จู่ๆ หนานหมิงเหอก็คิดว่ามันเป็นเรื่องน่าเบื่อการกระทำที่เป็นพฤติกรรมของเด็กเช่นนี้ไม่สมควรจะปรากฏยังเบื้องหน้าของเขาเขาจึงมิกล่าวสิ่งใดต่อ ทำเพียงเดินหลบออกไปเท่านั้น
กล่าวตามตรง คนธรรมดาเกรงว่าจะมิอาจทำเรื่องเช่นนั้นได้แม้จะต้องการเอาใจน้องสาวของผู้อื่น แต่ก็ไม่เห็นจำเป็นจะต้องมายั่วยุพี่ชายของน้องสาวเลยนี่?
ดังนั้นการที่หนานหมิงเหอบอกว่าเขาไม่ใช่คนดีอะไรก็ไม่ผิดคนที่มีสมองจะต้องไม่ทำเรื่องโง่เง่าสิถึงจะถูก
แต่เจ้าเฉินอี้เฟยนั่นกลับไม่ปล่อยเขาไปง่ายๆเช่นนั้น เขาหันกลับไปและขวางทางหนานหมิงเหอเอาไว้ จากนั้นก็กล่าวออกมาอย่างไร้เหตุผลว่า “ศิษย์น้องสิงจื่อ เจ้าเป็นความภาคภูมิใจของอาจารย์ใหญ่มาตอนนี้ใครเป็นคนสอนให้เจ้าพูดจาเย้ยหยันคนอื่นเช่นนี้กัน?”
หนานหมิงเหอไม่ได้สนใจเขาเฉินอี้เฟยเองก็ไม่รู้เช่นกันว่าตนเองขาดสติไปแล้วหรือไม่หันกลับไปมองเยี่ยนเจาเจาแล้วตะโกนออกมาเสียงดัง “ศิษย์น้องสิงจื่อ วันนี้เจ้าเหยียดหยามข้าอย่างไรเสียก็จะต้องอธิบายมันแก่ข้า!”
กัวซีฉือดึงตัวเยี่ยนเจาเจาเอาไว้ นางรู้ดีว่าความสัมพันธ์ของเยี่ยนเจาเจาและหนานหมิงเหอนั้นลึกซึ้งมากเพียงใดจากการคาดเดาด้วยนิสัยของนางแล้ว นางไม่มีวันปล่อยให้ตัวตลกอย่างเฉินอี้เฟยมาพูดจาไร้สาระเช่นนี้ได้แน่
เป็นอย่างที่คาด เยี่ยนเจาเจาวางลูกธนูที่อยู่ในมือลงเดินตรงไปยังทิศทางของเฉินอี้เฟยและหนานหมิงเหอ
“อธิบายอะไรหรือ ข้าพอจะมีวาสนาฟังด้วยได้หรือไม่?”
วันเกิดปีนี้ของเยี่ยนเจาเจาได้ผ่านไปแล้วเมื่อลองนับดูตอนนี้ก็เป็นหญิงสาวในวัยสิบเอ็ดปีแล้ว แม้ว่ารูปร่างของนางจะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงทว่าหน้าตากลับยิ่งดูยิ่งสดใสเป็นประกาย
ตอนเด็กๆ เยี่ยนเจาเจาคล้ายกับท่านพ่อของนางมากยามนี้ยิ่งโตขึ้นก็ยิ่งมีกลิ่นอายของบุรุษผู้สง่างาม
ฤดูใบไม้ร่วงในครั้งนี้อุณหภูมิไม่ต่ำเลยเยี่ยนเจาเจาสวมชุดกระโปรงยาวสีแดงเข้ม เครื่องประดับบนผมก็ยังเป็นแบบเรียบง่ายสะอาดตาปิ่นปักผมหยกขาวสองชิ้นปักเฉียงบนข้อมือของนางสวมสร้อยข้อมือหยกต้นไม้ที่หนานหมิงเหอมอบให้นางเป็นของขวัญวันเกิดเมื่อปีกลายดูบริสุทธิ์สดใส อีกทั้งยังเป็นที่สะดุดตาในเหล่าผู้คนอีกด้วย
นางเม้มริมฝีปากก่อนจะเผยรอยยิ้มออกมาแม้ว่าจะมองไม่ออกถึงเจตนาที่แท้จริงของนาง แต่กลับทำให้ผู้คนรู้สึกตื่นเต้นจนมิอาจควบคุมตนเองได้
“เอาสิพูดให้ข้าฟังสักหน่อย”
ตอนที่เยี่ยนเจาเจาเดินเข้ามา เหล่าบัณฑิตชายที่เคยมุงดูเรื่องน่าตื่นเต้นก่อนหน้าก็พากันเปิดทางออกอย่างเป็นธรรมชาตินางเดินไปที่ข้างกายหนานหมิงเหอทีละก้าวๆ และกุมมือของหนานหมิงเหอเอาไว้
