“ไม่ต้องหรอกครับ” เซียวหยวนหมิงยิ้มพร้อมกับจูบหน้าผากของซูเจียวเจียวเบาๆ“แค่คุณรอผมมาหาก็พอ”
ทั้งสองกระซิบกระซาบกันอย่างใกล้ชิดด้วยความหวานชื่น
ลู่เหว่ยหมินและจางเหม่ยจวี๋ที่เตียงตรงกลางก็หลับไปแล้ว
ผ้าห่มของหลี่เอ้อร์โก่วเปียกน้ำจนนอนไม่ได้
หลี่เอ้อร์โก่วไปหาพยาบาลแต่พยาบาลบอกว่าไม่มีเตียงสำรองแล้ว แต่ก็ช่วยเปลี่ยนผ้าห่มผืนใหม่ให้
หลี่เอ้อร์โก่วนอนกลับลงบนเตียงอย่างสบายอารมณ์
แต่หลี่จินฮวาไม่สบายอย่างนั้นเสื้อผ้าของเธอเปียกโชก ทั้งยังไม่มีชุดเปลี่ยน เพราะเธอมาอย่างเร่งรีบจึงไม่ได้นำเสื้อผ้าสำรองมาเลย มีเพียงชุดชั้นในที่เตรียมไว้สำหรับเปลี่ยนเท่านั้น
ตอนนี้เป็นเวลากลางคืนและอากาศในเดือนพฤษภาคมก็ยังคงเย็นสบาย ไม่นานหลี่จินฮวาก็รู้สึกหนาวสั่นไปทั้งตัวหนาวสั่นจนตัวงอ และตัวสั่นเป็นพักๆ
“ลูก... ลูกรัก แม่หนาวจนทนไม่ไหวแล้ว ขอนอนเบียดกับลูกหน่อยนะ” ตกกลางดึกหลี่จินฮวาเขย่าหลี่เอ้อร์โก่วที่กำลังหลับกรนเสียงดังแล้วพูดขึ้น
หลี่เอ้อร์โก่วโบกมือไล่อย่างรำคาญพลางบ่นพึมพำ “แม่ครับเตียงเล็กแค่นี้จะนอนเบียดกันได้ยังไงเล่า?”
หลี่จินฮวากัดฟัน“แต่แม่หนาวจริงๆ นะ ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปละก็ แม่ต้องป่วยแน่ๆถ้าแม่ป่วยแล้วใครจะดูแลลูกล่ะ?”
หลี่เอ้อร์โก่วได้ยินดังนั้นจึงยอมลืมตาขึ้นมาอย่างไม่เต็มใจแล้วพูดอย่างรังเกียจ “แม่ไปนอนอีกฝั่งหนึ่งนะผมจะดึงผ้าห่มให้ แล้วก็... เท้าของแม่ต้องอยู่นอกผ้าห่มนะ”
“ได้ๆๆ แม่รับรองว่าจะดึงแค่ปลายๆ จะไม่ดึงเกินแน่นอน” หลี่จินฮวาถอดเสื้อคลุมออกแล้วรีบคลานขึ้นไปบนเตียงเธออุ่นตัวเองมานานขนาดนี้ เสื้อผ้าด้านในก็แห้งไปเกือบหมดแล้ว
ถึงแม้จะนอนในชุดแบบนี้ยังไม่สบายตัวนักแต่ก็ยังดีกว่านั่งอยู่บนเก้าอี้เย็นๆ เมื่อครู่
…
เที่ยงวันต่อมาเซียวหยวนหมิงก็ทำเรื่องออกจากโรงพยาบาล ค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายอื่นๆจะให้คนจากกองผลิตมาจ่าย
หลี่เอ้อร์โก่วตั้งใจจะแกล้งป่วยนอนโรงพยาบาลต่อไปแต่ก็ทำไม่ได้แล้ว จึงจำเป็นต้องออกจากโรงพยาบาล
หลี่จินฮวาที่ต้องทนหนาวมาทั้งคืนไม่เพียงแต่มีรอยคล้ำใต้ตาขนาดใหญ่สองวงเท่านั้น ทว่ายังป่วยอีกด้วยเธอรู้สึกอ่อนแรงและไม่มีเรี่ยวแรงที่จะหาเรื่องทะเลาะอีกแล้ว
