เสียงปิดประตูลิฟต์ที่ทำจากสเตนเลสเนื้อดีดังแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยินแต่มันกลับก้องกังวานในโสตประสาทของอรพิมราวกับเสียงลั่นไกสังหารหญิงสาวทรุดตัวลงนั่งกับพื้นพรมหน้าโถงลิฟต์อย่างคนสิ้นแรงสองมือกำเศษกระดาษและฟันเฟืองสีเงินชิ้นเล็กจิ๋วไว้แนบอกราวกับมันคืออวัยวะชิ้นสุดท้ายที่เหลืออยู่เธอเพิ่งเห็น ‘เขา’ เดินผ่านไป...ธันวาในชุดสูทเนี้ยบกริบที่แผ่รังสีความเย็นเยียบจนคนรอบข้างต้องก้มหัวให้แววตาของเขาที่มองสบตาเธอเมื่อครู่มันช่างว่างเปล่าไร้ซึ่งร่องรอยของความทรงจำที่ว่าเขาเคย ‘รัก’ หรือเคย ‘สละชีวิต’ เพื่อใคร
เขากลายเป็นเครื่องจักรที่เดินได้เป็นเพียงภาชนะที่บรรจุอำนาจและกฎเกณฑ์ของกาลเวลาไว้ตามคำสั่งของชายในชุดสูทเทา
"ถ้าเธอหาเจอ... แสดงว่าฉันทำสำเร็จ... อย่าร้องไห้"
ตัวอักษรลายมือหวัดๆ บนเศษกระดาษเริ่มพร่าเลือนด้วยหยาดน้ำตาที่หยดลงกระทบอรพิมพยายามสะกดกลั้นเสียงสะอื้นเธอรู้ดีว่าเวลาของเธอในเส้นเวลานี้เหลือน้อยลงทุกทีขาของเธอที่เคยโปร่งแสงเริ่มจางลงจนเกือบจะมองทะลุเห็นลายพรมสีเข้มที่พื้น
เธอต้องทำอะไรสักอย่าง
หญิงสาวกัดริมฝีปากจนได้รสคาวเลือดสัญชาตญาณบางอย่างบอกเธอว่าฟันเฟืองในมือไม่ได้เป็นแค่ขยะโลหะ แต่มันคือ ‘หัวใจ’ที่เขาจงใจถอดทิ้งไว้ก่อนจะสูญเสียความรู้สึกไปอรพิมพยุงตัวลุกขึ้นยืนด้วยเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายเธอมุ่งหน้าไปยังบันไดหนีไฟเพื่อเลี่ยงสายตาพนักงานที่มองมาอย่างสงสัยเธอต้องเข้าให้ถึงตัวธันวาอีกครั้ง ไม่ใช่ในฐานะพนักงาน หรือพยานในคดีที่ดิน...แต่ในฐานะคนรักที่กาลเวลาพยายามจะลบทิ้ง
...
ภายในห้องทำงานประธานบริหารบนชั้นสูงสุดธันวานั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานไม้โอ๊กตัวใหญ่แสงแดดยามบ่ายสาดส่องกระทบใบหน้าที่เรียบเฉยราวกราบนิ่งเขาพลิกดูเอกสารงบประมาณของโครงการรังสิตด้วยความรวดเร็วและแม่นยำราวกริบเครื่องจักรสมองของเขาประมวลผลทุกอย่างเป็นตัวเลขและตรรกะ ไม่มีอารมณ์ใดๆ มารบกวน
ทว่า ในซอกหลืบหนึ่งของความคิดที่เขาเข้าไม่ถึง กลับมีเสียง ติ๊ก... ติ๊ก...ดังก้องอยู่ตลอดเวลา มันเป็นจังหวะที่สวนทางกับเข็มนาฬิกาบนผนัง
กึก!