ท่าทีของหนานหมิงเหอดูเหมือนไม่ได้มีความโกรธแฝงอยู่เลยเมื่อเห็นว่าสร้อยข้อมือบนข้อมือของเยี่ยนเจาเจาหลวมไป เขาจึงปรับมันให้พอดีด้วยตัวของเขาเอง
ความคุ้นเคยของทั้งสองคนมองเพียงปราดเดียวก็เข้าใจกันทว่าเฉินอี้เฟยยังคงตกตะลึงราวกับไม่เข้าใจ คาดไม่ถึงเลยว่าเขาคิดจะทำให้เยี่ยนเจาเจาเห็นหนานหมิงเหอในมุมนั้นชัดๆ
“มันก็มิใช่เรื่องใหญ่อะไรเพียงแต่คำพูดของพี่ชายเจ้าเมื่อครู่นี้เป็นการเหยียดหยามข้า แม้ว่าข้าจะมิได้เป็นผู้ที่มีภูมิหลังเป็นผู้ปราดเปรื่องด้านการศึกษาแต่ข้าก็เป็นบุรุษทั้งตัว เช่นนั้นจะทนรับการดูถูกนี้ได้อย่างไร?”
แววตาของเฉินอี้เฟยติดอยู่ที่ตัวของเยี่ยนเจาเจาราวกับมิอาจละสายตาออกมาได้ ลิ้นของเขาอีกเพียงนิดเดียวก็เกือบจะมัดกันเป็นปม ท่าทีที่ดูมุทะลุนี้ทำให้ผู้คนพากันหัวเราะออกมา
ผู้คนที่ชมอยู่รอบๆอดไม่ได้จนต้องพากันหัวเราะ แต่เฉินอี้เฟยยังคงจมอยู่กับภาพนั้นเหมือนกับการเมารักจนไม่ได้สังเกตเห็น
“ท่านพี่ของข้าพูดอะไรอย่างนั้นหรือ?”
เยี่ยนเจาเจายกมือขึ้นเกลี่ยปอยผมที่หลุดลุ่ยของตนอย่างไม่ตั้งใจมองไปยังเฉินอี้เฟยที่อยู่ตรงหน้า ริมฝีปากของนางเผยรอยยิ้มที่ยากจะมองเห็นได้ออกมา
“พี่ชายของเจ้าพูดว่าข้าไม่ได้เป็นคนดีอะไร”
ดวงตาของเยี่ยนเจาเจาดำกว่าคนอื่นๆนางมองแววตาของผู้อื่นนิ่งๆ ก็มักจะทำให้ผู้อื่นเกิดภาพลวงตาหลงคิดไปเองว่านางกำลังสนใจตนเองอยู่
เช่นเฉินอี้เฟยที่เกิดภาพลวงตาอยู่ในตอนนี้
“อืม เช่นนี้นี่เอง”
เยี่ยนเจาเจาหันกลับไปทางหนานหมิงเหอและมองอย่างตำหนินางกล่าวเสียงเบา “ท่านพี่ก็นะ”
เสียงเบาๆ ของนางราวกับแสร้งทำให้เห็นว่ากำลังรู้สึกโกรธอย่างน่าสงสาร
ทุกคนล้วนรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย คิดไม่ถึงเลยว่าเยี่ยนเจาเจาจะใช้น้ำเสียงนั้นพูดกับเฉินอี้เฟย
แม้ว่าเหล่าบัณฑิตชายในอาคารทางใต้จะให้คะแนนความงามของบัณฑิตหญิงเป็น “งามสิบลำดับ” แต่ก็ยังรวมเรื่องการเรียนและลักษณะส่วนตัวของเหล่าบัณฑิตหญิงเอาไว้ด้วยทว่าเยี่ยนเจาเจาสามารถเข้ามาอยู่ในอันดับต้นๆ ได้โดยใช้เพียงรูปลักษณ์ภายนอกในเรื่องนี้เหล่าบัณฑิตชายเองก็มิเข้าใจสักเท่าไรเช่นกัน
นางไม่เคยมาที่อาคารทางใต้เลย และยังไม่เคยติดต่อกับเหล่าบัณฑิตชายร่วมห้องเรียนคนใดเลยที่ชอบตามติดมากที่สุดก็เห็นจะมีแค่หนานหมิงเหอ ไม่เห็นมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับบัณฑิตชายเลยสักคน
ใครก็คิดไม่ถึงว่าเยี่ยนเจาเจาจะพูดแทนเฉินอี้เฟย
เป็นไปได้หรือไม่ว่าเซียงอ๋องมีความฝันและเทพธิดาก็มีใจ?
