“เช่นนั้นเ้าจะยกโทษให้พี่ได้หรือยัง” จวินเทียนหลงยังคงเอ่ยถามเป่ยจินออกไป เมื่อสีหน้าของนางยังคงไม่ดีขึ้นมา
เขารักและเฝ้าตามหานางมานานนับหลายปี ทั้งกี่ภพชาติ เมื่อเจอนางอีกครั้ง เขาเฝ้าถนุถนอมนางมากแค่ไหน ์ย่อมรับรู้ ฟ้าดินย่อมเป็พยาน
แล้วจะมีเหตุผลใดที่คนอย่างจวินเทียนหลงจะจะไม่รู้จักสีหน้าและอารมณ์ที่แสดงออกมาของนาง ไม่มีทางที่เขาจะปล่อยให้นางต้องมีเพียงเสี้ยวอารมณ์ของความขุ่นเคืองในจิตใจ หากเขารับรู้ จะไม่มิมีเื่ใดที่นางจักต้องกังวลในตัวเขา
“เ้าค่ะ ถ้าไม่ใช่คนไร้เหตุผล แค่ท่านอธิบายมา ข้าก็พร้อมจะรับฟัง” เป่ยจินเอ่ยออกมา และเช่นเดียวกัน บุรุษผู้นี้มักแสดงทุกสิ่งออกมาทางสีหน้าและแววตาเสมอ สายตาที่เว้าวอนและวิงวอนเกินกว่าจะหักใจมิให้อภัยของนาง มิอาจทำร้ายเขาได้เช่นกัน คล้ายดั่งว่านางมักจะมีสิ่งใดติดค้างกับเขาอยู่เสมอ
“เ้าเชื่อมั่นในตัวพี่ได้ ครั้งหน้าพี่จะเล่าให้เ้าฟังเสมอ” จวินเทียนหลง เมื่อได้ฟังเช่นนั้นจึงเอ่ยออกไปอย่างดีใจและรับปากอย่างหนักแน่นตามสัญชาติญาณของบุรุษผู้คลั่งรัก
“ท่านยังจะมีครั้งหน้าอีกหรือ” ทันที่ที่อีกฝ่ายเอ่ยจบ เป่ยจินก็ส่งสายตาพิฆาตออกไปทันที
แน่นอนว่าบุรุษผู้คลั่งรักอย่างเขา ย่อมต้องเอ่ยออกมาให้อีกฝ่ายพึงพอใจ
“มิมีครั้งหน้าแน่นอน” เว้นแต่เสียเื่ที่เป็ลิิขิต์ซึ่งเขาเอง ก็ไม่สามารถเอ่ยออกมาได้ ต้องรอให้พวกตาแก่นั้นมาอธิบายกับนางเองจักดีกว่า เทียนหลงทำเพียงคิดในใจและส่งเสียงออกไปยังต้นเหตุของเื่ราวทั้งหมด
“เช่นนั้นก็แล้วไปเถิด”
เมื่อจบเื่ราวต้องสงสัยที่ผ่านมาหลายปีได้แล้ว สายตาพิฆาตนั้นจึงหันไปหาเป้าหมายต่อไป นั้นคือสัวต์เทพคู่กายที่เป็ดั่งสหาย และเพื่อนคู่คิดให้แก่นางั้แ่เด็กจนโต
“ส่วนเ้าจินหลง ยังมีอะไรผิดบังข้าอีกหรือไม่ ?” เป่ยจินยังคงมิอาจวางใจได้ นางรับรู้ว่ายังคงมีเื่ราวอีกมากมายที่พวกตาแก่นั้นปิดบังนางเอาไว้
“ข้านะหรือจะกล้าปิดบังเ้า” จินหลงที่กำลังนั่งละเมียดชิมชาดอกท้อที่นำมาจากด้านนอกระหว่างรอทั้งคู่คุยกัน ถึงกับสำลักออกมาทันที
หากจินหลงมิลืมเลือนไป คงระลึกได้ว่าเป่ยจินมิใช่หญิงสาวที่อายุเพียงสิบห้าหนาวเท่านั้น แต่หากคือหญิงสาวที่สองชาติรวมกันก็เกือบสี่สิบปีให้แล้ว
