ติ๊ด.....ติ๊ด..... เสียงนาฬิกาปลุกร้องดังบ่งบอกว่าถึงเวลาที่ต้องตื่นไปทำงานแล้ว ผมค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาจากการหลับใหล เช้านี้ก็เป็อีกวันที่แสนจะธรรมดาที่ต้องทำอะไรแบบเดิมๆ วนไป ล้างหน้า แปรงฟัน อาบน้ำ กินข้าว ออกไปทำงาน ซึ่งมันก็ไม่ได้ลำบากใจอะไรหรอกครับ แค่มันน่าเบื่อนิดหน่อย คุณผู้อ่านอาจจะบอกผมว่า " ถ้านายเบื่อก็เลิกทำแล้วหาอย่างอื่นทำซะสิ " ผมทำแบบนั้นไม่ได้หรอกครับ ขืนทำแบบนั้นผมมีหวังได้ตกงานกันพอดี พนักงานบริษัทจนๆ แบบผมแค่ให้มันผ่านไปได้ในแต่ละเดือนก็จะแย่แล้วครับคิดแล้วก็เศร้า ตอนนี้ที่พอจะทำได้ก็มีแต่การถอนหายใจใส่ให้กับชีวิตที่แสนซ้ำซากจำเจ แบบนี้ ว่าแล้ว ผมก็ขออนุญาตนะครับ " เฮ้อออ"
.
.
.
" เอาละ เตรียมของเสร็จแล้ว ได้เวลาออกไปทำงานแล้ว ผมพูดเปรยออกมาเบาๆ และในตอนที่ผมกำลังจะปิดประตูเพื่อออกไปทำงาน ผมได้หันไปมองโต๊ะที่ว่างเปล่า ซึ่งโต๊ะตัวนั้นมันเคยเป็ที่พักรักษาตัวของเ้าค้างคาวน้อย
ตอนนี้ผมไม่รู้ว่ามันเป็ตายร้ายดีอยู่ที่ไหน ไม่รู้เลยว่าจะออกตามหามันได้ยังไง นี่ก็นับได้ 7 วันแล้ว ที่มันหายไป ผมทำได้แค่เพียงคิดถึงมัน เพราะในวันที่มีมันผมก็ยังมีเพื่อนคุย ถึงแม้ว่าผมจะพูดอยู่คนเดียวก็เถอะแต่มันทำให้ผมคลายความเหงาลงไปได้เยอะเลย
แต่ถึงยังไงก็ขอให้ เ้าโชคดีนะค้างคาวน้อย " เฮ้อ " สุดท้ายผมก็ถอนหายใจทิ้งอีกรอบและหันหลังเดินจากไปพร้อมกับประตูที่ค่อยๆ ปิดลง ปึง!
.
.
.
ต็อกแต็กๆ .... เสียงเคาะแป้นตัวอักษรดังออกมาอย่างต่อเนื่อง มันเป็การพิมพ์ที่คล่องแคล่วรวดเร็ว ซึ่งทักษะในการพิมพ์เหล่านี้ล้วนเป็ผลมาจากการทำซ้ำในทุกๆ วัน
ผมกำลังละเลงนิ้วอย่างเมามันบนแป้นพิมพ์ดีด ไม่ใช่ทำไปเพราะสนุกหรอกนะครับ แต่งานเ้ากรรมมันช่างเยอะแท้เสียนี่กระไร ผมหันไปมองงานตรงหน้าที่ยังกองอีกเป็ูเาเลากาพร้อมกับมองนาฬิกาที่กำลังเดินไปอย่างช้าๆ แต่ในใจผมตอนนี้กับตรงกันข้าม เพราะถ้าถึงเวลาเลิกงานเมื่อไหร่แล้วงานไม่เสร็จนั้นหมายถึงชีวิตของผมที่ต้องจบลงเช่นกัน
มันเป็เพราะั้แ่วันที่ผมออกไปไล่ตืบ เ้าโจรใจบาปยังไงละครับ เผอิญผมไล่ตืบมันเพลินไปหน่อยเลยไม่ได้กลับมาทำงาน เ้านายของผมเลยกาหัวผมั้แ่วันนั่นแหละครับ แหะ แหะ
