จี้ทิงไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายหมายความถึงสิ่งใด“แรงดึงดูดแบบไหนเหรอครับ?”
“ก็แบบ...”
ขงอวี่เพิ่งจะอ้าปากก็ถูกลู่เหยียนชูใช้สายตาปรามไว้เสียก่อนจี้ทิงอุตส่าห์ยอมมาช่วยงานโดยไม่หวังผลตอบแทนเรื่องเล็กน้อยอย่างชุดที่ใช้ใส่เข้าฉากจะไปรบกวนเจ้าตัวได้อย่างไร
ยิ่งไปกว่านั้นจี้ทิงเพิ่งจะย้ายออกจากบ้านมา บางทีอาจจะยังจัดเสื้อผ้าไม่เรียบร้อยด้วยซ้ำ
“นายไม่ต้องไปฟังเขาหรอก เรื่องอื่นพวกเราจะเตรียมไว้ให้เองนายแค่บอกไซซ์มาก็พอ” ลู่เหยียนชูเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังพูดคุยกันอยู่นั้นโทรศัพท์ในกระเป๋าของสวีเหรินก็สั่นขึ้นมา เขาหยิบออกมาดูหน้าจอแวบหนึ่งก่อนจะเดินเลี่ยงออกไปรับสาย
“สวัสดีครับ เลขาฟาง”
“สวัสดีครับคุณสวีไม่ทราบว่าพอจะบอกเหตุผลได้ไหมครับว่าทำไมวันนี้คุณถึงไม่ได้เข้ามาทำงานที่บริษัท?”
“เอ๋?” สวีเหรินถึงกับงงไปวูบหนึ่ง “ผม... ผมยังไม่ได้เป็นพนักงานประจำของกลุ่มบริษัทซื่อลี่ไม่ใช่เหรอครับ”
“แต่ตอนนี้คุณมีโปรเจกต์ที่ทำร่วมกับห้องแล็บเครื่องกลความแม่นยำสูงของกลุ่มบริษัทซื่อลี่อยู่ซึ่งต้องมีการติดตามความคืบหน้า ดังนั้นทางบริษัทจึงมีสิทธิ์ที่จะสอบถามครับ”ฟางเจี๋ยเอ่ยด้วยเหตุผลที่ฟังดูเป็นงานเป็นการอย่างยิ่ง
“อ๋อ อย่างนี้เอง” สวีเหรินไม่ได้เข้าใจลึกซึ้งนักทำได้เพียงตอบกลับไปว่า “ถ้าอย่างนั้นช่วงสองสามวันนี้ผมจัดการธุระเสร็จแล้วจะรีบไปทันทีได้ไหมครับ?”
“ได้ครับ แต่ผมต้องบันทึกเหตุผลการลาของคุณไว้ด้วย”
“ผมอยู่กับคุณชายรองจี้...”
ไม่ได้สิพูดไม่ได้... สวีเหรินเม้มปากแน่นก่อนจะเปลี่ยนคำพูดใหม่“ผมอยู่กับลู่เหยียนชูครับ ฝากคุณบอกท่านประธานจี้ด้วยครับเขาเข้าใจดี”
“รับทราบครับ ผมเข้าใจแล้ว”
หลังจากวางสายฟางเจี๋ยก็บันทึกไฟล์เสียงสนทนา แล้วรีบลุกตรงไปยังห้องประธานทันที
เขาเคาะประตูแล้วก้าวเข้าไปหยุดตรงหน้าโต๊ะของจี้เยี่ยนจื๋อ“ประธานจี้ครับ เมื่อครู่ผมสอบถามคุณสวีมาแล้วตอนนี้เขากับคุณชายรองอยู่ที่บ้านของลู่เหยียนชูครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อเหลือบตาขึ้นมองอย่างเย็นชา“เขาบอกนายตรงๆ แบบนั้นเลยเหรอ?”
“เปล่าครับ เขาเผลอหลุดปากออกมาเอง ผมเลยจับสังเกตได้”
จี้เยี่ยนจื๋อนิ่งไปครู่หนึ่ง“เดือนนี้ฉันให้วันลาพักร้อนแบบได้ค่าจ้างเพิ่มให้นายอีกสองวัน”
“ขอบคุณครับประธานจี้ ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อนนะครับ” ทันทีที่หันหลังกลับ มุมปากของฟางเจี๋ยก็ฉีกยิ้มกว้างออกมาทันที
ทว่าหลังจากบานประตูเปิดและปิดลงแววตาของจี้เยี่ยนจื๋อกลับหม่นแสงลงด้วยความขุ่นมัว
จี้ทิงเพิ่งจะย้ายออกจากบ้านลู่เหยียนชูก็ล่อลวงเจ้าตัวไปหาถึงที่เสียแล้ว คนคนนี้ทำตัวประจบประแจงผิดปกติจะต้องมีเจตนาแอบแฝงอย่างแน่นอน
จี้ทิงในตอนนี้ไม่ใช่จี้ทิงคนเดิมอีกต่อไปแล้วถ้าโดนลู่เหยียนชูปั่นหัวเข้า ต่อให้มีจี้ทิงสักสิบคนก็คงถูกหลอกขายจนหมดตัว
จี้เยี่ยนจื๋อตัดสินใจแล้วว่าตั้งแต่วันพรุ่งนี้จะส่งคนไปคอยจับตาดูเขาอยากจะรู้นักว่าลู่เหยียนชูกำลังเล่นเล่ห์กลอะไรอยู่กันแน่
...
