จิ่งเยี่ยนกุยค่อยๆ เด็ดใบของต้นเหวยหลิงเซียนอย่างระมัดระวัง พลางตอบคำถาม “วันนี้ที่ตลาดเห็นมีคนเขารับซื้อสมุนไพร แถมยังมีสมุดเล่มหนึ่งวาดรูปสมุนไพรไว้ หนูเลยลองไปเก็บทีู่เามาจำนวนหนึ่ง ลองดูเผื่อวันหลังจะเอาไปขายได้ค่ะ”
เมื่อได้ยินดังนั้น หยางหว่านซิ่วก็หัวเราะออกมา “จริงด้วย แกควรมีความรู้เื่การแพทย์ไว้บ้าง ไม่อย่างนั้นจะรักษาฟางเสียนจือได้ยังไง”
จิ่งเยี่ยนกุยได้ยินคำพูดนั้นใบหน้าก็แดงเรื่อขึ้นทันที ดูเหมือนว่าหยางหว่านซิ่วจะคิดว่าที่ตอนนี้เธอเรียนหมอเพราะฟางเสียนจืออย่างนั้นหรือ? เข้าใจผิดกันไปใหญ่แล้ว!
หยางหว่านซิ่วมองเธอด้วยรอยยิ้ม “แกไม่ต้องเขินอายหรอก วันนี้ฉันเจอแม่ของเสียนจือ หล่อนบอกว่าเมื่อวานแกนวดขาให้เสียนจือแล้วเขารู้สึกว่าอาการดีขึ้นมาก ไม่ปวดเท่าไหร่แล้ว วันนี้ยังอยากจะให้แกไปอีก”
จิ่งเยี่ยนกุยกระแอมเบาๆ แล้วพูดว่า “หนูอยากเรียนหมอ ไม่ได้เกี่ยวกับฟางเสียนจือเลยค่ะ หนูแค่อยากเรียนหมอให้เก่ง จะได้รักษาอาการป่วยให้คุณย่า หวังว่าคุณย่าจะมีอายุยืนยาว”
พูดจบเธอก็นำใบของต้นเหวยหลิงเซียนแปะลงบนหลังมือของหยางหว่านซิ่ว ตอนที่แปะลงไปหยางหว่านซิ่วก็ยังไม่รู้สึกอะไร แต่เมื่อได้ฟังคำพูดของเธอ หัวใจก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นมาแล้ว หล่อนแย้มยิ้มก่อนเอ่ยว่า “ฉันไม่ได้อยากมีอายุยืนยาว ขอแค่มีชีวิตอยู่แล้วทรมานน้อยๆ หน่อยก็พอ โรคปวดข้อปวดกระดูกมันทรมานจริงๆ… เอ๊ะ!”
หยางหว่านซิ่วรู้สึกแสบร้อนแปลบๆ ที่หลังมือ ในดวงตาของหล่อนฉายแววประหลาดใจเล็กน้อย ส่วนจิ่งเยี่ยนกุยในตอนนี้ได้แปะใบของต้นเหวยหลิงเซียนลงบนจุดฝังเข็มบางจุดบนหลังมือแล้ว ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดบริเวณที่ถูกแปะไว้ถึงเกิดเป็ตุ่มพองขึ้นมา
หยางหว่านซิ่วยื่นมือไปเพื่อจะแกะใบไม้ที่หลังมือออก แต่จิ่งเยี่ยนกุยกลับคว้ามือห้ามเอาไว้ “คุณย่า อย่าเพิ่งรีบร้อนค่ะ หนูเห็นหมอที่ตลาดบอกว่าต้องรอให้ตุ่มพองขึ้นมากกว่านี้อีกหน่อยถึงจะแกะออกได้ค่ะ”
หยางหว่านซิ่วถามด้วยความฉงน “แค่นี้ก็รักษาโรคปวดข้อได้แล้วหรือ?”
