"ผู้ใดกล้าสร้างความวุ่นวายต่อหน้าข้า... มันผู้นั้นต้องดับสูญ!"
สุรเสียงที่ถูกเค้นออกมาจากลำคออันแห้งผากของธันวา ดังกึกก้องสะท้อนไปทั่วผืนฟ้าและแผ่นดินที่กำลังลุกเป็ไฟ แม้ในความเป็จริงมันเป็เพียงเสียงะโที่สั่นเครือของพนักงานออฟฟิศผู้หวาดกลัวจนแทบจะฉี่ราดกางเกง ทว่าในโสตประสาทของเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรนับหมื่นและสรรพสัตว์อสูรที่กำลังประหัตปะากันอยู่ในสมรภูมิ เสียงนั้นกลับถูกขยายด้วยอำนาจแห่ง ‘จินตนาการอุปทานหมู่’ ขั้นรุนแรง!
พริบตาเดียว บรรยากาศที่เคยบ้าคลั่งประดุจขุมนรกโลกันตร์พลันหยุดนิ่งราวกับถูกแช่แข็งด้วยมหาเวทย์เหมันต์นิรันดร์กาล ลมพายุที่เคยกรรโชกแรงจากการปะทะของปราณยุทธ์พลันสลายตัวกลายเป็เพียงสายลมเอื่อยๆ ที่พัดผ่านชายเสื้อเชิ้ตสีขาวที่ยับยู่ยี่ของธันวาให้ปลิวไสวเบาๆ
บนท้องฟ้าอันมืดมิด ทัพเหยี่ยวัั์จากเผ่าสัตว์อสูร ซึ่งก่อนหน้านี้เคยกางปีกบดบังแสงสุริยันและคำรามก้องอย่างเหิมเกริม บัดนี้กลับชะงักงัน ร่างกายอันมหึมาของพวกมันที่เต็มไปด้วยเกล็ดหนาทึบและขนสีนิลกาลต่างสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม ดวงตาขนาดใหญ่ที่ลุกโชนด้วยเปลวเพลิงแห่งความแค้นจ้องมองลงมายังร่างของมนุษย์ตัวจ้อยเบื้องล่าง
ตามสัญชาตญาณของสัตว์อสูรระดับสูง พวกมันััไม่ได้ถึง ‘พลังปราณ’ แม้แต่หยดเดียวจากตัวของชายหนุ่มผู้นี้! ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร การไร้ซึ่งพลังปราณย่อมหมายถึงสองสิ่ง หนึ่งคืุ์ธรรมดาที่อ่อนแอประดุจมดปลวก... และสอง คือ ‘มหาเอกะเทวะ’ ผู้ซึ่งก้าวข้ามขอบเขตแห่งมรรคา หลอมรวมเป็หนึ่งเดียวกับความว่างเปล่าของจักรวาลจนไม่มีผู้ใดสามารถััถึงกลิ่นอายได้!
และด้วยเสียงะโเรียกขานนาม “หลงเฟิง” ของเหล่ามนุษย์เบื้องล่าง กอปรกับท่าทีที่ยืนนิ่งเฉยไม่สะทกสะท้านต่อแรงกดดันของกองทัพอสูรนับแสน (แท้จริงแล้วธันวาก้าวขาไม่ออกเพราะขาสั่นจนชาไปหมด) ทำให้ราชันย์เหยี่ยวัั์เกิดความหวาดระแวงขีดสุด มันร้องคำรามด้วยเสียงที่แฝงไปด้วยความหวาดหวั่น ก่อนจะสะบัดปีกอย่างรุนแรง ก่อให้เกิดพายุพัดทรายฟุ้งกระจาย และออกคำสั่งให้กองทัพสัตว์อสูรล่าถอยกลับคืนสู่หุบเขาหมื่นอสูรไปชั่วคราว ทิ้งไว้เพียงฝุ่นควันที่ลอยคลุ้งและซากปรักหักพังของสมรภูมิรบ
เมื่อเงาทะมึนของทัพอสูรจากไป แสงแดดอันอบอุ่นก็สาดส่องลงมากระทบร่างของธันวาอีกครั้ง สร้างภาพลักษณ์ประดุจเทพบุตรจุติลงมาโปรดสัตว์
ท่ามกลางความเงียบสงัดที่ตามมา ชายฉกรรจ์ร่างกำยำผู้หนึ่งได้ก้าวเดินฝ่าฝูงชนออกมา ร่างกายของเขาสวมใส่ชุดเกราะหนักที่เต็มไปด้วยรอยขีดข่วนและคราบโลหิตสีดำคล้ำ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยาแฉกรรจ์ที่บิดเบี้ยว ทว่าดวงตาของเขากลับเปี่ยมไปด้วยประกายแห่งความหวังที่ลุกโชนประดุจคบเพลิงในคืนเดือนดับ ชายผู้นี้คือ “เฮนรี” ผู้นำสูงสุดแห่งกองกำลังปกป้องเผ่ามนุษย์
เฮนรีเดินเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้าธันวาในระยะสิบก้าว ก่อนจะทิ้งตัวลงคุกเข่ากระแทกพื้นดินอย่างแรงจนเกิดเสียงดังสนั่น เสียงชุดเกราะเหล็กกระทบกันดังก้องไปทั่วบริเวณ เขาก้มศีรษะลงจนหน้าผากัักับผืนดินอันชื้นแฉะ
“เราเชื่อว่าคุณเป็หลงเฟิงที่กลับมาจริงๆ!” เฮนรีกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือและแหบพร่า น้ำตาแห่งความปีติเอ่อล้นออกมาจากหางตาของขุนศึกผู้ไม่เคยหลั่งน้ำตาให้แก่ความตาย “ท่านมหาเซียน... เผ่าพันธุ์มนุษย์ของเราถูกต้อนจนมุมแล้ว ทัพเหยี่ยวัั์หมายจะกวาดล้างพวกเราให้สิ้นซาก หากมิใช่เพราะบุญญาบารมีของท่านที่ตื่นขึ้นมาจากการหลับใหลและไล่ตะเพิดพวกมันไป วันนี้คงเป็วันสิ้นสูญของเผ่ามนุษย์! เรา้าคุณในการสู้รบเพื่อปกป้องเผ่าพันธุ์มนุษย์!”
คำพูดของเฮนรีราวกับค้อนปอนด์ที่ทุบลงกลางแสกหน้าของธันวา ชายหนุ่มกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เหงื่อเย็นเยียบแตกพลั่กอยู่เต็มแผ่นหลังภายใต้เสื้อเชิ้ตที่ชุ่มโชก ความคิดในสมองของเขาตีกันยุ่งเหยิงประดุจสายไฟที่พันกันนับพันเส้น
‘เดี๋ยวสิเฮ้ย! ให้ฉันไปสู้กับไอ้พวกนกั์พ่นไฟได้เมื่อกี้เนี่ยนะ?! แค่หมาหน้าปากซอยเห่าฉันยังต้องวิ่งหนีเลย แล้วนี่จะให้ไปรบกับอสูรกายไซส์ก็อดซิลล่าเนี่ยนะ! บ้าไปแล้ว! ถ้าขืนบอกความจริงไปว่าฉันเป็แค่พนักงานบัญชีที่กำลังจะรีบไปตอกบัตรเข้างาน ไอ้หมอนี่ต้องเอาดาบเล่มเท่าฝาบ้านฟันคอฉันขาดกระเด็นแน่ๆ!’ ธันวาสบถในใจอย่างบ้าคลั่ง
ทว่า ในสถานการณ์ที่วิกฤตถึงขีดสุดเช่นนี้ สัญชาตญาณดิบเถื่อนแห่งการเอาชีวิตรอดของมนุษย์เงินเดือนได้ปะทุขึ้น! เขาเคยเผชิญหน้ากับบอร์ดผู้บริหารที่พร้อมจะเชือดเขาให้ตายคาห้องประชุมมาแล้ว การแถและการตบตาคือสกิลระดับแพลตตินั่มที่เขาสั่งสมมาทั้งชีวิต! การที่จะพยายามเปิดเผยความจริงอาจนำไปสู่สภาวะอันตรายที่เขาไม่อาจคาดคิดได้ ดูเหมือนว่าเขาต้องพึ่งพาความสามารถในการหลอกลวงเพื่อความอยู่รอดในโลกนี้เสียแล้ว
ธันวาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ปรับอัตราการเต้นของหัวใจให้ช้าลง เขาค่อยๆ หลับตาลงประดุจผู้ทรงศีลที่กำลังละทิ้งกิเลสทางโลก ก่อนจะลืมตาขึ้นมาพร้อมกับแววตาที่ว่างเปล่า ไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกใดๆ มันคือสายตาของคนที่ผ่านความตายมานับครั้งไม่ถ้วน... หรือที่จริงแล้วคือ ‘สายตาปลาตาย’ ของคนที่อดนอนปั่นงานมาสามวันสามคืนนั่นเอง!
