สายลับจับอ๋องใหญ่ (จบแล้วมีEbook)

    บทที่ 35 ไป๋ฉิงเหวินมาสมทบ

    ดูเหมือนพี่ชายของนางก็มิใช่คนโง่ เช้าวันต่อมาจึงให้สั่งให้ลูเหยียนชิงมือปราบคู่ใจของคุณชายใหญ่เหลียงกลับมาเฝ้านางตั้งแต่บ่ายเหลียงเจินซินพยายามหลอกล่ออย่างไรลูเหยียนชิงก็ไม่พลั้งเผลอหลังพระอาทิตย์ตกดินนางกำลังจะสิ้นหวัง พลันไป๋ฉิงเหวินมือปราบเมืองเป่าจูญาติผู้พี่คนสนิทก็ร้องมาจากหน้าประตู

                “เหลียงเจินซินนี่เจ้าคิดจะทิ้งข้าไว้เมืองเป่าจูผู้เดียวจริงๆ หรือไร?”

                คุณชายน้อยเหลียงได้ยินเสียงก็รีบวิ่งออกมาต้อนรับ“เสี่ยวเหวินเจ้ามาได้อย่างไรกัน?”

                ไป๋ฉิงเหวินเชิดหน้าเล็กน้อยพร้อมควักเอาม้วนคำสั่งในย่ามที่สะพายมาออกให้นางดู“ข้าได้รับคำสั่งให้เป็นมือปราบที่กรมตุลาการน่ะสิเจ้าดูสิว่าความสามารถของข้าโดดเด่นแค่ไหน?”

                เหลียงเจินซินนิ่วหน้าไป๋ฉิงเหวินเป็นมือปราบมาหลายปีแม้เขาจะมิได้เก่งกาจเป็นอันดับหนึ่งเมืองเป่าจูแต่ก็มิได้โดดเด่นขนาดที่จะถูกทางเมืองหลวงเรียกเข้ามาใช้     “ว่าแต่เจ้าต้องไปรับใช้ตุลาการผู้ใดเล่า?”ลางสังหรณ์ของเหลียงเจินซินเริ่มทำงานในทันทีเรื่องของเสี่ยวเหวินดูมีลับลมคมในชอบกล!

                “เจ้าได้ฟังแล้วต้องทึ่งแน่ๆข้าได้เป็นมือปราบรับใช้ท่านอ๋องใหญ่น่ะสิ!”

                ในขณะที่ไป๋ฉิงเหวินยิ้มหน้าบานซินเอ๋อร์กลับหน้าเสีย นี่มิใช่ว่าเขาสงสัยเรื่องนางกับไป๋ฉิงเหวินหรอกนะ

                “เจ้าทำหน้าเช่นนั้นทำไม?ข้าถูกเรียกตัวมารับใช้ท่านอ๋องนับว่าเป็นเรื่องดีมิใช่หรือ?คราวนี้โอกาสก้าวหน้าของข้าก็ย่อมจะมากกว่าที่ท่านพ่อคาดไว้”ไป๋ฉิงเหวินหัวเราะหึๆ อย่างพอใจ ที่ผ่านมาท่านพ่อมือปราบผู้แสนเก่งของเขามักจะปรามาสเสมอว่าเขาไม่อาจขึ้นเป็นหัวหน้ามือปราบเมืองเป่าจูได้เพราะฝีมือยังห่างไกลนัก              ไป๋ฉิงเหวินจึงหมายมั่นปั้นมืออยากจะประสบความสำเร็จให้ได้มากกว่าบิดาของตนเพื่อจะได้เป็นที่ยอมรับของคนในครอบครัว

                “เสี่ยวเหวินเจ้าไม่รู้สึกว่ามันแปลกๆบ้างหรือ? ท่านอ๋องใหญ่เองก็มีองครักษ์ฝีมือดีอยู่ตั้งมากมายอย่างองครักษ์ซ่งกับองครักษ์หร่วนนั้น ข้าก็รู้ว่าเขาฝีมือร้ายกาจนักเหตุใดจึงต้องคิดอยากจะใช้มือปราบปลายแถวอย่างเจ้า?”

                ไป๋ฉิงเหวินเลือดขึ้นหน้าในทันทีที่ถูกญาติผู้น้องสบประมาท“แม้ท่านอ๋องใหญ่จะมีองครักษ์มากมายแต่เจ้าไม่คิดบ้างล่ะว่าท่านอ๋องอาจจะขาดมือปราบมีฝีมืออย่างข้า?”