แน่นอนว่ากัวซีฉือมิได้คิดเช่นนั้น
นางและเยี่ยนเจาเจาอยู่ข้างกันมานานกว่าหนึ่งปีแล้วสำหรับเรื่องนิสัยของหญิงสาวคนนี้เรียกได้ว่ารู้จักเป็นอย่างดี
เยี่ยนเจาเจารักในน้ำใจไมตรีและศีลธรรมอีกทั้งยังปกป้องอย่างถึงที่สุด แม้จะไม่สมเหตุสมผลก็ไม่เป็นไรเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับการปกป้องของนางนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่น่ากลัว
เยี่ยนเจาเจาเอนเอียงไปทางเฉินอี้เฟยอย่างนั้นหรือ?
ฝันไปเถิด!
น่าเสียดายที่เฉินอี้เฟยได้ยินแค่ครู่เดียวก็มีอาการคึกคักขึ้นมาจนพูดเห็นด้วยซ้ำๆ “ใช่แล้ว ใช่แล้ว พี่ชายของเจ้าทำเกินไปแล้ว!”
“ใช่” เยี่ยนเจาเจาถอนหายใจ เห็นท่าทีของหนานหมิงเหอไม่มีการเปลี่ยนแปลงมือบางสัมผัสอยู่ที่หลังมือของหนานหมิงเหอ นางใช้นิ้วค่อยๆ เกี่ยวไปที่นิ้วของเขาเบาๆ“ท่านพี่นี่จริงๆ เลย เหตุใดท่านถึงมิพูดความจริงออกมาล่ะการล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ร่วงก็อยู่ที่ด้านนอก ไว้หน้าเขาสักสองแต้มก็มิเห็นเป็นอะไร”
ทันทีที่นางพูดออกมาเสียงหัวเราะที่อยู่รอบๆ ก็พลันเงียบลง
ความจริง...?
สิ่งที่เยี่ยนเจาเจาพูดหมายความถึงอะไร?
ทุกคนหันไปมองนางแต่ก็ได้ยินเยี่ยนเจาเจาหันกลับมากล่าวอีกครั้ง “พี่ชายของข้าน่ะมีนิสัยตรงไปตรงมา แม้สิ่งที่พูดออกมาอาจทำให้เจ้าเสียหน้าไปบ้างแต่คนอย่างเจ้านั้นเป็นคนประเภทใดในใจก็คงรู้ดีท่านพี่ของข้าก็แค่พูดความจริงออกมาก็เท่านั้น
เมื่อครู่ข้าเห็นชัดเจนว่าท่านพี่กำลังตามหาข้าเป็นเจ้าที่เดินเข้ามาขวางทางเดินพี่ชายข้าเพื่อขอคำอธิบาย เป็นอย่างไร คำอธิบายเช่นนี้เจ้ายังต้องการมันหรือไม่?”
ใบหน้าของเยี่ยนเจาเจามีความไม่ชัดเจนแต่จริงๆ แล้วในใจของนางกลับอดกลั้นอย่างถึงที่สุด
เฉินอี้เฟยพรวดพราดมาที่ตนเหตุใดต้องสร้างความลำบากให้หนานหมิงเหอด้วยเล่า?