จี้ทิงและสวีเหรินใช้เวลาสองวันในการประกอบตู้เซิร์ฟเวอร์ขึ้นมาใหม่
เขาลองทดสอบระบบดูแล้วพบว่าเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของหมู่บ้านนี้เพียงพอแค่สำหรับการใช้งานทั่วไปเท่านั้นจึงลงมือดัดแปลงมันด้วยตัวเอง
ตอนเที่ยงสวีเหรินสั่งอาหารมาทานแต่พออาหารมาถึง โทรศัพท์ของจี้ทิงก็สั่นเตือนขึ้นมาทันที
“ฮัลโหล”
“จี้ทิง วันนี้นายพอจะมีเวลาไหม?” ปลายสายคือลู่เหยียนชูที่โทรมานั่นเอง
จี้ทิงถามกลับ“นัดเขาได้แล้วเหรอครับ?”
“อืม ฉันคุยกับพี่เหมียวเรียบร้อยแล้ว เลยจะมาคอนเฟิร์มเวลากับนายก่อน”
จี้ทิงครุ่นคิดครู่หนึ่ง“ถ้าอย่างนั้นนัดเป็นช่วงเย็นแล้วกันครับ”
“ตกลง แล้วเจอกันนะ”
...
เวลา17.00น. จี้ทิงและสวีเหรินเดินออกมาจากประตูหน้าหมู่บ้านและยืนรอรถอยู่ริมถนน
“เฮ้ยๆ เลิกกินได้แล้ว คุณชายรองออกมาแล้ว!”
คนที่นั่งอยู่เบาะผู้โดยสารรีบซดเส้นบะหมี่คำสุดท้ายเข้าปากแล้วชะโงกหน้ามองผ่านกระจกหน้า“มีสวีเหรินไปด้วยแฮะ สองคนนี้จะไปไหนกัน?”
“ตามไปเดี๋ยวก็รู้เองแหละ”
ผ่านไปครึ่งชั่วโมงทั้งสองก็เห็นรถที่จี้ทิงนั่งมาเลี้ยวเข้าสู่ย่านที่พักอาศัยระดับหรูหราแห่งหนึ่ง
บอดี้การ์ดที่นั่งอยู่เบาะข้างคนขับมองตามพลางพูดขึ้นมา “ที่นี่ดูท่าทางระบบรักษาความปลอดภัยจะเข้มงวดมากพวกเราคงเข้าไปไม่ได้แน่”
“งั้นฉันรายงานพี่เลี่ยวก่อน”
หลังจากเลี่ยวข่ายได้รับข้อความพอเห็นว่าเป็นหมู่บ้านอวิ๋นติ่งย่วนเขาก็ถอนหายใจออกมา
เขาเปิดบันทึกในโทรศัพท์ดูแล้วส่งหมายเลขทะเบียนรถสามคันของลู่เหยียนชูและผู้จัดการส่วนตัวไปให้พร้อมกำชับให้คอยสังเกตการเข้าออก
บอดี้การ์ดสองคนนั่งอยู่ในรถฝั่งตรงข้ามถนนคอยจับจ้องที่ประตูใหญ่ชนิดตาไม่กะพริบ
จนเกือบทุ่มหนึ่งรถโคนิกเซกก์คันหนึ่งก็แล่นเข้ามาในสายตา
บอดี้การ์ดพึมพำหมายเลขพลางเทียบกับทะเบียนในมือถือ“8831 คันนี้แหละ เร็วเข้าๆ ตามไปเลย!”
ลู่เหยียนชูเหลือบมองคนข้างกายด้วยหางตาพลางเอ่ยปลอบ“นายไม่ต้องตื่นเต้นนะ ถ้าไม่อยากพูดอะไรก็ไม่ต้องพูดเดี๋ยวฉันจะช่วยกันให้เอง”
จี้ทิงส่งเสียงรับคำในลำคอก่อนจะยกมือขึ้นลูบข้างลำคอเบาๆ
[ผ้าพันคอนี่ทำจากวัสดุอะไรกันนะ ยิ่งพันก็ยิ่งร้อนแถมยังคันคอชะมัด]
ลู่เหยียนชูได้ยินเสียงนั้นจึงแสร้งทำเป็นว่าสังเกตเห็นท่าทางของเขา “เป็นอะไรไปครับเสื้อผ้าใส่ไม่สบายเหรอ?”
“เปล่าครับ”
ลู่เหยียนชูจ้องมองเขาอีกสองวินาทีก่อนจะปรับอุณหภูมิแอร์ให้ต่ำลง แล้วหักรถเข้าจอดริมทาง
“จี้ทิง ดูเหมือนผ้าพันคอนี่จะไม่ค่อยเข้ากับชุดที่นายใส่เท่าไหร่นะฉันว่านายถอดมันออกเถอะ”
จี้ทิงหันมามองเขา“แต่คุณขงบอกว่า...”
