ณ แหล่งรกร้างอันไร้แสง
เฉินหยวนเดินทางมาถึง “หุบเขาไร้ตะวัน” ตามเสียงเรียกบางอย่างที่ไม่อาจอธิบายได้
ทุกฝีก้าวที่เขาก้าวเข้าไป...ท้องฟ้ายิ่งมืดลง
แม้ไม่มีเมฆ…แต่แสงใด ๆ ก็มิอาจเข้าถึง
ณ ใจกลางหุบเขา
มีแท่นหินสูงหนึ่งศอก
บนนั้นวางสิ่งหนึ่งไว้ — กระบี่ไม้เก่า ๆ ไม่เปล่งพลัง ไม่ส่งกลิ่นเต๋า
หากเป็ใครอื่นคงเดินผ่านโดยไม่แล
แต่เฉินหยวนหยุดลง...และรู้ทันทีว่านี่ไม่ใช่ “กระบี่ธรรมดา”
เสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นในหัวเขา —
ไม่ใช่เสียงของมนุษย์ ไม่ใช่เสียงของอสูร
แต่คือ “เศษเจตจำนง” ที่ยังเหลือจากยุคหนึ่ง
“ครั้งหนึ่ง…์เคยถูกฟาดร่วง
มิใช่โดยมหาเซียน
มิใช่โดยศาสดา
แต่โดย ‘ชายผู้ไร้นาม’ กับดาบเล่มหนึ่ง…”
“เมื่อเขาฟาดฟ้า...ดวงดาวสั่น
เส้นทางแห่งเต๋าถูกตัด
ผู้เป็เซียนถึงกับลืมตนว่าตนคือใคร”
“และดาบนี้…คือเงาที่เหลือจากดาบนั้น”
ไม่มีแสง ไม่มีพลัง ไม่มีแรงสะท้อนใด
แต่จู่ ๆ ร่างกายเขาก็ “ตก” ลงไปในจิตภายใน
และพบว่าตนยืนอยู่บนท้องฟ้าที่ไร้ดวงดาว
ตรงหน้าเขา…มีเงาของชายผู้หนึ่งยืนอยู่ถือดาบเดียว
เงานั้นพูดเพียงคำเดียว
“เ้าคือผู้กล้าพอจะไม่มีเต๋า…งั้นหรือ?”
เฉินหยวนตอบกลับอย่างมั่นคง
“ข้าไม่อยากมี…ไม่ใช่เพราะกลัวเต๋า
แต่เพราะข้า ‘ไม่เชื่อว่าเต๋าคือทั้งหมดของสรรพสิ่ง’”
เงานั้นยิ้มแ่...แล้วเงาของเขาฟาดดาบลงมา
ไม่มีแสง ไม่มีเสียง
แต่เฉินหยวนรู้สึกว่า
โลกทั้งหมดรอบตัวเขาหยุดนิ่ง
ไม่มีฟ้า
ไม่มีดิน
ไม่มีเวลา
ไม่มีเต๋าใด ๆ
มีเพียง "การว่างเปล่า" อันสมบูรณ์
ดาบนั้นไม่ได้ถูกมอบ
มันไม่ได้ผูกพัน
แต่มัน ยอมให้เขาเดินต่อโดยมีดาบนั้น “เป็ความว่างหนึ่งในเงาของเขา”
เมื่อสติกลับมา
เฉินหยวนยืนอยู่หน้าแท่นหินเช่นเดิม
กระบี่ไม้หายไป
แต่ในเงาของเขา...
“หนึ่งดาบฟ้าร่วง” ได้แฝงตัวอยู่เรียบร้อย
ยามเฉินหยวนเดินออกจากหุบเขา
เงาเื้ัของเขา…เริ่ม “ทอดยาวเกินขอบฟ้า”
และทุกผู้ที่ได้สบตาเงานั้น จะััถึงบางสิ่งที่ แม้แต่ฟ้าก็ไม่กล้าตั้งชื่อ
หนึ่งดาบที่ไม่มีชื่อ แต่ทุกสิ่งจำได้ว่าเคย ‘ล้มฟ้า’