ในตอนนี้จิ่งเยี่ยนกุยอยากจะบอกว่าได้เหลือเกิน แต่ถ้าพูดไปหยางหว่านซิ่วคงไม่เชื่อ เธอจึงตอบแค่ว่า “หมอคนนั้นบอกว่าได้ค่ะ”
หยางหว่านซิ่วยังรู้สึกเจ็บที่มืออยู่บ้าง แต่ก็รู้สึกว่าขาของหล่อนที่เคยปวดเมื่อยไร้สิ่งใดเปรียบกลับรู้สึกสบายขึ้นมา เธอจึงพูดด้วยความประหลาดใจ “เอ๊ะ สบายขึ้นจริงๆ ด้วย! เยี่ยนกุย เก่งจริงๆ!”
จิ่งเยี่ยนกุยเห็นว่าตุ่มพองที่หลังมือของหยางหว่านซิ่วใหญ่พอแล้ว จึงแกะใบไม้ออก แล้วใช้เข็มที่ฆ่าเชื้อแล้วเจาะตุ่มพอง จากนั้นก็มีน้ำหนองสีเหลืองไหลออกมา
หยางหว่านซิ่วมองภาพตรงหน้าด้วยความประหลาดใจอย่างยิ่ง หล่อนลองขยับแขนขาไปมา ทันใดนั้นก็รู้สึกสบายขึ้นมาก จึงถามจิ่งเยี่ยนกุยเล็กน้อยเกี่ยวกับหมอคนนั้น
เื่นี้เดิมทีก็เป็เื่ที่จิ่งเยี่ยนกุยพูดซี้ซั้วออกมา จึงไม่สามารถอธิบายรายละเอียดอะไรได้มากนัก ได้แต่บอกว่าเธอเรียนรู้เคล็ดลับมาเท่านี้
หยางหว่านซิ่วถึงแม้จะผิดหวังอยู่บ้างที่ไม่รู้รายละเอียดเกี่ยวกับหมอ แต่ก็รู้สึกดีใจที่จิ่งเยี่ยนกุยช่วยบรรเทาความเ็ปของหล่อนได้ จึงไม่ได้ซักไซ้อะไรเพิ่มอีก
เมื่อจิ่งจงอี้กลับมาบ้าน หยางหว่านซิ่วเล่าเื่นี้ให้เขาฟัง แล้วถอนหายใจออกมา “เยี่ยนกุยเป็เด็กฉลาด แต่ชะตาอาภัพไปหน่อย ต่อไปเราต้องช่วยเหลือเธอให้มากขึ้นอีกสักหน่อย”
จิ่งจงอี้มองหล่อนแล้วพูดว่า “ต่างก็แยกบ้านกันไปแล้ว เื่ของบ้านใหญ่เราก็ไม่ควรเข้าไปยุ่งมากนัก สะใภ้คนโตก็ไม่ใช่ตะเกียงน้ำมันที่ประหยัดน้ำมัน [1] ถ้าเยี่ยนกุยมาอยู่กับเราสักสามหรือห้าวันก็คงไม่เป็ไร ถ้าอยู่นานกว่านั้น หล่อนต้องโวยวายให้เป็เื่ใหญ่แน่”
ทำไมหลิวชุนฮวาถึงโวยวาย ผู้สูงวัยสองสามีภรรยาต่างก็รู้ดี พวกเขาไม่อยากผิดใจกับหลิวชุนฮวาจนถึงที่สุดเพราะทำเพื่อจิ่งเยี่ยนกุย
หยางหว่านซิ่วรู้ว่าสิ่งที่เขาพูดเป็ความจริง ยามนี้ทำได้แค่ถอนหายใจ
มื้อเย็นเป็อาหารฝีมือของจิ่งเยี่ยนกุย ซึ่งเป็เพียงอาหารธรรมดา แต่เธอได้แอบเติมน้ำจากลำธารในมิติลงไปด้วยขณะปรุง ทำให้อาหารธรรมดากลับมีรสชาติอร่อยเป็พิเศษ
หยางหว่านซิ่วรู้มาตลอดว่าจิ่งเยี่ยนกุยทำอาหารอร่อย แต่ไม่คิดว่าจะรสเด็ดได้ขนาดนี้ จึงทั้งชมไปกินไป
หลังจากกินข้าวเสร็จ จิ่งเยี่ยนกุยได้รินน้ำให้สองปู่ย่าคนละแก้ว โดยในน้ำนั้นเธอได้เติมน้ำจากลำธารในมิติลงไปด้วย สภาพร่างกายของพวกเขาน่าเป็ห่วงอย่างมาก เธอหวังว่าน้ำจากลำธารนี้จะช่วยบำรุงร่างกายของพวกเขาให้ดีขึ้น เพื่อลดอาการเจ็บป่วยลงได้บ้าง
หยางหว่านซิ่วรับน้ำจากเธอไปดื่มหนึ่งอึก ดวงตาถึงกับเป็ประกายขึ้น “วันนี้ทำไมน้ำถึงรสชาติหวานเป็พิเศษ?”
