉันแล้ว — ขอแค่ฉันพูดคำเดียว ข้อมูลทุกอย่างจะรันในระบบคอมพิวเตอร์ของสื่อทั้งเมือง เริ่มต้นที่โรงพยาบาลพาวีเรียนก่อนเลย
เควินยืนเหวอ ดวงตาที่เบิกโพลงกับอาการช็อกที่ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ เขาทำอะไรไม่ถูกนอกจากยืนแน่นิ่งราวกับว่าเืไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ เขารู้สึกเหมือนเซลล์และอวัยวะต่างๆขาดออกซิเจนและสารอาหารที่จำเป็อย่างกระทันหัน เขายังคงพูดไม่ออกแม้แต่คำพูด
“ ทำไมพวกคนชนชั้นสูงอย่างพวกแกที่คิดว่าตัวเองเหนือกว่าชาวบ้านถึงได้มีรสนิยมที่ผิดปกติถึงขนาดนี้?” กอร์ตัดพ้อด้วยคำพูดที่ดูแสร้งๆพลางนั่งลงที่เก้าอี้ของเควินเพื่อให้เขารู้สึกเ็ปเพิ่มขึ้นไปอีกตามหลักจิตวิทยา “ เอาเถอะ — ไม่ว่าจะยังไง วันนี้เที่ยงคืน ฉันจะประกาศเื่นี้ให้ทุกคนรับรู้ ถ้านายรู้สึกเกียดฉัน ก็ไปตายซะนะ” กอร์ดอนยิ้มยิงฟันแบบสะใจพลางทำงานไปด้วยอย่างเยือกเย็นเหมือนไม่ได้มีอะไรหนักหนาสาหัสเกิดขึ้น “มันเป็ทางที่ดีที่สุดแล้วสำหรับนาย เควิน” เขาหันขวับกลับไปพลางยื่นยาระงับประสาทให้เควินด้วยมือข้างหนึ่ง
ก่อนจะวางมืออีกข้างบนหัวของเควินเบา ๆ
“เควิน… นี่เป็สิ่งเดียวที่ฉันจะให้นายเลือกได้ด้วยตัวเอง”
เขากดเบา ๆ ที่กลางกระหม่อม — จ้องตาคู่ตรงหน้าที่กำลังเปียกเหงื่อเย็นไหลลงมาอาบขมับ
“กินมัน แล้วไปหลบในความมืดที่นายคุ้นเคย
…หรือจะให้ฉันเปิดไฟให้ทุกคนเห็นนายแบบเต็มตา?”
เสียงฝนข้างนอกสาดกระทบกระจก ในห้องเล็ก ๆ ไม่มีเสียงอื่นใด มีเพียงเสียงหัวใจของเควินที่เต้นดังขึ้นราวกลองเตือนภัยา
ด้านหลังของโรงพยาบาลมีลานอับชื้นขนาดเล็กติดกับห้องเก็บของ และนั่นคือที่ที่เขานัดนัวร์ไว้
กอร์ดอนไม่ได้พูดอะไรในตอนแรก เขาแค่โยนถุงพลาสติกที่มีเศษใบประวัติผู้ป่วยที่ถูกลบแล้วลงบนกล่องไม้ ตรงหน้ามีบานกระจกเงาสะท้อนของชายผมดำที่กอร์ดอนมักคุยด้วยเสมอ ซึ่งเขาชื่อ นัวร์
บนกระดาษแต่ละแผ่น มีรายชื่อ ข้อมูลโรคประจำตัว หมายเหตุ “เกินกำลังรักษา” และ “ไม่มีประวัติวงศ์ตระกูลระดับรองรับ” ถูกวงไว้ด้วยปากกาสีดำ
“ทั้งหมดนี้… ไม่มีใครที่เป็ ‘บริสุทธิ์’ เลย” กอร์ดอนพูดนิ่ง ๆ ขณะนั่งลงพิงกำแพง
นัวร์ไม่พูดอะไร นอกจากยิ้มจาง ๆ กับแววตาที่ดูเหมือนรอคำนี้มานาน
“และจากฝั่งของเธอ?”
“เหมือนกัน” เสียงของรินดาที่โผล่จากเงามืดในอีกมุมหนึ่งตอบแทนแต่หล่อนไม่เห็นเงาสะท้อนของนัวร์
“ฉันเช็กผ่านหน่วยสืบจากตะกูล เราคอนเฟิร์มแล้ว — ไม่มีสามัญชนหลงเหลือในพาวีเลียน นอกจากนาย”
กอร์ดอนไม่แสดงความยินดี ไม่เคลิ้ม หรือแสดงแววอาฆาต
เขาแค่ยกกระดาษใบหนึ่งขึ้นพิจารณา — แล้วขยำมันทิ้งลงพื้น
“งั้นก็เริ่มได้”