และเมื่อชีวิตผมเหมือนแขวนอยู่กับเวลาที่กำลังถูกนับถอยหลัง ผมจึงจำเป็ต้องดึงพลังแฝงที่ผมแอบปกปิดคุณผู้อ่านออกมา ผมสูดหายใจเข้าไปเต็มปอด นึกถึงหนังทุกเื่ที่เคยดูมา
ทันใดนั้น! ผมก็ดึงเอาวิชาแสงรวมศูนย์จากหนังจีนพร้อมกับเปิดจุดชีพจรทั้ง 8 จากหนังการ์ตูน แล้วะโออกมาสุดเสียง
" โอร่า....ขอให้พลังจงสถิตอยู่ที่มือข้า " (เออ..อย่าไปถือสาคนบ้าเลยครับคุณผู้อ่าน สงสัยคงนอนไม่พอ แหะ แหะ)
จากนั้นผมก็ลงมือปั่นงานอย่างบ้าคลั่ง จนเวลานับถอยหลังเหลืออีก 30 นาทีจะถึงเส้นตาย ผมเห็นว่า ถ้าขืนยังเป็อย่างนี้อยู่ เห็นทีจะแย่แน่ ผมเลยรวบรวมพลังใจอีกครั้งพร้อมกับะโออกมาสุดเสียงอีกรอบ
" ไม่มีทาง ไม่มีทาง ไม่มีทาง โอ้วววว "
...ฟู่ ผมเป่าปากออกด้วยความโล่งอก เพราะงานผมเสร็จทันเวลาพอดี แล้วเหตุไฉนคนข้างๆ ถึงมองผมแปลกๆ ไม่ยอมเข้าใกล้ผม นี่ผมทำอะไรผิดไปเหรอครับ (นี่...นาย ไม่รู้ตัวจริงๆ เหรอ)
แต่ไม่เป็ไรหรอกครับ ผมอยู่คนเดียวจนชินแล้ว ในขณะที่ผมกำลังก้มหน้าก้มตาเก็บของเพื่อที่จะเตรียมตัวกลับบ้าน อยู่ๆ หูผมก็ได้ยินเสียงรายงานข่าวจากในทีวีดังขึ้น ด้วยความสงสัย ผมจึงเงยหน้าดูเนื้อหาข่าว
".....สวัสดีค่ะ ท่านผู้ชมทางบ้าน ขณะนี้มีรายงานด่วนเข้ามาว่ามีผู้พบศพชายจมน้ำเสียชีวิต อายุประมาณ 25-30 ปี สีผิวออกไปคล้ำสวมกางเกงขายาวสีดำใส่เสื้อเชิตลายลูกไม้สีน้ำตาล ไม่ทราบชื่อ คาดว่าน่าจะเสียชีวิตมาแล้วอย่างน้อยประมาณ 8-10 ชั่วโมง ส่วนจุดที่พบศพนั้น ผู้ที่มาพบศพคนแรกเล่าว่าเห็นศพลอยมาติดที่ตอม่ออยู่ตรงกลางสะพานข้ามแม่น้ำแห่งนี้ค่ะ และที่น่าแปลกใจคือมีผู้เสียชีวิตอย่างต่อเนื่องและถูกพบศพตรงจุดนี้ นับรวมรายนี้ก็เป็รายที่ 8 เข้าไปแล้วค่ะ สวนสาเหตุการเสียชีวิตที่แน่นอนทางเ้าหน้าที่กำลังสืบสวนหาสาเหตุอยู่ จบการรายงาน ดิฉัน พอลลี่ เป็ผู้รายงานและโปรดติดตามสิ่งที่น่าสนใจกับทางสถานีต่อไปได้เลยค่ะ..... "
" โอ้ว...น่ากลัวจังเลยแฮะ ข่าวนี้ " ผมได้แต่คิดอยู่ในใจ
..เอาละได้เวลากลับแล้วรีบหน่อยดีกว่า วันนี้ดูท่ารถจะติดด้วย ก็วันนี้เป็วันศุกร์นี่นา เดี๋ยวรถติดจะแย่เอาและในขณะที่ผมกำลังก้าวออกจากที่ทำงาน อยู่ๆ ก็มีเสียงโทรศัพท์ ดังขึ้น " ใครโทรมาโทรมาทำไมวะ ใครโทรมาโทรมาทำไมวะ " เอ่อ..ไม่ต้องใไปครับนั่นเสียงเรียกเข้าของผมเอง แหะ แหะ ด้วยความสงสัยผมจึงหยิบขึ้นมาดูแต่แล้ว ก็ต้องใกับเบอร์ที่เห็นผมถึงกับต้องอุทานออกมา
" เจนนี่! "