จิ่งเยี่ยนกุยกะพริบตาปริบๆ แล้วพูดว่า “ก็เพราะน้ำแก้วนี้หนูเป็คนรินไงคะ ในน้ำแก้วนี้มีความกตัญญูของหนูอยู่ ก็เลยหวานเป็พิเศษค่ะ!”
หยางหว่านซิ่วหัวเราะ “ฉลาดเหลือเกินนะ”
จิ่งเยี่ยนกุยหัวเราะคิกคัก แต่ในใจก็ยังเตือนตัวเองว่า ต่อไปเวลาเอาน้ำจากลำธารในมิติให้หยางหว่านซิ่วกับจิ่งจงอี้ก็ต้องระวังเื่ปริมาณด้วย ไม่งั้นจะถูกจับพิรุธได้ง่ายๆ
ถึงแม้ว่ามิติของเธอจะเกิดข้อผิดพลาดไปบ้าง แต่ดูเหมือนว่าผลลัพธ์ของน้ำในลำธารนั้นจะมีผลดีไม่น้อย หากค่อยๆ ใช้ทีละนิดอย่างต่อเนื่อง ก็น่าจะช่วยปรับปรุงสุขภาพของหยางหว่านซิ่วและจิ่งจงอี้ได้
จิ่งจงอี้เป็คนไม่ค่อยพูด เมื่อเห็นภาพของสองย่าหลานก็ยิ้มออกมา
ในขณะนั้นเอง หมอเท้าเปล่าในหมู่บ้านก็มาที่บ้าน บอกว่าบ้านตระกูลฟางให้มาเปลี่ยนยาให้จิ่งเยี่ยนกุย
หยางหว่านซิ่วรู้ว่าก่อนหน้านี้บ้านตระกูลฟางเคยให้หมอเท้าเปล่ามารักษาาแให้จิ่งเยี่ยนกุย ก็นึกว่าเื่จะจบแค่นั้น แต่ไม่นึกว่าบ้านตระกูลฟางจะยังให้หมอเท้าเปล่ามาเปลี่ยนยาให้อีก เพียงพอที่จะพิสูจน์ได้แล้วว่าในใจของคนตระกูลฟางนั้น ห่วงใยอาการาเ็ของสาวน้อยคนนี้เพียงใด
หลังจากที่หมอเท้าเปล่าในหมู่บ้านแกะผ้าพันแผลของจิ่งเยี่ยนกุยออก ก็พูดด้วยความประหลาดใจว่า “เอ๊ะ หายดีแล้ว ช่างหายเร็วจริงๆ! รอยฟกช้ำที่ขาของฟางเสียนจือยังไม่ทันหายดีเลยด้วยซ้ำ!”
