หลังจากนั้นไม่นานนักคนทั้งสำนักศึกษาก็มารวมตัวกันที่นี่ ถังฉือหรงร้อนรนจนเหงื่อผุดขึ้นเต็มหน้าผาก แต่เขาก็อดกลั้นเอาไว้พร้อมกับเล่าเรื่องราวทั้งหมด
ผู้ดูแลสำนักศึกษาขมวดคิ้วพลางถาม “ในถุงผ้าไหม มีเงินอยู่เท่าไหร่?”
“สิบตำลึง” เป็นถังจวิ้นเชินที่ตอบแทน จนผู้ดูแลรายนั้นเหลือบมองด้วยสายตาที่ไม่อยากเชื่อคำพูดเท่าใดนัก
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าในถุงเงินของถังฉือหรงมีเงินสิบตำลึง”
ถังจวิ้นเชินจึงเล่าที่มาที่ไปของเงินจำนวนสิบตำลึงนี้ แต่ผู้ดูแลสำนักศึกษากลับไม่เชื่อคำพูดของเขาเลยสักนิด คงคิดว่าเขากับถังฉือหรงเล่นละครตบตาเพื่อจะได้ไม่ต้องจ่ายค่าเรียน
ถังจวิ้นเชินโกรธมาก เขากำหมัดแน่น เค้นเสียงพูดว่า “ถึงแม้ว่าข้าจะไม่ได้เปิดถุงผ้าไหมดู แต่แค่คลำดูก็รู้แล้ว อีกทั้งตอนนี้ตู้มันก็ถูกงัดออกมา แม้แต่ถุงผ้าไหมเองก็หายไป เงินที่อาหรงสะสมมาได้ก็หายไปหมดเช่นกัน เช่นนั้นตอนนี้มันใช่เวลาที่ท่านจะมาสงสัยข้ากับถังฉือหรงกระนั้นหรือ ท่านควรเร่งหาขโมยถึงจะถูก”
“ของสำคัญเช่นนี้ เหตุใดเจ้าจึงไม่เก็บไว้กับตัว?”
ใบหน้าของถังฉือหรงแดงก่ำ เขาเอาแต่ก้มหน้าไม่ตอบอะไร จนให้ผู้ดูแลนึกสงสัยหนักเข้าไปอีก “เงินตั้งสิบตำลึงกลับไม่เก็บไว้กับตัว ยากที่จะเชื่อได้ ไหนเจ้าลองอธิบายให้ข้าฟังสิ”
เมื่อถูกบังคับถังฉือหรงจึงตอบอย่างเสียมิได้ “กระเป๋าแขนเสื้อข้ามันขาด ข้าจึงไม่ได้เก็บของสำคัญไว้กับตัว” เขากัดฟันพลางกลับด้านแขนเสื้อให้ผู้ดูแลดู จนใบหน้าที่หล่อเหลาแดงก่ำด้วยความเขินอาย
ผู้ดูแลเหลือบมองดู จึงเชื่อ เขาเบาะปากด้วยความรังเกียจ จากนั้นก็หันไปถาม “ตอนที่อาจารย์กำลังสอนอยู่ มีใครออกมาบ้างไหม?”
ในตอนเช้า จะต้องมีคนไปเข้าห้องน้ำอย่างแน่นอน แต่ห้องนอนนี่ก็อยู่ไกลจากห้องบรรยายพอสมควร ไปกลับอย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาถึงครึ่งชั่วยาม ทุกคนต่างพากันซุบซิบ และยังคงคิดว่าไม่มีใครมีเวลามากมายเช่นนั้น
ผู้ดูแลลูบคางพลางครุ่นคิด ทันใดนั้นเขาก็คิดอะไรบางอย่างออก “รอเดี๋ยว! มีใครรู้บ้างไหม ว่าเจ้านำเงินเก็บไว้ในตู้?”