                “เอ่อ....”เหลียงเจินซินจนปัญญาจะชี้ให้ไป๋ฉิงเหวินสงสัยเหมือนอย่างตน“เอาเถอะ....ถ้าเช่นนั้นเจ้าต้องไปเข้าเฝ้าท่านอ๋องใหญ่ยามใด”

                “พรุ่งนี้”

                “หา! พรุ่งนี้”

                “ใช่ไง?ท่านอ๋องต้องการให้ข้าเริ่มงานโดยเร็วที่สุด” สีหน้าภาคภูมิใจของไป๋ฉิงเหวินทำให้เหลียงเจินซินต้องเก็บความสงสัยของตนไว้ก่อนบางทีนางอาจจะคิดมากไปเอง...ในเมื่อคู่หูของนางอุตส่าห์ได้มาทำงานถึงในเมืองหลวงก็น่าจะถือโอกาสนี้พากันท่องเที่ยวให้สนุกจะดีกว่า

                “เจ้ามาก็ดีเหมือนกันข้ามีที่อยากเที่ยวเยอะแยะแต่จะไปคนเดียวพี่เจาหลินก็สั่งห้ามหากมีเจ้า...เสี่ยวเหวิน...ข้าคงเที่ยวได้อย่างสบายใจ” เหลียงเจินซินยิ้มกว้างหากมีเสี่ยวเหวินไปด้วยพี่ชายนางย่อมอนุญาตโดยง่าย

                “อืม...เจ้าอยากไปไหนบ้างล่ะ?”

                ซินเอ๋อร์รีบควักเอาสมุดพกออกมาให้ญาติผู้พี่ดู“เจ้าดูรายชื่อนี่สิ...ข้าเพิ่งได้ไปดูร้านน้ำชามวลมิตรแต่ไม่กล้าอยู่นานเพราะกลัวพี่เจาหลินกลับมาก่อน”

                ไป๋ฉิงเหวินไล่นิ้วตามรายชื่อที่นางเขียนเอาไว้“เจ้านี่เตรียมตัวมาเที่ยวเต็มที่เหมือนกันนะ ประเดี๋ยวข้าสั่งบ่าวเอาของไปเก็บก่อนแล้วเราออกไปเดินเล่นตลาดกัน”

                “ดีๆนี่ก็เย็นแล้วเราไปเดินเล่นถนนสุขสันต์กันเถอะที่นั่นมีตลาดยามเย็นมีร้านของกินขายเยอะแยะ” เหลียงเจินซินรีบอวดเมื่อวานนางแวะไปถนนสุขสันต์ก่อนกลับยังติดใจร้านเกี๊ยวน้ำแสนอร่อยจึงอยากจะชวนญาติผู้พี่ไปกินด้วยกัน

                “ได้เจ้ารอสักครู่”

                ไม่นานนักสองสหายก็มานั่งซดเกี๊ยวน้ำคนละชามบนถนนการค้าที่ฟู่ฟ่าที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองหลวงโคมไฟสีแดงถูกประดับประดาสุดระยะ ผู้คนแต่งกายงดงามเดินขวักไขว่ไป๋ฉิงเหวินมองด้วยความเพลิดเพลินใจจะว่าไปนี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้แยกตัวออกจากครอบครัวมาทำงานไกลบ้าน

                “คราวก่อนที่ข้ามาเมืองหลวงไม่เห็นคึกคักขนาดนี้”

                “เจ้าไม่รู้น่ะสิว่าตอนนี้แคว้นเราเปิดเสรีทางการค้ามีคนต่างถิ่นเข้ามาค้าขายมากขึ้นดูโรงเตี๊ยม ภัตตาคาร และเหลาพวกนี้สิเปิดขึ้นมาอีกหลายแห่ง”

                “หึ! เจ้าเพิ่งมาได้ไม่กี่วันทำโม้ให้ข้าฟังยังกับอยู่มาหลายปี”

                เหลียงเจินซินหัวเราะแหะ“ข้าถามพ่อค้าแม่ค้า และฟังในร้านน้ำชามวลมิตรคุยกันน่ะว่าแต่ที่นั่นเป็นแหล่งหาข่าวที่ดีจริงๆ นะ”

                “ซินเอ๋อร์...เอ่อ! ไม่สิพ่อเจ้ากำชับให้ข้าเรียกเจินซินแล้ว ข้าลืมไป”

                เหลียงเจินซินชะงัก...“หัดเรียกให้ชิน ประเดี๋ยวความแตกกันพอดี”

                “เจินซินเจ้าไม่อยากกินซาลาเปาไส้หมูบ้างหรือ?”กลิ่นหอมยั่วยวนจากลังถึงร้านข้างทางทำเอาไป๋ฉิงเหวินลูบท้องเบาๆ

                “เจ้าเพิ่งกินเกี๊ยวน้ำไปหนึ่งชามเชียวนะ”เหลียงเจินซินแสร้งทำตาโต แท้จริงนางก็ได้กลิ่นและยังแอบน้ำลายสอ“เจ้าทำหน้าเช่นนี้อยากให้ข้าเลี้ยงล่ะสิ!”

