หิมะสีขาวปกคลุมทั้งสี่ทิศ ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็ล้วนเต็มไปด้วยทิวทัศน์สีขาว เส้นทางที่เงียบเหงาไร้คนเดินผ่าน เหลือเพียงเงาร่างของชายหนุ่มในชุดสีดำคนหนึ่งเท่านั้น ทุกๆ วันเขาจะเดินเท้าอย่างเงียบสงบ แต่วันนี้กลับต่างไปจากทุกทีเพราะรอยเท้าคล้ายไม่เป็เส้นตรงอย่างเช่นในทุกวัน ไม่รู้ว่าวันนี้เ้าของรอยเท้าเจอเื่อะไรที่ทำให้ความคิดของเขาวุ่นวายจนส่งผลถึงการก้าวเดินด้วย
ลมหนาวพัดมา แต่ไม่สามารถลดความร้อนภายในร่างกายของเฟยหลงได้เลย ชายหนุ่มสูดลมหายใจเอาความหนาวเย็นเข้าเต็มปอดเพื่อลดความเร็วของจังหวะการเต้นหัวใจ หลังจากเดินออกมานานจนพ้นเรือนหลังเล็กด้านหลัง มือทั้งสองข้างซึ่งกำไว้แน่นจึงคลายออก คิ้วกระบี่ซึ่งขมวดเข้าหากันคลายออกเล็กน้อย การเผชิญหน้ากับป๋ายเหนียงนับวันยิ่งเป็เื่ที่เขารู้สึกประหม่ามากขึ้น ไม่รู้ว่าอาการเหล่านี้เรียกว่าอะไร เขาจึงทำได้เพียงทำหน้านิ่งทุกครั้งที่อยู่ใกล้ๆ นาง
“เฟยหลง ทางนี้” เสียงร้องะโดังขึ้นเรียกให้เขาทิ้งความคิดไร้มารยาทเ่าั้ออกห่างตัว ก่อนจะเดินเข้าไปหากลุ่มทหารซึ่งกำลังจับกลุ่มกันนั่งกินหมั่นโถวแข็งๆ อยู่มุมหนึ่งของสนามฝึก
อาภรณ์สีดำทั้งลำตัว แม้จะดูเรียบง่ายแต่ราคาไม่นับว่าน้อยเลย แม้ทหารจะรู้สึกสงสัยกับฐานะของเฟยหลง แต่หลายปีมานี้ชายหนุ่มไม่เคยเอ่ยถึงฐานะตัวเอง และไม่เคยชวนพวกเขาไปเยี่ยมบ้านสักครั้งทำให้พวกเขาไม่กล้าเอ่ยถามเขาเกี่ยวกับครอบครัวมากนัก
“พี่เฟยหลง พี่เอาหมั่นโถวหรือไม่ขอรับ” เด็กชายผู้หนึ่งในเสื้อผ้าซึ่งถูกซักจนซีดเอ่ยถามเฟยหลงทันทีที่ชายหนุ่มเดินมาใกล้
“อืม” เสียงทุ้มตอบก่อนจะยื่นมือมารับหมั่นโถวแข็งๆ นั้นกัดกินโดยไม่รู้สึกรังเกียจเลยแม้แต่น้อย แม้หลายปีมานี้เขาจะได้กินอาหารดีๆ จากป๋ายเหนียงมากมาย แต่เขาก็ไม่ใช่คนที่เลือกกินจนทำให้ตัวเองลำบาก ขอเพียงอยู่ท้อง เขาก็สามารถกินได้หมด
“พี่้าน้ำแกงร้อนๆ หรือไม่ขอรับ” เด็กชายอีกคนถามเพราะอากาศชายแดนเหนือหนาวถึงเพียงนี้ การกินหมั่นโถวแข็งๆ นั้นคงฝืดคอยากที่จะกลืนลงท้อง
เฟยหลงกัดหมั่นโถวคำสุดท้ายกลืนไปอย่างยากลำบากก่อนจะส่ายหน้า “ไม่เป็ไร” ขอเพียงอิ่มท้องก็เพียงพอ นึกถึงเมื่อเขายังเด็ก ทุกวันต้องทนกับความหิว ทุกวันได้กินเพียงน้ำข้าวต้มใสๆ เท่านั้น หมั่นโถวสีขาวนี้มากแล้วหากเทียบกับเมื่อก่อน