จะไม่ให้ใได้ไงละครับ นั่นเบอร์หวานใจที่ผมหลงรักมาหลายปี เธอไม่ค่อยจะโทรมาหาหรอกครับนอกจากจะคิดถึงผมมากๆ ถึงจะโทรมา อย่างเช่นตอนนี้
" ติ๊ก " ผมกดรับสายทันที
" โอ้ยยยย รับช้าจังหัดรับสายให้มันเร็วๆ หน่อยสิ " (เธอตะคอกผมสุดเสียงสงสัยจะคิดถึงมากจนแทบทนไม่ไหวแน่ๆ)
" ขอโทษ" (ผมพูดด้วยเสียงที่แ่เบา)
" รีบมาหาเดี๋ยวนี้เลย คนขับรถป่วยไม่มีใครขับรถ แล้วก็ ให้ถึงภายใน 10 นาที คึ่ก....ติ๊ดดดดดดดดดด..."
เธอวางสายไปแล้ว.... เป็ไงละครับ ผมบอกแล้วเธอต้องคิดถึงผมมากแน่ๆ เลยไม่งั้นคงไม่รีบให้ผมไปหาขนาดนั้นแน่ๆ คุณผู้อ่านไม่ต้องมาอิจฉาผมเลยนะ ว่าแล้วผมก็รีบไปดีกว่า....
.
.
.
เอี๊ยดดดด.... เมื่อรถแท็กซี่จอดสนิทหินกลิ้งลงจากรถด้วยอาการลนลาน เขารีบวิ่งไปอย่างสุดกำลังเพื่อให้ถึงจุดหมายเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ลมหายใจเริ่มติดขัดเพราะไม่ได้หยุดพัก จนในที่สุดเขาก็มาถึง เมื่อหินกลิ้งมาถึง เจนนี่ ได้แต่เหลือบมองมาที่ชายหนุ่มด้วยอาการหงุดหงิดแล้วเอยออกมาว่า
" มาช้าไป หนึ่งนาที ไม่ได้เื่ "
จากนั้นเจนนี่ ก็ปากุญแจรถใส่หน้าชายหนุ่มเต็มแรง หินกลิ้งได้แต่ก้มหน้าเก็บกุญแจที่ตกจากการถูกปา
" เอ้า รีบไปขับรถได้แล้ว ฉันนัดเพื่อนไว้ "
.
.
.
" ฮ่า ฮ่า เธอว่าอย่างนั้นเหรอ เจนนี่ "
" เออ ก็แบบนั้นแหละไม่เชื่อก็ลองไปเมืองนอกดูสิยะ หล่อน"
ผมนั่งมองดูบทสนทนาที่เจนนี่คุยกับเพื่อนของเธออย่างออกรสชาติ ดูเธอมีความสุขดีนะ แต่ทำไมถึงตรงกันข้ามกับผมที่ไม่มีความสุขเอาซะเลยทั้งๆ ที่คนตรงหน้าผมเป็คนที่ผมชอบมาตลอด
มันทำให้ผมคิดถึงเ้าค้างคาวตัวน้อยขึ้นมาทันที ในขณะที่ผมกำลังคิดอะไรเรื่อยเปื่อย ผมเห็นเจนนี่ กระซิบอะไรสักอย่างกับเพื่อนเธอ แล้วเธอก็หันมาหาผมพร้อมกับพูดว่า
" หินกลิ้ง วันนี้นายทำให้ฉันอารมณ์เสีย แต่ไม่เป็ไรฉันใจกว้างพอ จะให้โอกาสนายไถ่โทษ เอาไหม "
" ดะ ได้ จะให้ทำอะไรเหรอเจนนี่ "
ผมรีบรับข้อเสนอทันทีในเมื่อมีโอกาสทำให้เจนนี่อารมณ์ดีแล้ว
" ก็ ง่ายๆ นายช่วยเลี้ยงข้าวมื้อนี้ ฉันหน่อยสิ แล้วฉันจะยกโทษให้ "
ผมได้ยินแบบนั้นถึงกับกลืนน้ำลายทันทีเพราะร้านที่เจนนี่เข้ามาทานอาหารนั้นมันโคตรแพงเลยครับ ลำพังเงินเดือนที่ผมได้แต่ละเดือนมันไม่มีปัญญาจะจ่ายค่าอาหารให้เธอไหวหรอกครับ ผิดกับเจนนี่ ที่เป็ลูกมหาเศรษฐีสามารถมาทานมันได้ทุกวัน ผมได้แต่อ้ำอึ้งอยู่แบบนั้น จนในที่สุดเจนนี่ ก็ตวาดออกมา