เยี่ยนเจาเจามิอาจทนให้ผู้อื่นมาแตะต้องหนานหมิงเหออีกทั้งยังทนไม่ได้ที่ต้องรับมือกับพวกเจ้าชู้เช่นนี้ด้วย
ชาติที่แล้วสิ่งที่เยี่ยนเจาเจารู้สึกรังเกียจมากที่สุดก็คือการที่ต้องมารับมือกับพวกเจ้าชู้ทว่าเพราะรูปลักษณ์ภายนอกที่หน้าแดงผิวชมพูเรียกให้คนแห่แหนเข้ามาแม้แต่ตนเป็นคนแบบใดก็ยังไม่เข้าใจ นางจึงเดินเข้าไปใกล้ๆ แสดงท่าทีที่ดูเข้าใจเป็นอย่างดีออกมา
ความเป็นจริงหากนางเปลี่ยนรูปลักษณ์ใช้ชีวิตอย่างธรรมดาๆ เช่นนั้นก็จะไม่มีใครสนใจนาง
เรื่อง “งามสิบลำดับ” เป็นเรื่องที่นางรู้มาตั้งแต่แรกแล้วนางและกัวซีฉืออยู่อันดับต้นๆ บัณฑิตหญิงที่อยู่ในลำดับถัดมาก็เป็นผู้ที่มีความสามารถและยังรูปลักษณ์งดงามแม้กระทั่งไป๋ฝูฉวีก็ยังอยู่ในนี้ด้วย
ใช่แล้ว ไป๋ฝูฉวีและบัณฑิตชายในอาคารทางใต้มีความสัมพันธ์ที่ดีมาโดยตลอดอีกทั้งหนึ่งปีผ่านมาใบหน้าของนางก็หายเป็นปกติแล้ว แม้โชคไม่ดีที่ทิ้งแผลเป็นเอาไว้แต่ยาที่อานหยางนำมาให้ก็เป็นยาที่ได้ผลดี รอยแผลเป็นที่มีจึงมีขนาดที่ดูเล็กมาก นางปล่อยปอยผมลงปกปิดใบหน้าเอาไว้ครึ่งหนึ่งเพื่อไม่ให้ผู้คนเห็นรอยแผลนั้น
ทว่าสิ่งนี้ยังมีผลกระทบ ไป๋ฝูฉวีเป็นคนที่มีใบหน้ารูปไข่การทำเช่นนี้จึงยิ่งทำให้ใบหน้าของนางดูยาวขึ้น ทำให้ดูแก่มากขึ้นกว่าเดิมอีกทั้งหนึ่งปีที่ผ่านมาส่วนสูงของนางก็เพิ่มขึ้นมาไม่น้อย ดูแล้วคล้ายกับคนอายุสิบเก้ายี่สิบปีเข้าไปแล้ว
เมื่อนึกถึงไปฝูฉวีในใจของเยี่ยนเจาเจาก็อดรู้สึกขยะแขยงไม่ได้ที่ยืนอยู่ด้านหน้าก็คือเฉินอี้เฟยผู้ที่เป็นกำลังหลักของ “งามสิบลำดับ” เยี่ยนเจาเจารู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่น่ารำคาญใจมากจริงๆ
เฉินอี้เฟยได้ยินคำพูดของเยี่ยนเจาเจาก็รู้สึกเหมือนมีอ่างน้ำเย็นเทลงมาบนศีรษะของเขา เรียวคิ้วหนาของเขาขมวดเข้าหากันน้ำเสียงที่กล่าวก็ราวกับทำใจเชื่อไม่ได้ “อะไรนะ?”
“ข้าพูดว่าผู้ดีต้องรู้จักข้อบกพร่องตนเอง”
เสียงที่ใช้พูดประโยคนี้ดังก้อง
แม้บัณฑิตชายในอาคารทางใต้จะได้ยินมานานแล้วว่าเยี่ยนเจาเจาไม่ใช่คนที่มีนิสัยนุ่มนวลอ่อนโยนเช่นคนทั่วไป ทว่ารูปลักษณ์ที่อรชรมันทำให้ยิ่งดูน่ารักใบหน้าดูบอบบางและมีเสน่ห์ ทว่าแทบจะคิดไม่ถึงเลยว่าคำพูดเช่นนั้นจะออกมาจากปากทรงลูกท้อของนางได้
รอบๆ ยังคงมีเสียงวิจารณ์แต่เยี่ยนเจาเจาไม่ใส่ใจ
เยี่ยนเจาเจาดึงแขนหนานหมิงเหอเดินไปทางด้านนอกหนานหมิงเหอเม้มริมฝีปากเผยรอยยิ้ม ก่อนจะเดินตามนางออกไป
เมื่อสติของเฉินอี้เฟยกลับมาอีกครั้งก็รู้สึกว่าเยี่ยนเจาเจาผู้ซึ่งเขาให้คำชมมาเสมอ ยามนี้ได้ทำลายหัวใจของเขาไปแล้วเสียงตะโกนจึงดังมิขาด “คนเช่นเจ้ามีสิทธิ์อะไร...”