ธันวาชะงักมือที่กำลังลงนามในเอกสารเขาขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงความร้อนผ่าวที่หน้าอกซ้ายตรงตำแหน่งที่ครั้งหนึ่งเคยมีแผลเป็นจากรอยเศษกระจกนาฬิกาพกเขาเงยหน้าขึ้นมองประตูห้องทำงานที่ถูกเปิดออกโดยพลการ
อรพิมยืนอยู่ตรงนั้น สภาพของเธอดูดับสูญและเปราะบางราวกับภาพหลอน
"คุณไม่มีนัด" ธันวาเอ่ยเสียงเรียบ น้ำเสียงนุ่มนวลทว่าเย็นเยียบ"และที่นี่ไม่ใช่ที่ที่คนนอกจะเดินเข้ามาได้ตามใจชอบ"
อรพิมไม่ฟังคำสั่งของเขาเธอเดินตรงเข้ามาหาเขาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเด็ดเดี่ยว"คุณอาจจะจำชื่อฉันไม่ได้ คุณอาจจะลืมว่าเราเคยผ่านนรกมาด้วยกันขนาดไหนแต่ฉันรู้ว่า ‘คุณ’ ยังอยู่ข้างในนั้น"
ธันวาวางปากกาลง เขาประสานมือวางบนโต๊ะ จ้องมองเธอด้วยแววตาที่ว่างเปล่า"ผมไม่เข้าใจว่าคุณกำลังพูดเรื่องอะไร ผมมีทุกอย่างที่ควรจะมีความทรงจำของผมสมบูรณ์แบบ ผมมีน้องสาวที่ชื่อหนิง มีบริษัทที่มั่งคั่งและไม่มีที่ว่างสำหรับผู้หญิงแปลกหน้าอย่างคุณ"
"งั้นมองนี่สิคะ"
อรพิมแบมือออก เผยให้เห็นฟันเฟืองสีเงินที่เริ่มเปล่งแสงสีทองอ่อนๆออกมาเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา
ในวินาทีที่นัยน์ตาของธันวาปะทะเข้ากับวัตถุชิ้นนั้นโลกทั้งใบของเขาก็สั่นสะเทือน!
ภาพนิมิตนับพันไหลบ่าเข้าสู่สมองราวกับเขื่อนแตกเขาเห็นตัวเองในชุดโค้ทเปื้อนโคลน เห็นสายฝนที่เทกระหน่ำ เห็นร่มคันใสและที่สำคัญที่สุด... เขาเห็น ‘ดวงตา’ คู่ที่กำลังร้องไห้อยู่ตรงหน้าเขาในตอนนี้
"อึก..." ธันวากุมศีรษะแน่นความเจ็บปวดรุนแรงปะทุขึ้นในใจกลางสมอง "เอา... เอาสิ่งนั้นออกไป!"
"ไม่ค่ะ!" อรพิมถลาเข้าไปคว้ามือของเขาไว้ในวินาทีที่ผิวสัมผัสกัน แสงสีทองจากสร้อยคอ ‘หัวใจของเวลา’และฟันเฟืองสีเงินก็หลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว
วิ้งงงงง!
เสียงหวีดหวิวของมิติเวลาดังสนั่นหวั่นไหวจนกระจกห้องทำงานสั่นสะเทือนร่างของทั้งคู่ถูกห่อหุ้มด้วยกระแสพลังงานที่ปั่นป่วนธันวาวัยสามสิบสองรู้สึกเหมือนร่างกายถูกฉีกออกเป็นละอองดาว ความเย็นเยียบของ‘ผู้คุมกฎ’ กำลังถูกแผดเผาด้วยความอบอุ่นของ ‘ความเป็นมนุษย์’ ที่เขาสละทิ้งไป
"พิม... อรพิม!"
เขาตะโกนเรียกชื่อเธอออกมาในที่สุดความจำที่ถูกยึดไปพุ่งกลับคืนมาทับซ้อนกับปัจจุบันที่บิดเบี้ยว
"เราต้องไปจากที่นี่..." เสียงของอรพิมแผ่วเบาลงเรื่อยๆร่างของเธอเริ่มสลายกลายเป็นละอองทอง"กาลเวลาในยุคนี้ยอมรับเราไม่ได้แล้วธันวา... เราต้องหา ‘พื้นที่สีเทา’ของเวลา... ที่ที่เราจะอยู่ได้..."
"ผมไม่ปล่อยคุณไปอีกแล้ว!"
ธันวาคว้าตัวเธอเข้ามากอดไว้แน่น เขาตัดสินใจเดิมพันครั้งสุดท้ายเขาหยิบเศษซากนาฬิกาพกสีเงินในกระเป๋าออกมาแล้วกดฟันเฟืองในมืออรพิมลงไปบนหน้าปัดที่แตกละเอียดอีกครั้งพร้อมกับนึกถึงช่วงเวลาเดียวที่เขามีความสุขที่สุดช่วงเวลาที่เขายังไม่ได้เป็นปีศาจ และช่วงเวลาที่เขายังไม่รู้จักความสูญเสีย
เปรี้ยง!
แสงสว่างเจิดจ้าดับวูบลงพร้อมกับเสียงฟ้าร้องคำราม
...