" พอแล้ว ฉันจ่ายเองก็ได้ แต่ตอนนี้ฉันเหม็นขี้หน้านาย ช่วยกลับไปก่อนเลยไป๊ "
เมื่อเธอพูดไล่แบบนั้น ผมเลยต้องเดินคอตกออกจากร้านอาหารกลับมาบ้าน ตอนเดินออกมาผมไม่ได้หันไปมองหรอกนะว่าพวกเธอหัวเราะอะไรกัน
...ผมเดินก้มหน้าไปตามเส้นทางบนท้องถนนเรื่อยๆ ตอนนี้พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปนานแล้วแต่คงยังไม่ดึกเพราะผมยังเห็นผู้คนสัญจรผ่านไปมาตลอดเวลา ผมเดินคิดอะไรเรื่อยเปื่อยไปตลอดทางแต่แล้วผมก็ต้องหยุดเดิน
เพราะตอนนี้ผมสังเกตเห็น เด็กผู้หญิงคนหนึ่งอายุประมาณ 7-8 ขวบ เธอนั่งร้องไห้อยู่ข้างทาง ผมเดินตรงเข้าไปหาเด็กคนนั้นทันที พร้อมกับถามเธอว่า
" หนู เป็อะไรรึเปล่าครับ ทำไมถึงมานั่งร้องไห้อยู่คนเดียวตรงนี้ละ "
เธอค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมามองผมแล้วพูดด้วยเสียงสะอื้นไห้
" นะ หนู ออกมาเล่นนอกบ้านค่ะ แต่ หนู กลับบ้านไม่ได้ ฮือ ฮือ "
" อ้าวทำไมถึงกลับบ้านไม่ได้ละจำทางไม่ได้เหรอ " (ผมถามด้วยความสงสัย)
" จำทางได้ค่ะ แต่หนูกลัวหมา เลยไม่กล้าเดินกลับ "
" อ๋อ แค่นี้เอง ปะ เดี๋ยวพี่ไปส่งนะ "
" จริงเหรอคะ ขอบคุณค่ะ พี่ใจดีจัง "
แล้วเด็กคนนั้นก็ออกเดินนำผมไป...เธอพาผมเดินตัดเข้ามาในซอยแคบๆ ห่างออกจากถนนใหญ่มาเรื่อยๆ พอผมถามเธอว่าแน่ใจเหรอว่ามาถูกทาง เธอก็ตอบมาว่า " นี่เป็ทางลัดไปบ้านเธอใกล้ถึงแล้ว "
ผมได้แต่ฟังแล้วก็เดินต่อไปไม่ได้คิดอะไร เธอพาผมเดินเลียบมาทางริมแม่น้ำสายหนึ่งมุ่งตรงไปยังสะพานข้างหน้า แล้วอยู่ๆ เธอก็ถามผมว่า
" พี่คะ พี่รู้จักเื่เล่าที่เป็ตำนานพื้นเมืองของคนแถวนี้รึเปล่าคะ "
ผมพยายามนึกอยู่สักพักนึง แต่ก็นึกไม่ออกอาจเป็เพราะผมไม่ได้อาศัยอยู่แถบนี้ละมั้ง ผมเลยถามเธอกับ
" แล้วตำนานพื้นเมืองแถบนี้เขาเล่ากันว่ายังไงละ เล่าให้พี่ฟังหน่อยสิ "
เธอหันกลับมายิ้มให้ผมจากนั้นก็หันหลังพร้อมเริ่มเล่า ตำนานพื้นเมืองให้ผมฟัง
......." เมื่อครั้งอดีตใน่าขยายดินแดน ชาวบ้านต่างตกอยู่ในภาวะยากลำบาก อยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ จากพวกทหารข้าศึกที่กำลังรุกรานเข้ามา
ต้องอดอยากปากแห้งอาหารที่ใช้ประทังชีวิตในแต่ละวันแทบจะไม่พอยาไส้ บางวันก็อดกิน ไหนจะมีโรคระบาดเกิดขึ้นอีก ส่วนสาเหตุที่เกิดโรคระบาดก็มาจากกองซากศพที่ถูกทิ้งไว้เต็มทั้ง 2 ข้างทาง
