วันถัดมา อาภาได้เข้าฉากอีก แต่เธอก็ต้องแปลกใจว่าทำไมนักแสดงถึงไม่ใช่คนเดิม ทั้งที่ชื่อเื่ก็เป็ชื่อเดิม
“ผู้กำกับคะ ทำไมถึงเปลี่ยนนักแสดงใหม่กันล่ะคะ” อาภาสงสัย
“อ้าว ก็มันเป็ความปรารถนาของเธอไม่ใช่หรอ ที่เธอ้ากำจัดนักแสดงที่เก่งกว่าเธอออกไปไง และเมื่อวานก็มีแต่คนเล่นได้ดีกว่าเธอทั้งนั้น ทางเราเลยต้องเปลี่ยนนักแสดงเซ็ตใหม่หมดเลย เพื่อเธอเลยนะ อาภา” ผู้กำกับกล่าว
อาภายิ่งสูญเสียความมั่นใจเข้าไปใหญ่ เพราะนั่นหมายความว่าเธอเล่นละครไม่ดีเอาเสียเลย แต่ก็เพื่อให้เธอได้รับพรนั้น อาภายังคงอดทนทำงานการแสดงในวันนี้ต่อไป
“เอาล่ะวันนี้จะเป็ฉากเต้นรำระหว่างคุณกับพระเอกนะ ทุกคนพร้อมแล้วใช่มั้ย 5 4 3 2 1 แอ็คชัน” ผู้กำกับกล่าว
อาภาเต้นรำไปได้สักหน่อย เธอก็โดนพระเอกเหยียบเท้า “โอ๊ย นี่คุณ คุณเหยียบเท้าฉันหลายทีแล้วนะคะ นี่คุณจงใจใช่มั้ย” อาภาเอาเื่
“อ้าว คัท นี่อาภา คุณรู้มั้ย ภาพที่คุณกำลังเต้นรำเมื่อสักครู่นี้มันดูสวยมากเลยน่ะ คุณไม่น่าขัดขึ้นมาเลย เสียดายจริงๆ” ผู้กำกับกล่าว
“ก็พระเอกคนนี้เขาตั้งใจเหยียบเท้าฉันนี่คะ” อาภาฟ้อง
“ใครบอกครับ เธอเต้นไม่ถูกจังหวะเองต่างหาก” พระเอกกล่าว
“ไม่เอา ไม่เอา เลิกทะเลาะกันได้แล้ว เอาใหม่นะ ฉากเต้นรำ 5 4 3 2 1 แอ็คชัน” ผู้กำกับกล่าว
ทั้งสองเต้นไปได้เกือบจบเพลง แต่จังหวะสุดท้ายของเพลง จะต้องมีการเต้นหมุนตัว อาภาหมุนตัวอย่างสวยงามมาก แต่แล้วพระเอกดันไม่รับเธอ ทำให้อาภาล้มไปกองกับพื้นทันที
“นี่คุณ คุณจงใจแกล้งฉันนี่” อาภาเอาเื่
“ผมเปล่านะ โทษที ผมลืมน่ะ” พระเอกกล่าว
อาภามองไปที่พระเอกเห็นเขายิ้มมุมปากอย่างสะใจ
“เอาล่ะเลิกทะเลาะกันได้แล้ว มาถ่ายใหม่ก็แล้วกัน” ผู้กำกับกล่าว
สุดท้ายอาภากับพระเอกคนนั้นก็เต้นจนจบเพลงเสียที แต่อาภายังคงติดใจไม่หาย พอเลิกกอง เธอก็ติดตามพระเอกเพื่อสอบถามทันที
“ทำไมคุณต้องแกล้งฉันด้วยล่ะ” อาภากล่าว
“ก็มันเป็เพราะคุณไง ที่ทำให้นักแสดงเมื่อวานนี้ถูกเปลี่ยนตัว ทั้งๆ ที่พวกเขาก็เล่นเก่ง เป็มืออาชีพ คุณมันเป็คนเห็นแก่ตัว ไม่เคยเห็นใจผู้อื่น ทำทุกอย่างเพียงเพื่อให้ตัวเองเด่นดัง โดยไม่ได้กลับมาดูความสามารถของตัวเองเลยว่าเล่นถึงหรือเปล่า” พระเอกว่า
“นี่คุณ คุณกล้าว่าฉันหรอ” อาภากล่าว
“คุณอาภาครับ คุณไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้เพียงคนเดียวนะครับ คุณต้องอยู่ร่วมกับผู้อื่น คุณเล่นไปกำจัดคนทุกคนที่ขวางทางคุณแบบนี้ แล้วชีวิตคุณจะเหลือใครบ้าง นอกจากไม่พัฒนาตัวเองแล้ว ยังมีชีวิตที่โดดเดี่ยวเดียวดาย จนเหลือคุณคนเดียวบนโลกใบนี้” พระเอกว่า
อาภากำลังจะต่อล้อต่อเถียงด้วย เขาก็เล่นเดินหนีไปเสียดื้อๆ
*****************************************
เหตุการณ์เกิดขึ้นซ้ำไปซ้ำมาตลอดแปดวันที่อาภาต้องอดทนแสดงละครอยู่ที่นี่ก็คือ
และในวันที่ 9 ได้มีการนำละครเื่นี้มาลองออกอากาศ อาภาก็พบว่าเร็ตติ้งแย่มาก คนไม่ค่อยดูละครที่เธอเล่นเลยสักนิด