“ได้ข่าวว่าอ๋องเว่ยชีจะดันซื่อจื่อให้ขึ้นเป็แม่ทัพแทน หากซื่อจื่อเข้าสนามรบ เขาจะ้าทหารใหม่ๆ แน่นอน ถ้ามีคำสั่งลงมาสักวันเราต้องได้เข้าร่วมการรบแน่ๆ ่นี้ชนเผ่าป่าเถื่อนหลีตานก็ยิ่งมีความสามารถมากขึ้น อีกไม่นานต้องเกิดาใหญ่แน่นอน” ชายหนุ่มในวัย 16 ปีบอกทุกคนเพราะได้ข่าวมาจากผู้บังคับบัญชา
“ต้ากวง เ้าได้ข่าวนี้มาจากที่ไหนหรือ” ชายที่มีอายุมากหน่อยถามต้ากวงเด็กชายที่เป็เหมือนกุนซือของกลุ่มด้วยความสนใจ หากมีข่าวอะไรออกจากปากต้ากวง รับรองว่าต้องเป็เื่จริงแน่นอน
“เหล่าจาง เชื่อข้าสิ ข้าสืบมาแล้ว ต้องเกิดาใหญ่ในแผ่นดินเว่ยแน่นอนขอรับ หากท่านมีญาติบอกให้พวกเขารีบอพยพไปอยู่ที่อื่นเถิด ชายแดนเหนือไม่ปลอดภัย ข้ากลัวว่าอีกไม่นานแคว้นเว่ยต้องลุกเป็ไฟ เกิดากับแคว้นอื่นไม่หยุดหย่อนแน่นอน” ต้ากวงกระซิบบอกทุกคนเพราะเขาได้ข่าวนี้มาจากพ่อค้าเร่ร่อน ชนเผ่าหลีตานตอนนี้ยิ่งใหญ่และมีความสามารถมาก สักวันพวกมันต้องระรานแคว้นเว่ยแน่นอน
“เสี่ยวจิน เ้าว่าอย่างไร” ฟางอีกระซิบถามฝาแฝดตัวเอง เขาคือผู้ที่ยื่นหมั่นโถวให้เฟยหลง และแฝดน้องของเขาก็คือผู้ตักน้ำแกง
แม้พวกเขาสองคนจะกำพร้าพ่อแม่และตัดสินใจสมัครเข้ามาเป็ทหารเพื่อให้มีข้าวกินและมีที่อยู่ แต่หากต้องเข้าร่วมสนามรบในวัยเพียง 14 ปี นอกจากจะไม่มีผลงานยังกลัวว่าพวกเขาจะต้องทิ้งชีวิตไว้ในสนามรบเสียมากกว่า
“พี่เฟยหลง ท่านว่าอย่างไรขอรับ” ฟางจินถามเฟยหลงซึ่งนั่งเงียบอยู่ด้านข้าง ชายหนุ่มผู้นี้เพียงใช้ใบหน้าเ็าฟังทุกคนพูดคุยอย่างสงบ
แม้จะเป็คนนิ่งเงียบ พูดน้อย ไร้ความเป็กันเอง ซ้ำยังมีรอยแผลเป็สายฟ้าสีม่วงทั้งใบหน้าและลำตัว แม้หลายคนจะหวาดกลัวผู้ชายคนนี้ แต่พวกเขาสองพี่น้องกลับชอบติดตามพี่เฟยหลงมากที่สุด
บางครั้งพี่เฟยหลงก็ยกหมั่นโถวให้พวกเขาพี่น้อง และยังมีวิชาต่อสู้ที่ดีมากๆ แม้จะไม่เคยเห็นพี่เฟยหลงแสดงฝีมือ แต่เขาคิดว่าคนที่นิ่งเงียบและเ็าคนนี้ต้องเก่งมากแน่นอน โดยไม่รู้ตัวเฟยหลงก็มีเด็กชายสองคนตามติดตลอดเวลาทุกครั้งที่อยู่สนามฝึกแล้ว แม้จะเกิดจากที่บางครั้งเขากินข้าวเที่ยงมาจากเรือนและไม่อยากกินหมั่นโถวจึงยกให้สองแฝดก็ตาม