กลิ่นกาแฟคั่วบดหอมกรุ่นลอยมาแตะจมูกผสมกับกลิ่นไอดินหลังฝนตก
ธันวาลืมตาขึ้นอย่างช้าๆเขาพบว่าตัวเองนอนอยู่บนเปลญวนหน้าบ้านไม้หลังเล็กชั้นเดียวที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยารอบข้างเต็มไปด้วยสวนมะนาวและต้นไม้เขียวขจีแสงแดดยามบ่ายที่อบอุ่นและเงียบสงบฉาบชโลมไปทั่วบริเวณ
เขาก้มมองมือตัวเอง... มือที่ไม่มีนาฬิกาสีทอง ไม่มีปืน และไม่มีเลือด
เขาลูบที่หน้าผาก รอยแผลเป็นยังคงอยู่แต่มันจางลงจนกลายเป็นเพียงริ้วรอยจางๆ ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์
"ตื่นแล้วเหรอคะ?"
เสียงนุ่มนวลที่เขาโหยหาดังมาจากทิศทางของตัวบ้านอรพิมในชุดเดรสผ้าฝ้ายสีขาวเดินออกมาจากประตูไม้ในมือกอดถุงกระดาษที่บรรจุขนมปังอบใหม่ๆ ผิวพรรณของเธออิ่มเอิบและมีชีวิตชีวาไม่มีร่องรอยของการโปร่งแสงหรือการดับสูญอีกต่อไป
ธันวายันตัวลุกขึ้นจากเปลเขารู้สึกถึงความเบาสบายในอกอย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา
"ที่นี่ที่ไหน?" เขาถามน้ำเสียงของเขากลับมามีโทนอารมณ์แบบมนุษย์ปกติ
"สุพรรณบุรีค่ะ... ปี 2012" อรพิมวางขนมปังลงบนโต๊ะไม้กลม"คุณจำได้ไหมคะ? นี่คือเส้นเวลาที่ ‘แยก’ ออกมาเป็นทางขนานเป็นช่วงเวลาที่คุณยังไม่ได้เริ่มขยายบริษัทและเป็นช่วงเวลาที่พ่อของฉันยังทำร้านอาหารเล็กๆ อยู่ที่นี่"
ธันวานิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ เขากวาดสายตามองไปรอบๆความเงียบสงบที่ปราศจากเสียงความคิดของผู้คนช่างเป็นสวรรค์อย่างที่เขาไม่กล้าฝันถึง
"เรา... ติดอยู่ที่นี่งั้นเหรอ?"
"เรา ‘เลือก’ ที่จะอยู่ที่นี่ค่ะ" อรพิมเดินเข้ามาหยุดตรงหน้าเขายื่นมือมาสัมผัสแก้มเขาอย่างเบามือ"ฟันเฟืองชิ้นนั้นคือทางออกสุดท้ายที่ตัวคุณในอนาคตทิ้งไว้ให้มันสร้างพื้นที่ว่างในกาลเวลาที่พระเจ้ามองไม่เห็น... ที่นี่ไม่มีพลังย้อนเวลาไม่มีคำสาปเสียงในใจ และไม่มีใครจำ ‘ประธานธันวา’ ได้"
ธันวารวบมือเธอมากุมไว้ เขาหลับตาลงรับรสชาติของความสงบสุข"แล้วหนิงล่ะ?"
"หนิงปลอดภัยค่ะในเส้นเวลานี้เธอเป็นแค่นักศึกษาธรรมดาที่กำลังเรียนอยู่ที่กรุงเทพฯเธอจะโตขึ้นโดยไม่มีพี่ชายที่กลายเป็นมัจจุราช..." อรพิมยิ้มบางๆ"คุณให้ชีวิตใหม่กับทุกคน... รวมถึงตัวคุณเองด้วย"
น้ำตาแห่งความตื้นตันไหลซึมผ่านหางตาของชายหนุ่ม เขาซบหน้าลงกับไหล่ของเธอปล่อยให้ความกังวลท้งหมดละลายหายไปกับสายน้ำที่ไหลเอื่อยเบื้องหน้า
วันเวลาผ่านไปราวกับความฝัน
ธันวาใช้ชีวิตในฐานะคนธรรมดา เขาช่วยอรพิมทำร้านอาหารริมน้ำใช้ความรู้ด้านบริหารมาช่วยจัดระบบบัญชีเล็กๆ ให้พ่อของเธอ(ที่ยังมีชีวิตอยู่และแข็งแรงดี) เขาเรียนรู้ที่จะให้อภัยตัวเองในทุกๆเช้าที่ตื่นมาเห็นหน้าอรพิม เขารู้ว่าบาดแผลในใจอาจจะไม่หายไปร้อยเปอร์เซ็นต์แต่มันคือสิ่งที่ทำให้เขารู้คุณค่าของ ‘วินาทีนี้’ มากกว่าใคร
การใช้ชีวิตบนเส้นขนานช่างหอมหวานและเรียบง่ายจนธันวาเกือบจะลืมไปแล้วว่าเขาคือ ‘อาชญากรแห่งกาลเวลา’
ทว่า ในเย็นวันหนึ่ง ท่ามกลางพระอาทิตย์ตกดินที่ย้อมแม่น้ำเป็นสีทอง
ธันวากำลังล้างจานอยู่ที่หลังร้านสายตาของเขาสะดุดเข้ากับเงาสะท้อนในกะละมังน้ำที่นิ่งสนิท
มันไม่ใช่เงาของเขาวัยหนุ่ม
และไม่ใช่เงาของตัวเขาในปัจจุบัน
แต่มันคือเงาของ ‘นาฬิกาสีทอง’ ที่จมอยู่ใต้ก้นกะละมัง!