                “ก็เงินข้าเหลือน้อยเต็มทีพอเดินทางมาถึงนี่จึงได้รู้ว่าเงินเบี้ยหวัดมือปราบที่เป่าจูช่างน่าสงสารเสียจริงมาถึงเมืองหลวงดีที่ได้เบี้ยหวัดเพิ่มขึ้นและได้อาศัยนอนคฤหาสน์ของพวกเจ้าไม่เช่นนั้นเงินคงไม่พอใช้”

                “เอาเถอะๆข้าพกเงินมาเยอะ เต็มใจเลี้ยงต้อนรับเจ้า อยากกินสิ่งใดว่ามาเลย”เหลียงเจินซินเชิดหน้าก่อนจะผายมือสองข้างออกอย่างใจป้ำให้ญาติผู้พี่เลือกเอาว่าต้องการจะนั่งกินที่ร้านใด?

                “หากข้าอยากกินสักสามสี่ร้านเจ้าไหวหรือ?”

                “ไหวสิ!....ว่าแต่วันนี้เรากินอย่างเศรษฐีแล้วต่อไปเจ้าต้องไปหางานให้ข้าด้วยล่ะ ไม่งั้นข้าคงไม่อาจเลี้ยงเจ้าแบบนี้ได้อีก”

                มือปราบหนุ่มยื่นมือออกมาเกี่ยวก้อยสัญญาก่อนจะพลิกหัวแม่มือออกมาแปะกัน“สัญญาร้อยปีไม่มีเปลี่ยนแปลง” สองพี่น้องหัวเราะออกมาพร้อมกัน

                ร่างสูงใหญ่ที่ยืนอยู่บนชั้นสองของภัตตาคารฝั่งตรงข้ามมองร่างบุรุษทั้งสองที่ยืนพูดคุยหัวเราะกันอย่างเริงร่าด้วยความสนใจ

                “ท่านอ๋องนั่นมันคุณชายน้อยเหลียงนี่ขอรับ?”

                “ช่างคล้ายกับซินเอ๋อร์เสียจริง”น้ำเสียงของแผ่วเบาที่หลุดออกจากปากของท่านอ๋องใหญ่ทำเอาองครักษ์คู่ใจชะงัก

                “ต้องดูใกล้ๆขอรับเหมือนกันมากจนเหมือนคนๆ เดียวกัน”องครักษ์ซ่งอยากจะกราบทูลว่าน่าจะเป็นตัวนางเองนั่นล่ะแต่ก็ไม่กล้าด้วยเกรงว่าหากมิใช่ท่านอ๋องทรงกริ้วขึ้นมาจะยุ่งเอาได้เพราะท่าทีของท่านอ๋องที่มีต่อซินเอ๋อร์เขากับหร่วนเจ๋อเล่ยก็พอดูออกว่าเจ้านายของตนดูมีใจให้กับสาวใช้ผู้นั้น

                “ข้าคงต้องลงไปดูด้วยตนเองสักหน่อย”

                องครักษ์ซ่งมิกล้าเอ่ยทัดทานเขาเกรงว่าจะนางจะตกใจหนีไปอีก ทว่ากลับมิทันได้กราบทูลสิ่งใดท่านอ๋องใหญ่ก็สาวพระบาทลงบันไดไปอย่างรวดเร็ว

                เหลียงเจินซินชี้เลือกซาลาเปาในลังถึงด้วยรอยยิ้ม“ท่านลุง ข้าเอาห่อละสามก้อน ของเขาเป็นไส้หมูกับผักสับส่วนของข้าขอเป็นไส้หมูกับไข่”

                “พวกหนุ่มน้อยอย่างเจ้ากินคนละสามก้อนก็สมควรแล้ว”ชายวัยกลางคนที่รีบนำกระดาษมารองบนมือก่อนใช้ตะเกียบอันใหญ่คีบซาลาเปาร้อนๆวางบนกระดาษแล้วพับมุมส่งให้ ครั้นเงยหน้าขึ้นกำลังจะรับเงินจากบุรุษหน้าใสตรงหน้ากลับเห็นร่างสูงใหญ่ยืนอยู่เบื้องหลังของเขาทั้งสอง

                “ทะท่านอ๋อง จะรับสิ่งใดหรือพะยะค่ะ?”

                บุรุษร่างใหญ่ที่สวมอาภรณ์งามสง่ามีองครักษ์ทั้งสองที่เขาคุ้นหน้าเดินตามหลังย่อมจะเป็นผู้ใดไปเสียมิได้?

                เหลียงเจินซินแทบจะตัวแข็งทื่อมือที่ถือห่อซาลาเปาอยู่สั่นน้อยๆ ‘ขะ เขายืนอยู่ข้างหลังข้างั้นหรือ?’

                ไป๋ฉิงเหวินหันขวับกลับไปเขาทั้งดีใจและตื่นเต้น เมื่อเห็นร่างสูงใหญ่สวมหน้ากากอสูรด้านหลังมีองครักษ์วังหลวงสวมชุดเต็มยศทั้งแปดคนยืนอยู่เบื้องหลัง

                “กระหม่อมไป๋ฉิงเหวินคารวะท่านอ๋องใหญ่”

                เหลียงเจินซินก้มหน้างุดหันไปตามญาติผู้พี่

                “กระหม่อมคารวะท่านอ๋องใหญ่”

     

    ************************