“อืม” เฟยหลงพยักหน้ารับรู้เื่ราวและเริ่มวางแผนบางอย่าง ในใจเริ่มคิดวางแผนเื่ราวไว้ล่วงหน้ามากมาย ไม่รู้ว่าหากมีา หากเขาต้องเดินทางไปไกลจนกระทั่งต้องเข้าร่วมสนามรบ
หญิงสาวที่รอเขาอยู่เรือนผู้นั้นจะเป็อย่างไร
“พี่เฟยหลง พี่อยากเป็ทหารหรือไม่ขอรับ” ฟางอีถามเฟยหลงเสียงเบาเพราะพี่เฟยหลงไม่มีชื่อในทะเบียนทหาร แต่ั้แ่ที่พวกเขาฝาแฝดอยู่ในสนามฝึกก็เห็นพี่เฟยหลงมาเรียนต่อสู้ด้วยกันทุกบ่าย
พี่เฟยหลงจะมาเพียง่บ่ายเท่านั้นทำให้พวกเขารู้ว่าผู้ชายคนนี้ไม่ใช่ทหาร แต่จนถึงตอนนี้ก็ไม่มีใครรู้ว่าเขามีฐานะอะไร แม้แต่คนของจวนอ๋องยังยินดีปล่อยให้เขาเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในสนามฝึกโดยไม่มีบทลงโทษเลย
ต้ากวงพยายามสืบแต่คล้ายกับว่าฐานะของพี่เฟยหลงถูกเก็บไว้เป็ความลับ รู้เพียงว่าเขารู้จักกับจวนอ๋องเว่ยชีเพราะมีเรือนอยู่ติดกัน แต่นอกจากนั้นพวกเขาก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับผู้ชายคนนี้เลย เพราะเป็คนเ็าไม่ชอบพูด แม้จะแอบตามกลับเรือนแต่เพราะกำแพงสูงจึงไม่สามารถสืบอะไรได้
เฟยหลงชะงักนิ่งไปครู่หนึ่งกับคำถามนี้ก่อนจะพยักหน้าตอบโดยไม่รู้ตัว นี่คือเื่ที่เขารู้สึกตัวมาั้แ่เกิด มีเพียงการอยู่ใกล้ทหารเท่านั้นที่ทำให้เขารู้ว่าตัวเองต้องทำอะไร และเขารู้สึกว่าตัวเองต้องเป็ทหารเท่านั้น ราวกับว่าเขามีหน้าที่บางอย่างที่ต้องทำ
ความรู้สึกนี้เขาสามารถรับรู้ั้แ่เด็ก แม้จะไม่เข้าใจแต่การเป็ทหารก็ไม่รู้สึกแย่เกินไป นอกจากนี้เขายังมีความเคยชินประหลาดเมื่อต้องจับดาบและรู้สึกชินเหมือนตัวเองเคยใช้ชีวิตอยู่ในสนามฝึกซึ่งเต็มไปด้วยทหารมาก่อนอีกด้วย
าหรืออันตรายต่างๆ เขาไม่รู้สึกกลัว และยังรู้สึกว่าสถานที่แห่งนี้ถึงเป็ที่ที่เขาควรจะอยู่ ดังนั้นเขาจึงไม่มีความรู้สึกอื่นใดเกี่ยวกับการเข้าร่วมามากนัก แต่มีเพียงหน้าอกข้างซ้ายที่มักจะรู้สึกคันยุบยิบและเริ่มนึกเป็ห่วงใครบางคนที่กำลังรอเขาอยู่เรือนผู้นั้นมากกว่า หากเขาไปเป็ทหารหลายปีหรือหากเขาสิ้นชีพในสนามรบ ไม่รู้ว่านางจะทำอย่างไร
“ถ้าพี่เข้าร่วมสนามรบ พวกเราก็จะร่วมรบด้วย พวกเราจะเป็มือขวามือซ้ายให้พี่เอง พี่ต้องดูแลพวกเราด้วยนะขอรับ” ฟางอีบอก ใบหน้าผอมแห้งของเขาฉีกยิ้มกว้างออดอ้อนแต่กลับไม่ทำให้หัวใจแข็งแกร่งของเฟยหลงอ่อนไหวได้เท่ากับรอยยิ้มหญิงสาวผู้นั้นเลย
