บทที่ 23 ความคิดในใจ
แท่นดอกบัวบินด้วยความเร็วสูง พุ่งวนเวียนไปมากลางยอดเขา ถึงแม้จะเป็เช่นนั้น แต่ก็ใช้เวลาบินนานถึงครึ่งชั่วยามกว่าจะหยุดลงบนยอดเขาใหญ่ที่ถูกห้อมล้อมด้วยเมฆหมอก
สถานที่ที่ลงจอดเป็ลานกว้างขนาดเล็ก แม้จะเรียกว่าเป็ลานกว้างขนาดเล็ก แต่ก็มีพื้นที่กว้างถึงหนึ่งร้อยจั้ง
ที่ปลายลานมีแถวโพรงหินคล้ายถ้ำ โดยมีโพรงหินตรงกลางที่โดดเด่นที่สุด ประตูโพรงกว้างถึงสามจั้ง หน้าประตูมีสวนดอกไม้และต้นไม้นานาพันธุ์ รวมถึงต้นกล้วยหลายต้น
ทว่าต้นกล้วยต้นหนึ่งที่ใหญ่กว่าต้นอื่นถูกหักโค่นลงอย่างไม่ทราบสาเหตุ
"เด็กน้อย ข้ามีเื่จะบอกเ้า" หลังจากพูดจบ เซียวเจวี๋ยชี้ไปยังประตูถ้ำทางซ้ายสุดของแถวถ้ำที่มีขนาดเล็กกว่า แล้วกล่าวอย่างเคร่งขรึม "ต่อไปนี้เ้าจะอยู่ที่นั่น และห้ามวิ่งไปไหนโดยเด็ดขาด หากไม่ได้รับอนุญาตจากข้า"
"ข้าง ๆ เ้าคือสถานที่ที่ข้าทำการกลั่นยา ในถ้ำของเ้ามีระฆังใบหนึ่ง เมื่อข้าดึงระฆัง เ้าต้องออกมาทันที ข้าขอบอกก่อนเลยว่า หากเ้ามีความล่าช้าแม้แต่ครึ่งส่วน ข้าจะไม่ยกโทษให้เด็ดขาด"
"ขอรับ ท่านผู้าุโ" ลู่หลีตอบรับด้วยความเคารพ
แม้เขาจะรู้สึกว่าเซียวเจวี๋ยพูดจาแข็งกระด้าง แต่เขามีจุดประสงค์มาที่นี่เพื่อ 'ขโมยวิชาการกลั่นยา' ดังนั้นจึงไม่ได้ใส่ใจนัก ตอนนี้เขาหวังเพียงว่าตาเฒ่าคนนี้จะสอนเขาสักเล็กน้อยระหว่างการกลั่นยา
เห็นท่าทีของลู่หลีค่อนข้างดี เซียวเจวี๋ยจึงผ่อนคลายน้ำเสียงลง "เมื่อครู่ข้ากลั่นยาล้มเหลว จึงพูดจาฉุนเฉียว เ้าไปพักผ่อนเถอะ หากมีเื่ข้าจะเรียก"
ปรากฏว่าเป็การกลั่นยาในเตาเผา
ลู่หลีได้ยินก็เข้าใจทันที ในใจคิดว่าเหตุใดถึงได้เหมือนกินดินปืนเช่นนี้ เขาประสานมือรับคำ เดินไปสองสามก้าวแล้วหันกลับมาถามว่า "ท่านผู้าุโ ศิษย์จำเป็ต้องอยู่ในห้องตลอดหรือ"
ถ้ำเช่นนี้ดูอึดอัดยิ่ง แม้เขาจะเคยอยู่ในวิหารกาลเวลาฝึกฝนบ่อยครั้ง แต่เกือบทุกวันก็จะออกมาหายใจที่ลานด้านนอก
เซียวเจวี๋ยครุ่นคิดแล้วกล่าวว่า "เ้าสามารถนั่งที่ประตูได้ แต่ห้ามเดินห่างออกไป เพราะข้าอาจกลั่นยาได้ทุกเมื่อ"
"ขอรับ"
ได้ยินว่าสามารถออกมาสูดอากาศด้านนอกได้ ลู่หลีก็ถอนหายใจเบา ๆ ก่อนค้อมตัวทำความเคารพแล้วเดินไปยังถ้ำน้อย
เมื่อเข้าไปในถ้ำ ลู่หลีถึงได้รู้ว่าที่นี่ไม่เล็กเหมือนที่คิด แต่ตกแต่งอย่างเรียบง่าย มีม้านั่งหินวางล้อมรอบโต๊ะหิน พร้อมเตียงหินและห้องเล็ก ๆ อีกห้องหนึ่ง
ลู่หลีเปิดประตูห้องเล็ก ๆ ดู จึงรู้ว่านี่คือห้องน้ำ
ลู่หลีไม่ได้บ่น เขานั่งขัดสมาธิบนเตียงแล้วเข้าสู่วิหารกาลเวลา จากนั้นก็เริ่มฝึกวิชาศิลปะลูกไฟอีกครั้ง
เมื่อใกล้ค่ำ ลู่หลีรู้สึกหิวขึ้นมาทันใด พลันนึกได้ว่าลืมถามเื่อาหาร จึงออกจากถ้ำเพื่อไปถามเซียวเจวี๋ย
เมื่อเดินมาถึงประตูถ้ำใหญ่ตรงกลางก็เคาะประตู แต่ข้างในไม่มีการตอบรับแต่อย่างใด
จากนั้นเขาจึงเดินไปยังถ้ำทางทิศตะวันออก เดินไปจนถึงถ้ำสุดท้าย ลู่หลีจึงเห็นว่าประตูมีป้ายคำว่า 'อาหาร' แขวนอยู่ และประตูก็เปิดอยู่ ลู่หลีหยุดชั่วครู่แล้วก็เดินเข้าไป
ข้างในมีชายอ้วนรูปร่างท้วม เดินกะเผลก ๆ คาดผ้ากันเปื้อนลายดอกที่เอว ขณะนี้กำลังยุ่งอยู่ที่เตาไฟ
"เ้าเป็ใคร" เมื่อเห็นลู่หลีเข้ามา ชายอ้วนที่กำลังถือที่ตักน้ำก็มองอย่างสงสัย
"ข้า ข้าเป็เย่าถง*[1] ใหม่ขอรับ รู้สึกหิวเลยก็..."