“ลุกขึ้นเถิด...” ธันวาเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงที่ถูกดัดให้ทุ้มต่ำและราบเรียบอย่างที่สุด ประดุจเสียงกระซิบจากขุมนรกที่แฝงไปด้วยพลังอำนาจที่มองไม่เห็น
เฮนรีค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมามองบุรุษเบื้องหน้าด้วยความเทิดทูน
ธันวาเอามือไพล่หลัง เชิดคางขึ้นเล็กน้อย มองข้ามหัวของเฮนรีออกไปสูบความเวิ้งว้างของขอบฟ้า สร้างบุคลิกของยอดฝีมือผู้โดดเดี่ยว “พวกเ้าจงฟังให้ดี... การที่ข้าสามารถขับไล่ทัพสัตว์อสูรไปได้เมื่อครู่ เป็เพียงเศษเสี้ยวของจิตคุกคามที่หลงเหลืออยู่เท่านั้น ฉันสูญเสียพลังและความทรงจำ โดยการฝ่าด่านวรยุทธ์ใหญ่ครั้งสุดท้าย”
เขาจงใจหยุดพูดเพื่อเว้นจังหวะให้คำพูดนั้นซึมซาบเข้าไปในหัวของทุกคน ก่อนจะด้นสดชื่อวิชาที่ฟังดูอลังการที่สุดเท่าที่สมองจะคิดออกในวินาทีนั้น “...การฝ่าด่าน ‘มหาค่ายกลอนธการเก้าดาราดับสูญ’ ทำให้รากฐานปราณิญญาของข้าแตกซ่าน กายเนื้อถูกหลอมรวมกับความว่างเปล่า แม้แต่ความทรงจำของข้าก็ยังกระจัดกระจายไปในกระแสธารแห่งกาลเวลา...”
เสียงฮือฮาดังขึ้นรอบทิศทาง เหล่าจอมยุทธ์ต่างเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
“มหาค่ายกลอนธการเก้าดาราดับสูญ?! นั่นมันค่ายกลในตำนานาที่สามารถบดขยี้เทพเซียนให้กลายเป็ผุยผงได้มิใช่หรือ!” “ท่านหลงเฟิงฝ่าด่านมรณะเช่นนั้นมาได้... มิน่าเล่า พลังปราณของท่านจึงราบเรียบประดุจน้ำนิ่ง เพราะท่านได้ยกระดับเข้าสู่วิถีแห่งความว่างเปล่าอย่างแท้จริง!”
ธันวาได้ยินเสียงกระซิบเ่าั้ก็แอบลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก ‘ฟู่... รอดตัวไปที พวกนี้มโนเก่งกว่าฉันอีกแฮะ’
ทว่าเขายังคงตีหน้าขรึมต่อไป “แต่ตอนนี้จะต้องพัฒนาศักยภาพของผมก่อน ผม้าเวลา” ธันวาทำเสียงต่ำในขณะที่เขาสวมบทบาท “ข้าต้องใช้เวลาในการหลอมรวมเศษเสี้ยวิญญาและรวบรวมพลังตบะที่แตกซ่านให้กลับคืนมา ในระหว่างนี้ ข้ามิอาจลงมือพร่ำเพรื่อได้ มิฉะนั้น กฎเกณฑ์แห่ง์อาจพังทลาย!”
การใช้ข้ออ้างเื่ “กฎเกณฑ์แห่ง์” ทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าตั้งคำถามหรือร้องขอให้เขาออกไปต่อสู้อีก เฮนรีพยักหน้าอย่างแรงราวกับไก่จิกข้าวสาร “เข้าใจแล้วขอรับ! การพักฟื้นของท่านคือเื่สำคัญที่สุดของเผ่ามนุษย์ ข้าจะสั่งการให้จัดเตรียมเขตหวงห้ามที่อุดมไปด้วยปราณฟ้าดินให้ท่านเก็บตัวฝึกซ้อมอย่างเร็วที่สุด ผู้ใดกล้ารบกวนท่าน ข้าจะสับมันผู้นั้นเป็หมื่นชิ้น!”
ในขณะนี้ ธันวาเหลือบมองเหล่าผู้นำเผ่ามนุษย์และเห็นในแววตาของพวกเขาที่เต็มไปด้วยความหวัง แววตาเ่าั้บริสุทธิ์และแรงกล้า คล้ายว่าชายหนุ่มผู้นี้จะไม่เพียงแค่เปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเขา แต่ยังเป็แสงสว่างเดียวในคืนที่มืดมิดที่สุด ธันวาเริ่มตระหนักถึงน้ำหนักของคำโกหกที่เขาเพิ่งสร้างขึ้นมา เขาก็พบว่าตนเองกำลังดำดิ่งเข้าสู่โลกของการต่อสู้ที่มีศิลปะการต่อสู้และพลังเวทย์มนตร์ โลกที่ความตายอยู่ใกล้เพียงแค่คมดาบตวัดผ่าน และเขาต้องหลงระเริงกับสถานการณ์ที่เขาสร้างขึ้น... เพราะมันไม่มีทางให้หันหลังกลับอีกต่อไปแล้ว!