ความรู้และประสบการณ์ที่นางมีนั้นมากพอที่จะสามารถเข้าใจและวิเคราะห์สิ่งต่างๆ ได้ เพียงแต่ชีวิตในชาตินี้ ช่างโชคดีที่มีพลังปราณและพลังวิเศษต่างๆ ครบตามฉบับของตัวเอกในนิยายที่โดนส่งไปอีกภพก็เพียงเท่านั้น
“จินหลง ข้ามิเคยสงสัยในตัวเ้าและย่อมมิเคยเคลือบแครงในการสิ่งใดที่เ้าทำ เพียงแต่เ้าอย่าหักหลังและทรยศข้าก็เพียงพอแล้ว”
“อืม เช่นนั้นหากทุกอย่างจบแล้ว ออกไปด้านนอกเถิด เ้าคงมีเื่ให้ลำบากใจอีกมากมาย หึหึ”
ทั้งสามออกมายังโลกภายนอก เมื่อกำลังเดินลงจากชั้นสาม เพื่อลงไปยังด้านล่างกลับมีกระบี่เล่มหนึ่งพุ่งตรงเข้ามา
กระบี่ที่ครอบคลุมไปด้วยพลังปราณนั้น ย่อมต้องทำให้คนที่กำลังโดนหมายหัวาเ็ถึงขั้นชีวิตเป็แน่และมันคงมิเป็ปัญหาใด หากปลายกระบี่นั้นมอได้พุ่งตรงมายังคนรักของนางอย่างจวินเทียนหลง
“เทียนหลงระวัง” เพียงเสี้ยววินาทีที่ปรายกระบี่จะพุ่งเข้ามายังจุดตายบริเวณหน้าอก เป่ยจินก็ได้สร้างเกราะปราณมากั้นเป็กำแพงระหว่างพวกตนเอาไว้ได้ทัน
กระบี่ปราณนั้นจึงได้แตกสลายไป เมื่อมีปราณย่อมต้องมีผู้ใช้ เป่ยจินตั้งใจซัดพลังกลับไปยังเ้าของปราณนั้นทันที จวินเทียนหลงที่ยืนมองเหตุการณ์นิ่งๆ มิได้เอ่ยห้ามอันใด ทำเพียงสร้างเกราะกำบังให้อีกฝ่ายเอาไว้
“เทียนหลง ท่านขวางข้าทำไม” เป่ยจินเอ่ยถามออกไปอย่างเกี้ยวกราด คนรอบตัวนางย่อมรู้ว่านางเกลียดการลอบกัดที่สุด จึงมิแปลกที่นางจะเกรี้ยวกราดจนลืมตัว คนที่นางปกป้อง กลับไปปกป้องคนอื่นเช่นนี้
“เ้าฟังพี่ก่อน และใจเย็นลงหน่อยเถิดคนดี” แน่นอนว่าบุรุษคลั่งรักผู้นี้ แม้นางจักกำลังทำร้ายใคร มิเพียงมิดุด่าและขึ้นเสียงใส่ แต่เขายังเอ่ยออกมาอย่างเข้าใจในตัวนางเสมอ
เป่ยจินที่ได้ยินเช่นนั้น จึงรู้สึกตัวว่าตนเองใช้อารมณ์มากเกินไป โดยมิได้ใส่ใจสิ่งรอบข้าง จึงมิได้มองว่า รอบๆ ตัวนางในตอนนี้ ต่างมีผู้คนมากมายที่กำลังมองมาที่กลุ่มของนางอย่างตกตะลึง
ไม่มีใครมิรู้ว่าเ้าของร้านต่างแคว้นทั้งสามนั้น เป็ใครและเก่งกาจเพียงใด เสียงเล่าลือที่มี ก็มีเพียงแค่เป็พี่น้องคนต่างแคว้นที่มาสร้างกิจการ โดยได้รับความคุ้มครองจากสำนักคุ้มภัยซีจ้าวเท่านั้น