แต่ถึงกระนั้น ก็มีครอบครัวหนึ่งที่ยิ้มสู้กับทุกปัญหาที่เกิดขึ้นคอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในครอบครัวนั้น ประกอบไปด้วย ชายหนุ่มที่เปรียบเสมือนหัวหน้าครอบครัวกับภรรยาสาวที่คอยดูแล ปฏิบัติสามียามกลับมาจากการทำงานและคนสุดท้ายน้องสาวของภรรยาที่คอยสร้างเสียงหัวเราะให้กับครอบครัวนี้
แต่แล้วในกลางดึกของคืนหนึ่ง ภรรยาสาวได้สะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก เธอไม่เห็นร่างของสามีที่ควรจะนอนอยู่ข้างเธอ ด้วยความสงสัยเธอจึงออกเดินตามหาสามีของเธอ แต่แล้วเธอกับต้องมาพบสามีของเธอกำลังพลอดรักกับน้องสาวของเธอเองอยู่ในป่าไม่ไกลจากบ้านเท่าใดนัก
เธอใและเสียใจกับภาพที่เห็นตรงหน้าแต่ด้วยความที่เธอรักสามีกับน้องสาวเธอมาก เธอจึงเก็บเื่นี้เอาไว้ในใจแสร้งทำเป็ปกติและภาวนาว่าสักวันสามีกับน้องสาวจะรู้สึกตัวในสิ่งที่ทำ แต่ไม่เลยที่ทั้งคู่ไม่เคยรู้สึกตัว
จากความรักเริ่มเปลี่ยนมาเป็ความแค้นจนมันะเิออกมา เธอเริ่มทำพิธีขายิญญาให้ปีศาจโดยแลกกับการทำให้น้องสาวเธอหายไปเพื่อที่สามีจะได้กลับมาหาตน ปีศาจตกปากรับคำ แต่มีข้อแม้ ว่า
" ในทุกๆ ยามราตรีที่มาเยือนเ้าจะค่อยๆ สูญเสียตัวตนและความเป็คนไปเรื่อยๆ "
เธอยอมตกลงโดยไม่ทันคิดถึงผลที่ตามมา ปีศาจตนนั้นได้ทำตามที่รับปากไว้ เธอได้สามีคืนกลับมา วันคืนที่แสนสุขค่อยๆ ผ่านไป เธอค่อยๆสูญเสียตัวเองไปทีละนิด ทีละนิด
และในเช้าของวันหนึ่ง เธอลืมตาตื่นขึ้นมาในตอนเช้า เธอก็ต้องใแทบสิ้นสติ เพราะในมือซ้ายของเธอถือมีดที่เปื้อนไปด้วยเืแต่ที่ทำให้ต้องใยิ่งกว่า นั่นคือในมือขวาของเธอมีหัวของสามีอยู่
เธอเสียใจมากทำอะไรไม่ถูกได้แต่วิ่งหนีไปและเธอก็หยุดที่กลางสะพานข้ามแม่น้ำหวังจะะโน้ำฆ่าตัวตายตามสามีไป แต่ในขณะที่เธอกำลังจะทิ้งตัวลงไปในแม่น้ำก็พลันปรากฏร่างของปีศาจที่เธอเคยทำสัญญาด้วย ปีศาจตนนั้นออกอุบายหลอกลวงเธอว่า ถ้าอยากให้สามีฟื้นคืนกลับมาจงนำิญญาของบุรุษเพศชายจำนวน 1000 ดวง มาแลกกับการฟื้นคืนของสามี
เธอหลงเชื่อและคอยหลอกล่อผู้ชายมาฆ่าทิ้ง จนในที่สุดทางการได้ออกไล่ล่าและเธอก็ถูกจับตายบนสะพานแห่งนั้น แต่ถึงกระนั้นแม้สิ้นลมหายใจไปแล้วแต่เธอก็ยังออกไล่ล่าดวงิญญาั้แ่บัดนั้นจนถึงบัดนี้....."