“พี่เฟยหลง” ฟางจินสะกิดชายหนุ่มเมื่อเห็นว่าเขาเงียบไปคล้ายคิดถึงเื่อื่นอยู่ เฟยหลงขยับมือหนีอย่างรวดเร็วตามสัญชาตญาณ ความถือตัวและความไม่ชอบให้ใครมาแตะต้องตัวทำให้ต่อให้เขาคิดถึงใครอีกคนก็ขยับตัวหนีทันที
“พี่เฟยหลงพี่คิดเื่ใดอยู่หรือขอรับ ได้ฟังพวกเราสองคนอยู่หรือไม่” ฟางอีถามและชักมือกลับอย่างรวดเร็วเพราะรู้ว่าชายหนุ่มไม่ชอบให้ใครมาแตะตัว
“อืม” เฟยหลงรับปากเพราะเขารู้สึกว่าแฝดสองคนนี้ยอมเข้าใกล้เขาโดยไม่รู้สึกกลัวรอยแผลเป็สีม่วงบนใบหน้าเลยแม้แต่น้อย เป็เด็กที่พอน่าคบหาได้ และมีพร์ด้านการเรียนต่อสู้และการใช้ดาบ ขอเพียงเขาสั่งสอนอีกนิดหน่อยก็สามารถเป็ลูกน้องที่มีฝีมือของเขาได้แล้ว
หากวันใดตัวเขาสิ้นชีพในสนามรบ อาจจะฝากพวกเขาฝาแฝดดูแลป๋ายเหนียงได้พอดี เพียงเริ่มต้นเขาก็เริ่มคิดถึงเื่ของนางและเริ่มวางแผนชีวิตให้นางเสียแล้ว เฟยหลงยิ้มขำตัวเองในใจ เพราะไม่รู้ว่าเริ่มั้แ่เมื่อไหร่ แต่ทุกครั้งที่ต้องตัดสินใจ ก็มักจะมีเงาร่างของนางอยู่ร่วมด้วยและมักจะคิดเป็ห่วงนางอยู่เสมอ
แต่พอนึกถึงว่าเมื่อตนเองสิ้นชีพในสนามรบ และต้องฝากนางไว้ให้ใครคนอื่นดูแล ต่อไปนี้ทุกสิ่งที่นางทำให้เขา อาหารที่นางตั้งใจทำ เสื้อผ้าที่ถูกดูแลอย่างดี ยาที่แม้แต่จะขมแต่ก็ยังมีของหวานซึ่งเปลี่ยนทุกฤดูเตรียมไว้ให้กิน รวมถึงตอนกลางคืนหลายปีมานี้
พอคิดว่าต้องฝากนางให้ผู้อื่นดูแลแทน แล้วหากต่อไปนางจะทำสิ่งเหล่านี้ให้คนอื่น ความไม่พอใจและความแสบร้อนกลางหน้าอกก็ทำให้เขารู้สึกไม่ชอบหน้าสองแฝดขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
“พี่มองพวกเราแบบนี้ มีเื่อะไรหรือขอรับ” ฟางจินถามและถอยห่างอย่างรวดเร็วเพราะเงียบไปเพียงครู่เดียว พี่เฟยหลงก็ไม่พอใจโดยที่พวกเขายังไม่ได้ทำอะไรผิดเลยด้วยซ้ำ หรือพี่เฟยหลงไม่พอใจที่ต้องดูแลพวกเราระหว่างอยู่ในสนามรบ
ก็จริงนะ พวกเขายังเด็กจึงเป็ได้แค่ตัวถ่วง แค่เอาตัวรอดยังยาก จะเอาเวลาใดเล่ามาดูแลตัวถ่วงผอมแห้งเช่นพวกเขาฝาแฝด
เฟยหลงระงับความไม่พอใจที่เกิดขึ้นมาเอง เขาสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อหวังว่าลมหนาวจะช่วยบรรเทาอาการแสบร้อนประหลาดกลางหน้าอก แม้เขาจะไม่เข้าใจที่มาของความไม่พอใจนี้ก็ตาม ดวงตานิลมองเด็กน้อยทั้งสองด้วยสายตาเ็าและตอบกลับเสียงเรียบว่า “ไม่เป็ไร”