แต่การแสดงพลังเมื่อครู่ของเป่ยจินแสดงให้เห็นแล้วว่า เหล่าพี่น้องตระกูลเป่ยเป็ผู้ฝึกพลัง อีกทั้งหญิงสาวไร้ค่านางหนึ่งกลับมีพลังปราณมากมายที่สามารถสร้างกำแพงป้องกันอันตรายได้ แม้จะมินานเท่าเหล่าผู้ฝึกยุทธ์คนอื่นๆ ก็ตาม
เมื่อเห็นว่าคนรักของตนเองสงบลงแล้ว จวินเทียนหลงจึงเอ่ยบางอย่างออกมาทันที
“มิคิดว่าเ้าจะคิดถึงข้าเพียงนี้ เฟยเฉิง” จวินเทียนหลงเอ่ยออกมา พร้อมกับสลายปราณกำแพงออกไป
คนที่โดนจับได้มิได้ทำสีหน้าเดือดร้อน กับการเล่นสนุกของตนเอง ยังคงมีสีหน้ารื่นเริงเสียเต็มประดา ทั้งยังหัวเราะออกมาอย่างหน้าตาเฉย
“ฮ่าๆ โดนจับได้ซะแล้ว แย่เสียจริง ว่าหรือไม่ฉีหม่า” ต้าเฟยเฉิงเอ่ยออกมา พร้อมกับสีหน้าที่แสดงออกว่าตนเองพอใจในการกลั่นแกล้งครั้งนี้มากเพียงใด
ทางด้านฉีกงกงนั้น นอกจากทำอันใดมิได้แล้วยังคงต้องคอยระวังอันตรายให้คนข้างกายอีกด้วย จึงทำได้เพียงทำใบหน้าไร้อารมณ์ออกไป เพื่อให้จวินเทียนหลงรับรู้ว่าตนเองมิได้มีส่วนเกี่ยวข้อง
แม้อีกฝ่ายจะเคยโดยจวินเทียนหลงลงโทษสำหรับการกลั่นแกล้งเพียงใด แต่ย่อมมิอาจทำให้นิสัยเช่นนี้หายไปได้่จริงๆ
“โธ่พวกท่าน” ฉีกงกงเอ่ยออกมาอย่างนึกปลงในความสัมพันธ์เหล่านี้ หากวันนั้นมิได้ช่วยเหลือกันเอาไว้ มิรู้ว่าวันนี้จะยังมีปากให้หัวเราะอีกฝ่ายอยู่หรือไม่
และแน่นอนว่าเป่ยจินย่อมจับสังเกตจากบทสนทนาแปลกๆ ของอีกฝ่ายได้แล้ว จึงได้หันไปมองหน้าจวินเทียนหลงอย่างสงสัยและหงุดหงิด
“เทียนหลงอย่าบอกว่านี่ คือสหายคนนั้นที่ท่านว่า” เป่ยจินเอ่ยถามออกไป และหันไปมองอีกฝ่ายอย่างหาเื่ และบอกให้รู้ว่าหากเทียนหลงมิมีวิธีการจัดการคนๆ นี้ นางจักเป็คนจัดการเองเป็แน่
สายตาอาฆาตและรังสีฆ่าฟันนั้น ย่อมส่งไปยังตัวบุคคลอย่างต้าเฟยเฉิง เพียงผู้เดียว ส่วนคนที่ได้รับนั้น ถึงกับรู้สึกเสียวสันหลังวาบ เมื่อมองไปยังต้นตอของรังสีอาฆาตที่ส่งมาแล้วนั้น จึงคิดได้ว่าตนเองจักเล่นงานผิดคนเสียแล้ว
ต้าเฟยเฉิงทำได้เพียงส่งสายตาไปจิวนเทียนหลง บ่งบอกถึงความ้าการช่วยเหลือ ทำเอาที่ฝ่ายที่ได้รับสายตาถึงกับส่ายหัวไปมา อีกฝ่ายก็คนรัก อีกฝ่ายก็น้องชายร่วมสาบาน ส่วนฉีหม่านั้น กลับหันไปรอบๆ ทำราวกับว่าเื่ราวที่เกิดขึ้นมิใช่เื่ราวของตนเอง
“เห่อ ไปคุยกันด้านในเถิด” เทียนหลงเอ่ยออกมาพร้อมกับถอนหายใจไปด้วย