“นำทางข้าไป...” ธันวาออกคำสั่งสั้นๆ
เฮนรีรีบกุลีกุจอเดินนำทางธันวาเข้าไปยังค่ายพักแรมของเผ่ามนุษย์ ทว่า ในจังหวะที่ธันวากำลังจะก้าวเท้าเดินนั่นเอง อาการเหน็บชาจากการที่เขายืนเกร็งขามาเป็เวลานานก็กำเริบขึ้นอย่างกะทันหัน!
ขาขวาของเขาอ่อนแรงลงกะทันหัน ร่างกายโงนเงนเสียสมดุลกำลังจะล้มหน้าคะมำลงไปคลุกฝุ่นเบื้องหน้าเหล่าจอมยุทธ์นับหมื่น!
‘ฉิบหายแล้ว!! จะมาตกม้าตายเพราะขาชาตอนนี้เนี่ยนะ!!’ ธันวากรีดร้องในใจสุดเสียง
ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็ความตายทางสังคม เขาใช้สติปัญญาระดับเทพของมนุษย์เงินเดือน พลิกวิกฤตให้เป็โอกาส! ธันวาฝืนเกร็งกล้ามเนื้อขาที่ชาหนึบ กระแทกเท้าขวาลงบนผืนดินอย่างรุนแรงเพื่อพยุงตัวไม่ให้ล้ม พร้อมกับตวัดมือซ้ายไพล่หลังอย่างสง่างามราวกับตั้งใจกระทำเช่นนั้น!
ตึงงงง!!!
เสียงกระทืบเท้าของเขาดังสนั่น แต่สิ่งที่น่าตกตะลึงยิ่งกว่าคือ... ประจวบเหมาะกับที่แผ่นดินเกิดรอยเลื่อนทางธรณีวิทยาพอดี! ทันทีที่เท้าของธันวากระแทกพื้น แผ่นดินก็สั่นะเืเลื่อนลั่นอย่างรุนแรง คลื่นกระแทกที่เกิดจากแผ่นดินไหวขนาดเล็กแผ่กระจายออกไปเป็วงกว้าง รอยร้าวบนผืนปฐีแตกแขนงออกไปราวกับใยแมงมุม ูเาไฟขนาดเล็กที่อยู่ห่างออกไปสิบลี้ซึ่งกำลังพ่นควันกรุ่นๆ กลับหยุดปะทุและเงียบสงบลงในพริบตา!
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมทั่วทั้งค่ายอีกครั้ง... ทุกสายตาจ้องมองมาที่รอยร้าวบนพื้นดินที่เกิดจากการกระทืบเท้าเพียงครั้งเดียวของธันวา
เฮนรีเบิกตากว้างจนแทบจะถลนออกมาจากเบ้า “นี่มัน... ก้าวเท้าสะกดชีพจรปฐี!! ข่าวลือที่ว่าเพียงมหาเซียนหลงเฟิงก้าวเท้าก็สามารถดับูเาไฟได้ เป็ความจริงหรือนี่!!”
เหล่าจอมยุทธ์ต่างพร้อมใจกันโขกศีรษะลงกับพื้นอย่างบ้าคลั่ง “คารวะท่านมหาเซียน! คารวะท่านมหาเซียน!”
ธันวายืนนิ่ง ขาขวายังสั่นพั่บๆ อยู่ภายใต้กางเกงสแลคสีดำ เหงื่อเย็นๆ ไหลย้อยลงมาตามขมับ เขาได้แต่ปั้นหน้าขรึม พยักหน้าเบาๆ รับการชาบูจากฝูงชนอย่างเนียนๆ
‘รอดไปอีกหนึ่งมุก... แต่ขืนอยู่นานกว่านี้ โรคหัวใจวายกำเริบตายก่อนโดนสัตว์ประหลาดกินแหงๆ!’ ชายหนุ่มผู้ถูกยกย่องให้เป็เทพเซียนจอมปลอมได้แต่ร่ำไห้อยู่ภายในใจ ขณะก้าวเดินเข้าสู่เส้นทางแห่งการลวงโลกที่ไม่มีวันหวนกลับ.