...........................
เด็กสาวตรงหน้าเล่าตำนานพื้นเมืองให้ผมฟังจนจบอยู่ๆ เด็กสาวที่เดินนำหน้าผมมาตลอด เธอก็หยุดนิ่งอยู่กลางสะพานแล้วถามออกมาทั้งๆ ที่ยังหันหลังให้ผม
" รู้สึกเป็ยังไงบ้างคะพี่ชาย กับเื่เล่าตำนานพื้นเมืองของคนแถวนี้ "
เมื่อได้ยินคำถามจากเด็กสาวผมหยุดคิดเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับไป
" อ๋อ เธอน่าสงสารนะ แต่เธอก็ผิดจริงที่พรากชีวิตคนอื่นอันนี้ก็ให้อภัยไม่ได้เช่นกัน "
เมื่อเด็กสาวได้ยินผมตอบแบบนั้น เธอก็หันมามองผมด้วยความสงสัย
" อะ เอ๋ น่าสงสารเหรอ "
ผมเห็นเด็กสาวข้างหน้าทำท่าสงสัยก็เลยอธิบายต่อ
" ก็คิดดูสิ เธอถูกหักหลังจากสามีแล้วก็น้องที่เธอรักนะ แต่เธอยังอดทนและให้โอกาสทั้ง 2 คน แต่สุดท้ายมันคงเกินที่เธอจะรับได้ เธอเลยตัดสินใจทำอะไรผิดๆ ถ้าจะโทษก็ต้องโทษ สามีกับน้องสาวเธอด้วยเพราะพวกเขาทั้ง 2 คนหักหลังความไว้เนื้อเชื่อใจของเธอก่อน และก็ตัวการสำคัญเลยคือไอ้ปีศาจที่เธอคุยด้วย เห็นชัดๆ ว่ามันกำลังสนุกอยู่ ไม่อย่างนั้นมันคงไม่เข้าไปตอนที่เธอกำลังจะโดดน้ำตายหรอก มันนั่นแหละชั่วที่สุด "
เื่ราวที่เด็กสาวคนนี้เล่าให้ฟังช่างใกล้เคียงกับตัวผมเหลือเกิน มันทำให้ผมคิดต่อ " เธอกับเราคงไม่ต่างกันเท่าไรสินะ รู้ว่าถูกหลอกแต่แสร้งทำเป็ไม่รู้เพื่อที่สักวันเธอจะเห็นค่าเรา " ขณะที่ผมกำลังตกอยู่ในภวังค์ความคิดของตัวเอง อยู่ๆ ผมก็ได้ยินเด็กสาวข้างหน้าพูดอะไรแปลกๆ ออกมา
" หืออ.. น่าสนใจ น่าสนใจ พี่ชายเป็คนที่แปลกดีนะ พึ่งเคยเจอเป็คนแรกนี่แหละ แต่พี่ชายคิดผิดไปหน่อยนะคะ..
จริงอยู่ที่ในตอนแรกเธออาจจะหลงผิดและเชื่อคำของปีศาจร้ายนั่น แต่ในเมื่อเธอรู้ความจริงว่าปีศาจตนนั้นหลอกให้ล่าดวงิญญาแล้วทำไมกัน
เธอถึงไม่ยอมหยุดล่าดวงิญญาจนถึงปัจจุบันนี้กันละคะ หนูจะบอกให้พี่ชายรู้ก็ได้ค่ะ ก็เพราะมันกลายเป็ความบันเทิงและความสนุกไปแล้วไงละคะ เพราะฉะนั้น พี่ชายช่วยตายไปให้ทีเถอะค่ะ "
เมื่อเด็กสาวพูดจบ ดวงตาที่เคยใส่ซื่อบริสุทธิ์ก็สว่างวาบขึ้นมา สติสัมปชัญญะของหินกลิ้งค่อยๆ หลุดลอยเหมือนกับว่าตัวเองตกอยู่ในความฝันที่ไม่อาจขัดขืนได้
หินกลิ้งค่อยๆ ก้าวเท้าออกไปและออกไป จนไปหยุดที่ขอบสะพานและเสี้ยววินาทีที่หินกลิ้งกำลังจะทิ้งตัวลงแม่น้ำที่ไหลเชี่ยวกราก ทันใดนั้น ก็มีมือของใครบางคนมาคว้าจับมือของหินกลิ้งไว้
.