ซูเจียวเจียวเห็นหลี่จินฮวาเป็นเช่นนั้นก็พูดไม่ออกจริงๆหากไม่ใช่เพราะเธอทิ้งเปลือกกล้วยเรี่ยราด จางเหม่ยจวี๋ก็คงไม่หกล้มแล้วน้ำทั้งอ่างก็คงไม่หกใส่ตัวเธอ นี่มันเป็นผลกรรมจากการกระทำของตัวเองชัดๆ
นอกจากนี้หลี่จินฮวายังตามใจหลี่เอ้อร์โก่วมากเกินไปจนเสียคนอายุยี่สิบปีแล้ว แต่ยังไม่มีความรับผิดชอบ ไม่มีความกตัญญูซูเจียวเจียวไม่รู้เลยว่าหลี่จินฮวาคิดอะไรอยู่
แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องของหลี่จินฮวาเธอจะไม่พูดอะไรมาก
เพราะกลัวว่าพูดไปแล้วจะไม่ได้ดีแถมยังจะถูกด่าว่าเป็นคนชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านอีก
ซูเจียวเจียวส่ายหน้าปล่อยให้เซียวหยวนหมิงจับมือเธอเดินไปที่ประตูโรงพยาบาล
ฝนตกมาหลายวันวันนี้อากาศแจ่มใสแล้ว
มีแดดอ่อนๆไม่ร้อนไม่หนาว อากาศกำลังสบาย
เซียวหยวนหมิงถาม“อยากไปเดินเล่นที่สหกรณ์การค้าไหม ซื้อของแล้วค่อยกลับบ้านกัน?”
ซูเจียวเจียวหัวเราะร่า“ดีเลยค่ะ เราไปซื้อเนื้อ ซื้อแป้ง แล้วกลับไปทำเกี๊ยวกินกัน”
“ดีเลยครับ เดี๋ยวกลับไปผมจะทำเอง” เซียวหยวนหมิงบีบมือเธอ
หลี่จินฮวาที่เดินตามออกมาข้างหลังพอได้ยินเซียวหยวนหมิงกับซูเจียวเจียวพูดว่าจะไปซื้อเนื้อซื้อแป้งมาทำเกี๊ยวก็ท้องร้องโครกครากขึ้นมาทันที
หลายวันที่ผ่านมาเธอดื่มแต่ข้าวต้มกินกับผักดองจนแทบจะอาเจียนออกมาแล้ว
หลี่เอ้อร์โก่วก็ไม่ต่างจากหลี่จินฮวาเท่าไรพอได้ยินคำว่าเนื้อ ตาก็เบิกโพลงอยากจะวิ่งตามเซียวหยวนหมิงกับซูเจียวเจียวไปให้รู้แล้วรู้รอด
เขาหันไปมองหลี่จินฮวา“แม่ครับ เรากลับไปทำเกี๊ยวกินกันดีไหม?”
หลี่จินฮวาเลียริมฝีปาก“ฉันก็อยากกิน แต่เราไม่มีเงิน ไม่มีบัตรแลกเนื้อ จะเอาอะไรไปซื้อ?”
หลี่เอ้อร์โก่วได้ยินดังนั้นก็หน้าเสียในทันทีเขาทำหน้าบูดบึ้งอย่างรำคาญ “แม่กับพ่อรวมกันยังสู้ยุวชนซูที่เป็นผู้หญิงคนเดียวไม่ได้เลย”
หลี่จินฮวาเอ่ยเสียงสั่นเครือ"ลูกเอ๋ย แม่กับพ่อก็ประเคนของดีในบ้านให้ลูกก่อนใครเสมอเหตุใดจึงพูดแบบนี้กับแม่เล่า! บ้านเรายากจนข้นแค้นนักแม่ก็ไร้ฝีมือไม่สามารถเย็บปักถักร้อยได้ไม่เช่นนั้นแม่จะปล่อยให้ลูกอดอยากได้อย่างไร!"