เมื่อได้ยินคำถามทั้งถังฉือหรงและถังจวิ้นเชินต่างก็ตกตะลึงทุกคนในที่นั้นเองก็เช่นกัน
“ใครไม่รู้บ้างว่าครอบครัวเจ้ายากจน หากมีขโมยปะปนอยู่ในนี้จริง ๆ แล้วล่ะก็เขาก็คงไม่ขโมยของเจ้าหรอก ทุกคนกลับไปดูที่ห้องนอนของตัวเอง ว่ามีสิ่งใดหายไปบ้างหรือไม่?”
นักศึกษาทุกคนเมื่อได้ยินผู้ดูแลกล่าวด้วยเสียงอันดังต่างก็แยกย้ายกลับไปดูที่ห้องของตัวเอง จากนั้นก็ทยอยกลับมาอีกครั้ง พลางบอกว่าไม่มีสิ่งใดหายไปเลย คราวนี้ผู้ดูแลยิ่งหัวเราะเยาะเย้ย
“สำนักศึกษาถังซื่อไม่เคยเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นมาก่อน เหตุใดจึงมาเกิดขึ้นกับเจ้าในวันนี้ ก่อนจะถึงวันหยุด เจ้าบอกว่าไม่มีเงินจ่ายค่าเรียน ต้องการให้ข้าเลื่อนไปก่อนสองสามวัน แต่หลังจากที่กลับบ้านไป น้องสาวให้เงินกับเจ้า เจ้ากลับไม่รับมันไว้ จนนางต้องวานให้ถังจวิ้นเชินนำมาให้เจ้าอีกครั้ง จากนั้นก็เกิดเรื่องบังเอิญ เงินนี่กลับหายไป เมื่อตอนกลับมาก็ไม่มีใครพบเห็นอีก ไป ๆ มา ๆ ก็มีเพียงพวกเจ้าสองคนที่รู้เรื่อง!” ชายผู้ดูแลสำนักศึกษาถังซื่อจ้องเขม็ง พลางตะคอก “เหตุใดเรื่องบังเอิญจึงได้เกิดขึ้นแต่กับเจ้ากัน
“เจ้าบอกข้ามาสิ!”
ตอนนี้ใบหน้าของถังฉือหรงแดงก่ำไปหมด ชายหนุ่มใช้เวลาครู่หนึ่งเพื่อตั้งสติก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่มั่นคง “ผู้ดูแล ครอบครัวข้ามีฐานะยากจน เดิมทีข้าได้เก็บสะสมเงินไว้เก้าร้อยกว่าอีแปะ คัดหนังสือเล่มนี้เสร็จ พรุ่งนี้ข้าก็จะมีเงินเพียงพอแล้ว ดังนั้นข้าจึงไม่ได้รับเงินของน้องสาวมา เรื่องนี้มีเพียงข้าและอาเชินที่รู้ ข้าก็ไม่รู้ว่าเหตุใดจึงถูกขโมยไปได้ แต่ข้าเรียนหนังสือนักปราชญ์ ข้าไม่มีทางโกหกหลอกลวง หรือเล่นละครตบตาเพื่อจะไม่จ่ายเงินอย่างแน่นอน ขอท่านจงเข้าใจด้วย”
“ผู้ดูแลถัง ข้ามอบเงินนั่นให้ถังฉือหรงกับมือจริง ๆ ข้าขอรับประกันด้วยชีวิต” ถังจวิ้นเชินกล่าวขึ้นบ้าง
ผู้ดูแลเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เขามองทั้งสองคนอย่างพินิจพิจารณาก่อนส่งเสียงในลำคอพลางกล่าว “แต่ทุกคนก็ไม่ได้กลับมาที่ห้องเลย เป็นไปได้ไหมว่าจะมีขโมยปีนกำแพงเข้ามาขโมยเงินสิบตำลึงของเจ้า?”
“สามารถรายงานต่อทางการได้หรือไม่?”