ธันวาตัวแข็งทื่อ ลมหายใจสะดุดกึกเขารีบล้วงมือลงไปในน้ำเพื่อจะคว้ามันขึ้นมา แต่เมื่อดึงมือขึ้นมา...มันกลับว่างเปล่า มีเพียงแรงสั่นสะเทือนในอากาศที่คุ้นเคยอย่างน่าหวาดหวั่น
เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังขึ้นบนชานเรือนไม้ด้านหลังเขา
"สิบปีที่ผ่านมา... นายมีความสุขดีใช่ไหม ธันวา?"
เสียงทุ้มนุ่มทว่าทรงอำนาจดังขึ้น ธันวาค่อยๆ หันกลับไปมอง
ชายในชุดสูทเทายืนอยู่ตรงนั้น ใบหน้าของเขาดูแก่ชราลงไปอีกเล็กน้อยในมือของเขามีนาฬิกาสีทองที่เข็มวินาทีกำลังหมุนเดินหน้าอย่างรวดเร็วผิดปกติ
"มึงตามมาได้ยังไง..." ธันวาเค้นเสียงถาม มือที่เปียกโชกสั่นระริก
"ฉันไม่ได้ตามมา..." ชายชุดสูทเทาแสยะยิ้ม"แต่นายลืมกฎข้อสำคัญไปข้อหนึ่ง... กาลเวลาคือวงกลมต่อให้นายหนีมาอยู่ในเส้นขนาน นายก็แค่ยืดระยะทางออกไปเท่านั้น แต่สุดท้าย...วงจรกรรมก็จะวนกลับมาที่จุดเริ่มต้นเสมอ"
เขาก้าวเข้ามาใกล้ธันวา จนมองเห็นเงาสะท้อนของตัวเองในดวงตาของกันและกัน
"สิบปีแห่งความสุขที่ฉันมอบให้นาย... มันคือ ‘เงินมัดจำ’สำหรับภารกิจสุดท้าย" ชายคนนั้นชูนาฬิกาสีทองขึ้น"ถึงเวลาแล้วที่นายต้องเลือกว่าจะอยู่เสวยสุขในโลกมายานี้ต่อไป...หรือจะย้อนกลับไปในคืนที่พ่อของอรพิมเสียชีวิต เพื่อ ‘ลงมือ’ ฆ่าเขาด้วยน้ำมือของนายเองจริงๆเพื่อรักษาความมั่นคงของกาลเวลาทั้งหมดไว้!"
ธันวาเบิกตากว้างจนแทบถลน ความจริงที่โหดร้ายที่สุดเพิ่งจะเปิดเผยออกมา
สิบปีที่ผ่านมาไม่ใช่รางวัล...แต่มันคือกับดักที่จะทำให้ความสูญเสียครั้งต่อไป ‘เจ็บปวด’ จนถึงขั้นวิญญาณสลาย!
และในวินาทีนั้นเองเสียงของอรพิมที่กำลังฮัมเพลงอย่างมีความสุขในครัวก็ดังแว่วมา
ธันวาจะทำอย่างไร?เมื่อโชคชะตาบีบคั้นให้เขาต้องกลายเป็นเพชฌฆาตเพื่อรักษาโลกทั้งใบไว้หรือจะยอมให้โลกแตกสลายเพื่อรักษาความรักสิบปีนี้เอาไว้?