หลี่เอ้อร์โก่วได้ยินดังนั้นก็ยิ่งรู้สึกรังเกียจหลี่จินฮวามากขึ้นไปอีก
ทางนี้เซียวหยวนหมิงและซูเจียวเจียวมาถึงตลาดสดแล้ว ที่นี่ไม่มีเนื้อเหลืออยู่แล้วแต่ยังมีแป้งอยู่บ้าง
เซียวหยวนหมิงจึงซื้อแป้งก่อนหลังจากซื้อเสร็จ เขาก็พาซูเจียวเจียวมานั่งใต้ร่มไม้ แล้วกำชับเบาๆ ว่า“เจียวเจียว คุณรอผมตรงนี้นะ ผมจะไปซื้อเนื้อ”
ซูเจียวเจียวรู้ว่าเขามีช่องทางของตัวเองจึงไม่ได้ห้าม “ระวังตัวด้วยนะ แล้วกลับมาเร็วๆ ล่ะ”
เซียวหยวนหมิงพยักหน้าแล้วเดินออกไป
เขาเดินไปตามตรอกซอกซอยเปลี่ยวเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาหลายซอยจนกระทั่งเห็นบ้านหลังหนึ่งที่ปิดประตูแน่นหนา
เซียวหยวนหมิงมองซ้ายมองขวาให้แน่ใจว่าไม่มีใครอยู่รอบๆแล้วก็กระโดดข้ามกำแพงเข้าไปในลานบ้าน
เย่หย่งที่กำลังเบื่อหน่ายจนแทบจะนั่งนับมดแก้เซ็งอยู่แล้วพอเห็นเซียวหยวนหมิงก็ตาเป็นประกาย รีบเดินไปหา “พี่อาหมิงช่วงนี้พี่หายไปไหนมาครับ? หายไปหลายวันเลยผมนึกว่าพี่จะไม่ทำธุรกิจนี้แล้วซะอีก”
เซียวหยวนหมิงพูดเสียงทุ้ม“ช่วงนี้มีเรื่องเยอะ แถมยังเจอดินถล่มด้วยตอนนี้มีเนื้อเหลืออยู่บ้างไหม?”
“มีครับ มีๆ” เย่หย่งกล่าว “แต่ไม่มากแล้วเหลือเนื้อหมูสามชั้นสิบสองชั่ง เนื้อแดงแปดชั่ง และกระดูกขาหมูสิบชั่ง”
“ฉันเอาหมดเลย” เซียวหยวนหมิงพูดแล้วเดินตามเย่หย่งไปเอาเนื้อพอเซียวหยวนหมิงเห็นว่ายังมีไข่ ไข่เค็ม น้ำพริกเนื้อ ผงนมมอลต์ กุ้งแห้งและปาท่องโก๋ จึงหยิบมาทั้งหมด
เซียวหยวนหมิงซื้อของในราคาเดียวกับเย่หย่งซึ่งเป็นราคาขายส่งทั้งหมด
เย่หย่งถาม“พี่อาหมิง นี่ก็ผ่านมาครึ่งวันแล้ว ของเยอะขนาดนี้พี่จะขายหมดในวันนี้หรือครับ?”
เซียวหยวนหมิงบรรจุของใส่กระสอบปุ๋ยแล้วแบกไว้บนไหล่ส่วนไข่และไข่เค็มถือไว้ในมือ “วันนี้ฉันไม่ขายแล้วล่ะจะเอาไปกินที่บ้านก่อน”
เย่หย่งพูดอย่างกระตือรือร้น“ให้ผมไปส่งไหมครับ? พี่ถือของเยอะขนาดนี้คงไม่สะดวก”
เซียวหยวนหมิงปฏิเสธ“ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวฉันจะนั่งรถแทรกเตอร์กลับไป”
ซูเจียวเจียวรอประมาณครึ่งชั่วโมงก็เห็นเซียวหยวนหมิงกลับมา เขากำลังแบกถุงใหญ่บนไหล่ และถือถุงเล็กๆ อีกใบในมือไม่รู้ว่าข้างในใส่ของอะไรบ้าง
“ทำไมถึงเอากลับมาเยอะขนาดนี้ล่ะคะ?”
ซูเจียวเจียวยืนขึ้นปัดฝุ่นที่ก้นแล้วรีบเดินเข้าไปหาเขา
“ในเมื่อออกมาทั้งที ก็ต้องเอาของกลับบ้านเยอะๆ หน่อยสิ” เซียวหยวนหมิงถาม “คุณหิวหรือยัง? ถ้าหิวแล้วเราไปหาอะไรกินกัน”
ซูเจียวเจียวส่ายหน้าพลางกล่าว"ไม่หิวหรอก พวกเราเพิ่งทานอาหารเช้าไปเมื่อไม่นานมานี้เองนี่งั้นเรากลับบ้านเลยดีไหมคะ? พวกเราไม่ได้กลับไปสามสี่วันแล้วพี่หยวนซินคงเป็นห่วงแย่แล้วละ"