“ไม่ต้องไปใส่ใจคำพูดเขาหรอก รสนิยมของขงอวี่ไม่ค่อยจะได้เรื่องเท่าไหร่”
“อ๋อ”
จี้ทิงยกมือจะถอดออกแต่ผ้าพันคอผืนนี้มีเข็มกลัดประดับล็อกไว้ด้านหลังเขาพยายามจะหมุนมันมาด้านหน้าเพื่อปลดออกแต่ก็ทำไม่ได้
เมื่อเห็นจี้ทิงง่วนอยู่นานลู่เหยียนชูก็เอ่ยเสียงแผ่ว “ถ้าไม่รังเกียจให้ฉันช่วยถอดไหม?”
จี้ทิงคิดครู่หนึ่งก่อนจะลดมือลงและพยักหน้าตกลง
ลู่เหยียนชูปลดเข็มขัดนิรภัยแล้วโน้มตัวเข้าไปหาจี้ทิงเองก็ก้มหัวลงเล็กน้อยเพื่อให้เขาทำงานได้สะดวก
ในจังหวะที่ทั้งสองคนขยับเข้าไปใกล้ชิดกันนั้นมีคนเดินถนนคนหนึ่งเดินผ่านรถไปพอดี และหลังจากเดินไปได้ไม่กี่เมตรเขาก็หันกลับมามองอย่างไม่ตั้งใจ
ผ่านไปไม่นานคนคนนั้นก็วิ่งเหยาะๆ กลับมาที่รถของตน
“เมื่อกี้เห็นไหม คุณชายรองกับลู่เหยียนชูจอดรถทำอะไรกันน่ะ?”
บอดี้การ์ดเบาะข้างคนขับตาค้างนั่งหอบหายใจโดยไม่ยอมปริปากพูด
บอดี้การ์ดอีกคนฟาดแขนเขาเข้าให้“มัวเหม่ออะไรอยู่วะ ฉันถามเนี่ย!”
อีกฝ่ายค่อยๆหันกลับมามองตาค้าง พลางพึมพำน้ำเสียงตะกุกตะกัก “เมื่อกี้...เมื่อกี้ฉันเห็นลู่เหยียนชูกอดคุณชายรองอยู่ ท่าทางแบบ... แบบนั้นเลยล่ะดูสนิทสนมกันมากเลย”
“หา?!”
หลังจากถอดผ้าพันคอออกแล้วลู่เหยียนชูก็โยนมันไปที่เบาะหลังอย่างไม่ไยดี
จี้ทิงยกมือขึ้นเกาข้างลำคอลู่เหยียนชูหันกลับมาเห็นท่าทางนั้นจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด“ขอโทษนะ คราวหน้าฉันจะระวังให้มากกว่านี้”
คิ้วของจี้ทิงขยับเล็กน้อยขณะหันไปมองเขา“เรื่องแบบนี้ ยังจะมีคราวหน้าอีกเหรอครับ?”
ลู่เหยียนชูชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะหลุดหัวเราะออกมา “นายพูดถูกหวังว่าคงไม่มีคราวหน้าอีกแล้วล่ะ”
...
ก่อนถึงเวลานัดสิบห้านาทีรถของลู่เหยียนชูก็มาจอดสนิทอยู่ที่หน้าคฤหาสน์ส่วนตัวบนถนนจื่อจิง
ทั้งสองก้าวลงจากรถทว่าในจังหวะที่จี้ทิงกำลังจะก้าวเข้าไปข้างในลู่เหยียนชูก็เรียกเขาไว้ด้วยเสียงแผ่วเบา
“จี้ทิง ตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป เราคงต้องเริ่มกันแล้วนะ” ประโยคนี้เป็นการส่งสัญญาณว่า จี้ทิงต้องเริ่มสวมบทบาทเป็นคนของเขาแล้ว
ลู่เหยียนชูยิ้มละมุนพลางยื่นมือออกมาหาทว่าจี้ทิงกลับไม่ได้วางมือลงไป แววตาฉายแววสงสัยเล็กน้อย
[เมื่อกี้ตกลงกันว่า เป็นลูกพี่ลูกน้องไม่ใช่เหรอแล้วพี่น้องเขาต้องจับมือกันด้วยเหรอ?]
ลู่เหยียนชูเห็นดังนั้นจึงค่อยๆหดมือกลับ “ถ้านายรับไม่ได้จะเปลี่ยนเป็นกอดคอก็ได้นะ”
จี้ทิงนิ่งเงียบไปสองสามวินาที“จับมือเถอะครับ”
การกอดคอทำให้ร่างกายชิดกันเกินไปจับมือยังพอจะมีระยะห่างได้บ้าง
ลู่เหยียนชูพยายามสะกดกลั้นรอยยิ้มที่มุมปากนิ้วมือของเขาแตะลงบนหลังมือของจี้ทิงอย่างอ่อนโยน ก่อนจะค่อยๆกระชับมือเข้าด้วยกัน
“เสี่ยวทิง เราเข้าไปข้างในกันเถอะ”