แต่ประโยคนี้พูดไม่ทันจบหนานหมิงเหอก็พูดขึ้นว่า
“หากศิษย์พี่เฉินไม่ระวังคำพูดเรื่องแอบลงจากเขาของเจ้าและศิษย์น้องอีกสองคน เกรงว่าข้าคงต้องไปเรียนแจ้งแก่อาจารย์ใหญ่แล้ว”
น้ำเสียงของหนานหมิงเหอดูเบื่อหน่ายเขาเพิ่งกล่าวจบเยี่ยนเจาเจาก็รับช่วงต่อ “ศิษย์พี่เฉินมีความคิดจะทำให้พี่ชายของข้าต้องอับอายที่นี่มิสู้ไปลองคิดจัดการสาวใช้ในสำนักอวี้เต๋อที่อยู่ล่างเขาเสียดีกว่า
ข้าได้ยินมาว่านางตั้งครรภ์ได้สามเดือนแล้วนี่ที่สำนักอวี้เต๋อส่งเสียงร้องโวยวายกัน บอกว่าศิษย์พี่เฉินจงใจข่มเหงรังแกนางทำให้เกิดความแค้นอย่างใหญ่หลวง”
เยี่ยนเจาเจาหัวเราะเบาๆพูดจบก็เดินจากไปโดยมิรอการตอบสนองของเฉินอี้เฟย
เดิมทีกัวซีฉืออยากเดินตามไปเพียงแต่นางยังต้องสืบหาเรื่องข้างกายอย่างลับๆ แม้ว่านางจะเคยกล่าวว่าตนจะไม่สนใจเรื่องความรักแต่ก็ยังมีผู้ที่ไม่ลืมหูลืมตาอย่างเฉินอี้เฟย หลังจากล่าช้าไปสักหน่อยก็ไม่รู้ว่าเยี่ยนเจาเจาและหนานหมิงเหอไปที่ใดกัน
เมื่อนึกถึงว่าพี่น้องสองคนนี้ไม่ได้พบกันมานานแล้วเยี่ยนเจาเจามักจะถูกรบกวนจากเรื่องภายนอกโดยตลอด แม้ว่าตอนนี้อายุนางจะยังไม่มากแอบไปอู้เสียบ้างก็ดี ภายหลังตอนที่ตัวตนของนางชัดเจนขึ้นก็มีเพียงเรื่องยุ่งเท่านั้น
กัวซีฉือคิดเช่นนั้นจึงเดินกลับกระโจมเพียงคนเดียวเปลี่ยนความคิดเป็นไปดูว่าเหล่าสาวน้อยกำลังเล่นอะไรกันอยู่
และไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้อีก
เยี่ยนเจาเจาลากหนานหมิงเหอไปยังสถานที่ขี่ม้ายิงธนูโดยไม่รู้ตัววันนี้เยี่ยนเจาเจาสวมชุดที่ไม่ค่อยเหมาะเท่าไร หนานหมิงเหอจึงให้ยืนมองจากไกลๆ
บุรุษมีความกล้าหาญและสง่างามผู้ที่สามารถยิงเข้าวงแหวนที่สิบของเป้าได้ ก็จะได้รับเสียงปรบมืออย่างล้นหลาม
เยี่ยนเจาเจาเริ่มมีความสนใจ แม้ว่านางและหนานหมิงเหอจะเป็นลูกศิษย์ของนายท่านผู้เฒ่าหยวนมู่แต่เรื่องศาสตร์ทั้งหกของวิญญูชนก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่ฝึกมาพร้อมกัน นางไม่เคยเห็นท่วงท่ายามง้างคันธนูของหนานหมิงเหอมาก่อน
ดังนั้นนางจึงโน้มเข้าไปหาหนานหมิงเหอมากขึ้นและถามออกมาด้วยรอยยิ้ม “ท่านพี่ ท่านพี่ขี่ม้ายิ่งธนูได้ดีหรือไม่เจ้าคะ?”
หนานหมิงเหอกล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ “ธรรมดา ไม่ได้โดดเด่นอะไร”
เยี่ยนเจาเจาเบ้ปาก “พูดไร้สาระอะไรน่ะเจ้าคะ ข้าได้ยินว่าพี่ชายของข้าได้ชั้นหนึ่งของศาสตร์ทั้งหกของวิญญูชนมันจะเป็นแค่คำว่าธรรมดาได้อย่างไร”
หนานหมิงเหอมิใช่คนชอบโอ้อวดแต่เมื่อเยี่ยนเจาเจากล่าวเช่นนั้น เขาก็ใช้นิ้วชี้ไปยังเป้าเคลื่อนไหวที่อยู่ไกลๆก่อนกล่าว “เกี่ยวกับเรื่องนั้น หากไกลกว่านั้นเกรงว่าจะไม่สำเร็จ”