จากเหตุการณ์ทั้งหมดทำให้อาภาคิดได้แล้วว่า ตัวเองไม่ควรจะกำจัดใครเพียงเพื่อให้ตัวเองได้รับงานนั้นๆ และแทนที่ตัวเธอจะกำจัดคนอื่น เธอควรจะพัฒนาตัวเองเสียมากกว่า เพื่อให้ละครที่ฉายออกมามีคุณภาพและมีผู้ชมคอยติดตามมากมาย
อาภาเลยรีบติดต่ออุไรทันที
อุไรยอมปรากฏตัว และถามว่า “ท่านมีอะไรให้เรารับใช้อย่างนั้นหรือ” อุไรกล่าว
“ฉันไม่ขอพรนั้นแล้ว ฉันจะกลับบ้าน” อาภากล่าว
“อีกแค่สองวันเองนะ ท่านก็จะสมความปรารถนาแล้วไง” อุไรกล่าว
“ช่างเถอะ งานการแสดงอาจจะไม่เหมาะกับฉันก็ได้ หากไม่มีงานจริงๆ ฉันค่อยหางานอย่างอื่นทำ” อาภาปล่อยวาง
“เอาเถอะ ในเมื่อคุณตัดสินใจแล้ว ฉันก็จะไม่รั้งคุณไว้อีก แต่ฉันอยากจะให้คุณดูฉากหนังสองฉากเสียก่อน เชิญคุณไปนั่งประจำที่” อุไรผายมือให้เธอไปนั่ง
และแล้วบรรยากาศภายในบ้านก็กลายเป็โรงหนังโรงใหญ่ พร้อมกับมีเก้าอี้หนึ่งตัว ตั้งอยู่กลางห้อง อาภาเลยไปนั่งประจำที่เพื่อรอดูหนังก่อนที่เธอจะกลับออกไปจากเรือนหลังนี้
ฉากแรก
“แม่ครับ ทำไมแม่จะต้องคอยติดตามเป็แฟนคลับให้อาภาทุกวันอย่างนี้ด้วย ผมไม่เข้าใจแม่เลยจริงๆ” มานพกล่าว
“แม่ชอบคุณอาภามาตั้งนานแล้ว แม่อยากเป็กำลังใจให้เธอ พอเธอเห็นแฟนคลับอย่างแม่ เธอจะได้มีกำลังใจเล่นละครให้แม่ดูต่อไปไง” มารศรีกล่าว
“เอาเถอะครับ ในเมื่อมันเป็ความสุขของแม่ ผมก็จะไม่ขัดก็แล้วกัน” มานพกล่าว
“แม่อยู่บ้านเฉยๆ มันก็เหงาน่ะลูก ขอให้แม่ได้มีโอกาสเป็กำลังใจให้เธอบ้างก็แล้วกัน” มารศรีกล่าว
อาภาได้เห็นฉากนี้ก็น้ำตาไหลพราก ถึงแม้ว่าแฟนคลับของเธอจะมีไม่ถึงสิบคน สู้ดาราท่านอื่นก็ไม่ได้ แต่อาภาก็รู้สึกซึ้งใจที่เห็นคุณป้ามารศรีมาคอยชูป้ายไฟให้เธอทุกครั้ง เวลาที่อาภาได้ไปออกรายการเกมโชว์ต่างๆ อาภารู้สึกผิดที่ไม่เห็นความสำคัญของแฟนคลับของตัวเอง เธอไม่ควรดูถูกแฟนคลับจำนวนน้อยนิดของเธอ แต่ควรจะเห็นคุณค่าของพวกเขาถึงจะถูก
และแล้วฉากที่สองก็ตัดไปที่
“พี่อาภาคะ น้องไม่ไหวแล้ว น้องคงไม่มีโอกาสได้เป็ดาราตามที่ฝันได้อีกแล้ว” อินภัตรสั่งเสีย
“สู้ไว้นะ อินภัตร น้องต้องสู้ ยังไงน้องต้องรอด พี่เชื่ออย่างนั้น” อาภากล่าวทั้งน้ำตา
“พี่อาภาช่วยเป็ดาราแทนน้องจะได้มั้ยคะ สานฝันให้เป็จริงแทนน้องด้วย ลาก่อนพี่…….” อินภัตรสั่งเสีย
“อินภัตรอยู่กับพี่ก่อน อย่าจากพี่ไปไหนเลยนะ พี่ขอร้อง ฮือฮือ” อาภาโศกเศร้ากับการสูญเสียน้อง
อาภาลืมไปเลยว่าเธอมาเป็ดาราเพื่อสานฝันของน้องสาว โดยแท้จริงแล้วเธอไม่ได้อยากเป็ดาราเลยจริงๆ มันไม่ได้เป็อาชีพที่เธอรักนักหนา แต่อาภาก็อดทนอยู่ในวงการจนเธออายุได้ 30 ปี
เมื่อฉากหนังจบ อาภาก็เดินตามอุไรออกจากเรือนกาญจนาทันที
“คุณไม่เปลี่ยนใจแน่นะ” อุไรถามย้ำ
“ฉันขอยอมรับในชะตากรรมของตัวเอง คงไม่ขอพรนั่นอีกแล้วล่ะ” อาภากล่าว
“แต่คุณสามารถขอพรอื่นก็ได้ โดยที่พรนั้นไม่จำเป็ต้องกำจัดใครก็ได้นี่” อุไรแนะนำ
“ฉันเหนื่อยแล้วล่ะ ขอฉันต่อสู้ในชีวิตจริงจะดีกว่า ขอบคุณมากสำหรับบทเรียนที่ที่นี่มอบให้” อาภากล่าว
“ลาก่อนค่ะคุณอาภา” อุไรหายวับไปกับตาพร้อมกับเรือนกาญจนา