.
" อ๊ะ...นี่เราเป็อะไรกัน เหมือนอยู่ในความฝันเลย ทุกอย่างดูเลือนรางไปหมดแล้วทำไม ขาถึงก้าวออกไปเองละ นี่เรากำลัง จะเดินไปไหนกัน "
" หือ...มีเสียงคนสั่งให้โดดลงไปแล้วทำไมเราต้องะโกันละ...เอ๋ แล้วนี่มือของใครกันที่จับเราเอาไว้ "
.
.
.
แป๊กก!...ทันทีที่สิ้นเสียงดีดนิ้ว...สติที่เลื่อนลอยของหินกลิ้งก็ค่อยๆ ฟื้นคืนกลับ ภาพที่เลือนรางก็ค่อยๆ แจ่มชัดขึ้น ทันทีที่ภาพตรงหน้าชัดเจน หินกลิ้งก็เหมือนกับหลุดไปในความฝันอีกรอบ เพราะสิ่งที่ปรากฏอยู่ในสายตา คือ ใบหน้าของใครคนหนึ่งที่งดงามปานเทพธิดากับดวงตาที่มีสีแดงดั่งอัญมณียามต้องแสงไฟ หินกลิ้งได้แต่มองตกตะลึงอยู่แบบนั้นจนลืมทุกสิ่งรอบตัว ลืมแม้กระทั่งเด็กผู้หญิงก่อนหน้านี้
" ปล่อยมือเราได้แล้ว "
เสียงที่กังวานใสดังขึ้น ปลุกให้ หินกลิ้ง ตื่นจากอาการตกตะลึง
" เอ่อ... อ๊ะ ขอโทษครับ ถึงจะไม่รู้ว่าทำไมอยู่ๆ ถึงจะะโลงน้ำไปแต่ก็... ขอบคุณครับที่ช่วยเอาไว้ "
หินกลิ้งพูดขอบคุณหญิงสาวตรงหน้าทั้งที่ยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ หญิงสาวได้ยินดังนั้นแล้วจึงหันหลังเดินจากไปอย่างเงียบๆ
แต่ภาพที่หญิงสาวกำลังเดินจากไปกับทำให้จิตใจของ หินกลิ้ง กระวนกระวายเหมือนกำลังจะเสียอะไรไปบางอย่าง เขาจึงะโออกไปด้วยอาการร้อนรน
" คุณครับเดี๋ยวก่อน ผมชื่อ หินกลิ้ง คุณชื่ออะไรเหรอ แล้วเราจะได้เจอกันอีกรึเปล่าครับ "
หญิงสาวหยุดเดิน แล้วพูดออกมาทั้งที่ยังหันหลังให้ด้วยน้ำเสียงที่กระจ่างใส
" ลูซี่ เรา ชื่อ ลูซี่ ( Lucy ) "
หินกลิ้งได้ยินดังนั้นจึงะโออกไป ด้วยกลัวว่า หญิงสาวที่มีนามว่า ลูซี่ จะไม่ได้ยิน
" ยินดีที่ได้รู้จักครับ คุณ ลูซี่ "
ทันทีที่ องค์หญิงแวมไพร์นามว่า ลูซี่ ออกนอกระยะสายตาของ หินกลิ้ง แล้ว ก็พลันปรากฏรอยยิ้มอันอ่อนโยนขึ้นที่ใบหน้าพร้อมกับพูดออกมาเบาๆ
................" ยินดีที่ได้รู้จักอย่างเป็ทางการอีกครั้งนะคะ นาย หินกลิ้ง คิก คิก "...................