เขาต้องมีชีวิตรอดจากสนามรบเท่านั้น การมีลูกน้องและผู้ช่วยที่ดีทำให้อะไรๆ หลายอย่างง่ายขึ้น ความคิดที่หากเขาตายในสนามรบ ถูกโยนทิ้งอย่างรวดเร็ว เขาบอกตัวเองได้เพียงว่าต้องมีชีวิตรอดกลับมาจากสนามรบเท่านั้น ห้ามทิ้งชีวิตไว้ในสนามรบเด็ดขาด
เมื่อคิดถึง่กลางคืนหลายปีมานี้ ใบหน้าซึ่งเคยเ็าก็เริ่มมีรอยแดงประหลาดลามจากคอจนถึงใบหู โชคดีที่มีแผลเป็สายฟ้าสีม่วงและเส้นผมปกปิดไว้จึงไม่มีใครสังเกตเห็นอาการผิดปกติของเขา
ไม่รู้เริ่มั้แ่เมื่อไหร่ หรือเพราะยานอนหลับที่เขากินทำให้เขาไม่รู้สึกตัวตื่นขึ้นมา รู้สึกตัวอีกทีพวกเขาก็นอนร่วมเตียงเดียวกันแล้ว นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นมาสามปีหลังจนถึงตอนนี้
่แรกเขายังไม่รู้ตัว แต่เพราะวันครบรอบอายุ 14 ปี ความเ็ปของสายฟ้ามากขึ้นจนยานอนหลับเอาไม่อยู่ แต่ไม่นานความเ็ปเ่าั้ก็หายไปไม่รู้สึกตัวตื่นอีกเลย แต่เพราะเช้าวันหนึ่งในตอนที่เขาอายุ 15 ปี เขาลืมตาตื่นขึ้นมา ความรู้สึกที่หนักหน้าอกคล้ายมีอะไรมากดทับไว้
ความรู้สึกแรกคืออยากจะผลักสิ่งของชิ้นนั้นออกไปทันทีที่ตื่น แต่เมื่อได้กลิ่นลูกท้อคุ้นเคยใกล้จมูก ร่างทั้งร่างก็นิ่งแข็งทื่อชะงักไปคล้ายก้อนหินถูกสาป
ดวงหน้าหวานซึ่งกำลังใช้อกของเขาแทนหมอน ใบหน้าไร้เดียงสาของหญิงสาวหลับตาพริ้ม ดวงตาดอกท้อที่มักจะจ้องมองเขายามโกรธกำลังหลับตาจนเขาสามารถสังเกตเห็นว่าขนตาของนางยาวงอนมากเพียงไร มือซึ่งกำลังจะผลักหญิงสาวออกห่าง ชะงักค้างอยู่ท่าเดิมนานจนกระทั่งร่างกายเกิดอาการเหน็บชา
เดิมทีคิดว่าตัวเองเคยชินกับการที่นางนอนข้างกายในทุกคืน สามปีก่อนเขายังไม่รู้สึกอะไรหลังจากฟังเหตุผลของนาง แต่เมื่อเติบใหญ่ขึ้นในทุกวัน ความรู้สึกประหม่าทุกครั้งที่ลืมตาขึ้นมาเห็นนางนอนข้างกาย กลับทำให้เขาลำบากใจมากขึ้น
ความรู้สึกที่อยากกอดร่างบางนอนหลับด้วยกันมีมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเขารู้สึกเกลียดความคิดสกปรกของตัวเองเหลือเกิน ทำไมเขาจึงกลายเป็คนไร้มารยาทต่อหน้านางจนน่าละอายใจ
เฟยหลงทอดถอนหายใจเมื่อคิดถึงจุดเริ่มต้นของการนอนร่วมเตียงของพวกเขา บางที....นางคงเป็คนเดียวที่เขายอมให้แตะเนื้อต้องตัวได้ และเป็เพียงคนเดียวที่เขารู้สึกยอมแพ้หมดดวงใจ