เมื่อได้ยินว่าเรื่องจะถึงทางการถังฉือจิ้นที่ยืนซ่อนตัวอยู่ด้านหลังฝูงชนใจหายวาบ ลุกลี้ลุกลนเล็กน้อย โชคดีที่ผู้ดูแลปฏิเสธอย่างเด็ดขาดเขาจึงค่อยเบาใจลง
“ไม่ได้อย่างเด็ดขาด หากรายงานเรื่องแบบนี้ ชื่อเสียงของสำนักศึกษาซื่อถงของข้าจะเป็นอย่างไร?”
“แต่เงินสิบตำลึงไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ ข้าขอให้ผู้ดูแลช่วยตรวจสอบสัมภาระของทุกคนได้หรือไม่ ข้าคิดว่าเจ้าหัวขโมยคงจะทิ้งมันไปไม่ทัน”
“ใช่แล้ว!” แววตาถังจวิ้นเชินเป็นประกายขึ้นมาในทันที “บางทีแม้แต่ถุงผ้าไหมนั่นก็อาจจะยังอยู่ ถุงผ้าไหมใบนั้นเป็นลายเอพริคอตสีเหลือง มีเพียงช่องด้านข้าง ไม่มีลายปัก แค่เห็นก็สามารถรู้ได้ทันที”
ชายผู้ดูแลลังเล ความจริงแล้วแม้ว่าการค้นร่างกายจะเป็นการดูหมิ่นไม่ให้เกียรติ แต่เห็นได้ชัดว่าสถานการณ์ตอนนี้เป็นที่น่าสงสัยที่สุด ผู้ดูแลกวาดสายตาไปยังทุกคน เพราะยังไม่อาจตัดสินใจได้ ตอนนั้นเองที่ถังฉือจิ้นก็ก้าวแหวกฝูงชนออกมาด้านหน้า พร้อมใบหน้าตึงเครียด “อาหรง เจ้าอย่าสร้างปัญหาให้มันมากเจ้าทำเช่นนี้ หรือเจ้ามองว่าเพื่อน ๆ เป็นขโมยกัน!”
ถังฉือหรงเหลือบมองเขา “ท่านพี่ ข้าเองก็ไม่เชื่อหรอกว่าจะมีขโมยในหมู่เพื่อน แต่เงินของข้าถูกขโมยไป ข้าเองก็จำใจต้องเชื่อเช่นนั้น”
“ใช่แล้ว” ถังจวิ้นเชินกล่าว “หากมีขโมยแฝงตัวอยู่ในหมู่เพื่อน ก็รีบแสดงตัวออกมาเสีย ทุกคนจะได้สบายใจไม่เช่นนั้น ใครจะรู้ว่าขโมยจะลงมืออีกเป็นครั้งที่สองหรือไม่”
“นี่เจ้ายังจะสร้างปัญหาอีก แม้ว่าคนอื่นจะไม่รู้ว่าสภาพครอบครัวเจ้าเป็นอย่างไร แต่เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้ด้วยอย่างนั้นหรือ เจ้าจะไปหาเงินสิบตำลึงมาจากไหนกัน” ถังฉือจิ้นตะคอกเสียงดังลั่น เขาหยุดไปครู่หนึ่ง และพูดด้วยเสียงที่เบาลง “ช่างเถอะ…ผู้ดูแลถัง ค่าเรียนของเขาเดือนนี้ ข้าจะจ่ายให้แทนก็แล้วกัน”
สำหรับชายผู้ดูแลแล้วการที่ปัญหาเกิดขึ้นน้อยลงน่าจะดีกว่าการเพิ่มปัญหา ดังนั้นเมื่อได้ยินคนช่วยหาทางออกเขาจึงตอบตกลงและสรรเสริญถังฉือจิ้นไม่หยุดปาก
“อาจิ้นช่างเป็นคนที่ตรงไปตรงมาเสียจริง มีจิตเมตตาช่วยเหลือผู้ตกยาก เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ ไปกัน ข้าจะพาเจ้าไปจ่ายเงิน ยามบ่ายยังมีเรียนอีก ทุกคนแยกย้ายได้!”