หัวใจของจิ่งเยี่ยนกุยพลันเต้นแรง เธอและฟางเสียนจือได้รับาเ็พร้อมกัน แต่ตอนนี้แผลของเธอหายดีเกือบหมดแล้ว ในขณะที่ฟางเสียนจือยังไม่ดีขึ้นมากเท่าใดนัก เมื่อเทียบกันแล้ว แผลของเธอดูเหมือนจะหายเร็วกว่าปกติ
เธอกระแอมไอเบาๆ แล้วพูดว่า “หนูอายุน้อยกว่าเขา หายเร็วกว่าก็เป็เื่ปกติมากๆ ค่ะ”
หลังจากเธอพูดประโยคนั้นจบ ก็รู้สึกว่าบรรยากาศในบ้านเริ่มแปลกๆ คุณหมอจึงหัวเราะกลบเกลื่อนออกมา “ก็จริงของคุณ แผลก็หายดีเกือบหมดแล้ว คงไม่ต้องเปลี่ยนยา งั้นฉันขอตัวก่อน”
ทันทีที่หมอเท้าเปล่าเดินจากไป หยางหว่านซิ่วก็ถามจิ่งเยี่ยนกุย “เยี่ยนกุย แกรังเกียจที่ฟางเสียนจืออายุมากกว่าแกใช่ไหม?”
จิ่งเยี่ยนกุยเพิ่งจะอายุสิบเจ็ดปี แต่ฟางเสียนจืออายุยี่สิบสี่แล้ว ทั้งสองคนอายุห่างกันถึงเจ็ดปี ซึ่งถือว่าอายุห่างกันค่อนข้างมาก
เมื่อกี้ตอนที่จิ่งเยี่ยนกุยพูดออกไปเป็แค่การพูดปัดๆ ไม่ได้คิดถึงเื่นี้เลยสักนิด แต่พอหยางหว่านซิ่วถามมาแบบนี้ เธอกลับรู้สึกว่าเหตุผลนี้ฟังดูเข้าท่าไม่น้อย เธอจึงหัวเราะกลบเกลื่อน แล้วไม่ได้ตอบอะไร
เมื่อเห็นท่าทางของเธอ หยางหว่านซิ่วก็คิดว่าเธอคงคิดเช่นนั้นจริงๆ ทันใดนั้นเองจึงไม่รู้จะพูดอะไรดี
เชอฉางเกิน หมอเท้าเปล่าในหมู่บ้าน ก่อนจะมาเปลี่ยนยาให้จิ่งเยี่ยนกุยได้รับเงินจากตระกูลฟางไปแล้ว เมื่อแผลของจิ่งเยี่ยนกุยหายดีแล้ว เงินที่รับมาย่อมต้องคืนไป ดังนั้นหลังจากออกมาจากบ้านเก่าของตระกูลจิ่ง เขาก็ตรงไปยังบ้านตระกูลฟาง
ฟางเสียนจือกำลังอ่านหนังสืออยู่ที่ลานบ้าน เพียงแต่เขาอ่านอยู่นานก็ยังไม่ได้พลิกหน้ากระดาษแม้แต่หน้าเดียว
หลังจากที่จิ่งเยี่ยนกุยกลับไปในวันนั้น เธอก็ไม่เคยมาเหยียบที่บ้านตระกูลฟางอีกเลย ใน่ไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ เขาคิดมาตลอดว่าวันนั้นเขาพูดตรงไปตรงมาเกินไปจนทำให้เธอใหรือเปล่า?
เขาหวังว่าจะได้เจอเธอโดยบังเอิญ จึงใช้ไม้เท้าพยุงตัวเพื่อไปที่บ้านเก่าของตระกูลจิ่งอยู่หลายครั้ง ผลสุดท้ายกลับไม่เจอเธอแม้แต่ครั้งเดียว กลับได้เจอแต่หยางหว่านซิ่วถึงสองครั้งแทน ซึ่งเขารู้สึกไม่สบายใจอย่างมาก
เชิงอรรถ
[1] ไม่ใช่ตะเกียงน้ำมันที่ประหยัดน้ำมัน (不是盏省油的灯) มีความหมายว่า เป็คนเื่มาก หรือคนที่จัดการได้ยาก