ถังฉือหรงผงะไปชั่วขณะ จากนั้นจึงรีบห้าม “รอเดี๋ยวผู้ดูแล ท่านจะจัดการเช่นนี้ไม่ได้ เรื่องนี้มันเกี่ยวข้องกับชื่อเสียงของทุกคน จะมาปล่อยไปง่าย ๆ เช่นนี้ได้อย่างไร?”
“เดิมทีอาหรงมีเงินอยู่แล้ว” ถังจวิ้นเชินเสริม “เงินสิบตำลึง หากหาพบก็สามารถจ่ายค่าเล่าเรียนได้ตั้งหลายเดือนจะมาปล่อยเรื่องนี้ไปทั้ง ๆ ที่มันยังไม่จบได้อย่างไร”
คราวนี้เป็นถังฉือจิ้นที่ขมวดคิ้วมุ่นอย่างไม่สบอารมณ์นัก เขาพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดว่า “เงินข้าเองก็มีไม่มาก เจียดมาจ่ายค่าเล่าเรียนให้เจ้าในเดือนนี้ก็ดีเท่าไหร่แล้ว เจ้ายังอยากให้ข้าชดใช้เงินสิบตำลึงให้เจ้าอย่างนั้นหรือ?”
“อาจิ้นเขาเต็มใจช่วยเจ้า ก็เพราะเขามีเมตตา เจ้ายังคิดจะผลักภาระให้เขาอีกหรือ?” เสียงเพื่อนคนหนึ่งแทรก จากนั้นก็ตามมาอีกหลายคำ ทั้ง “คำนวณดูดี ๆ อาจมีถึงสิบตำลึงเชียวนะ” หรือ “โลภมาจริง ๆ!” หรือแม้กระทั่ง “เห็นได้ชัดว่าเจ้าสองคนนี้กำลังสมคบคิดกัน”
ถังฉือหรงไล่ตามไปสองสามก้าว เมื่อเห็นว่าเรื่องนี้ไม่สามารถแก้ไขได้แล้ว เขาจึงทำได้เพียงกัดฟัน และอดทนอดกลั้นอยู่ภายในใจ โดยเฉพาะเมื่อนึกถึงเด็กตัวเล็ก ๆ อย่างนางที่พุ่งเข้าไปในกองไฟเพื่อช่วยคน จึงจะได้เงินยี่สิบตำลึงนี้มา นี่คือเงินที่นางเอาชีวิตเข้าแลก แต่จู่ ๆ เขากลับหายไปอย่างน่าเสียดาย
ถังจวิ้นเชินส่งคนสองสามคนออกไป พลางเดินหันไปหันมาด้วยความลังเลอยู่นาน จนในที่สุดเขาก็กล่าวออกมาด้วยเสียงต่ำ “อาหรง ข้า...คิดว่าพอจะคาดเดาอะไรบางอย่างได้”
ถังฉือหรงแทบจะเข้าใจความหมายของเขาในทันทีเมื่อเห็นเพื่อนทำหน้าพยักพเยิดไปทางถังฉือจิ้น และตอนนั้นเองที่เขาจำได้ว่า เมื่อเช้าถังฉือจิ้นเข้าไปในห้องบรรยายช้ามาก ช้ากว่าพวกเขาอย่างน้อยครึ่งชั่วยาม ทันทีที่เขานั่งลง อาจารย์ก็เพิ่งจะเข้ามาพอดี…หรือหัวขโมยจะเป็นถังฉือจิ้น
ชายหนุ่มครุ่นคิดสงสัย แต่ในเมื่อตอนนี้ เขาไม่มีหลักฐาน อีกทั้งถังฉือจิ้นก็ยังช่วยเขา หากเดาผิดขึ้นมาทุกคนต้องมองเขาเป็นคนชั่วร้าย อกตัญญู
ถังจวิ้นเชินเห็นสีหน้าไม่สู้ดีของเขาจึงพูดเบา ๆ ว่า “อาหรง ตอนนี้จะทำอย่างไรดี?”
.
.
.