"โอ้ นี่เป็เย่าถงสินะ" ชายอ้วนชี้ไปยังหม้อนึ่งเล็กที่กำลังพ่นไอร้อน "เอาเลย กินเสี่ยวหลงเปานึ่งสดใหม่สักสองสามชิ้นก่อนเถอะ ของผัดจะเสร็จทีหลัง"
"ขอบคุณขอรับ" ลู่หลีกล่าวขอบคุณแล้วเดินไปหยิบเสี่ยวหลงเปาด้วยตนเอง
"เ้ามีความกล้าไม่น้อย กล้าที่จะรับงานเป็เย่าถง" ชายอ้วนพูดขณะยังคงทำงานของตน
"เป็อย่างไรหรือขอรับ" ลู่หลีกำลังนั่งกินเสี่ยวหลงเปาอยู่มุมห้อง ถามด้วยความสงสัย ในใจคิดว่า เหวินหงบอกว่าผู้าุโใหญ่คนนี้ไม่ง่ายนัก แต่ก็แค่โดนตีสักหน ไม่น่าจะเรียกว่ากล้าหรอกกระมัง
เื่การโดนตีลู่หลีเตรียมใจมาก่อนแล้ว ตนเองมีหนังเนื้อหนา จึงสามารถรับมือกับการตบตีธรรมดาได้
ยิ่งกว่านั้น เมื่อมองไปทั่วสำนักชิงหยาง กิจกรรมที่สามารถหาเงินสามพันได้ในหนึ่งเดือนถือว่าสูงสุดแล้ว ไม่ต้องพูดถึงพวกลูกมือ แม้แต่เหล่าศิษย์ที่ออกไปทำภารกิจภายนอก ภารกิจที่ได้สามพันคะแนนก็ถือเป็การเสี่ยงชีวิตอย่างแท้จริง
ชายอ้วนส่ายหน้าพลางถอนหายใจ "ดูเหมือนเ้าจะไม่เข้าใจที่นี่เลย ข้าบอกได้เพียงว่า ระวังตัวให้ดีเมื่อพบกับเติ้งชิ่งเซิง"
พูดจบเขาก็ไม่สนใจลู่หลีอีกต่อไป และเริ่มทำธุระของตนเอง
ลู่หลีตั้งใจจะถามว่าเติ้งชิ่งเซิงคือใคร แต่เห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีท่าทีจะอธิบาย จึงไม่อยากยุ่งต่อ
กินเสี่ยวหลงเปาจนอิ่มถึงสามชิ้น ในที่สุดลู่หลีก็อิ่มแล้ว และไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะสนใจตนหรือไม่ เขาเพียงกล่าวขอบคุณอย่างสุภาพ จากนั้นก็ออกจากโรงอาหาร
เห็นลู่หลีมีมารยาทเช่นนี้ ชายอ้วนก็ถอนหายใจออกมาอีกครั้ง
เมื่อมาถึงข้างนอก ลู่หลีเพิ่งจะเตรียมตัวกลับห้อง แต่กลับเห็นเซียวเจวี๋ยเดินสวนมาอย่างเร่งรีบจากทางเล็ก ๆ ด้านตะวันตก จึงรีบเดินไปข้างทางและค้อมตัวลงคารวะอย่างนอบน้อม
เซียวเจวี๋ยขมวดคิ้ว "ไปที่ไหนมา"
"ไปกินข้าวมาขอรับ" ลู่หลีตอบเสียงเบาพลางก้มหน้า
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น เซียวเจวี๋ยดูราวกับเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าลู่หลีเป็ศิษย์เบ็ดเตล็ด และไม่ได้งดเว้นธัญพืช*[2] จึงปล่อยจิตสำรวจโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะแสดงสีหน้าสงสัยและประหลาดใจ "อายุสิบหก ขอบเขตก่อปราณระดับหนึ่ง เ้าเข้าสำนักตอนไหนกัน"
"ศิษย์เข้ามาเกือบสามปีแล้วขอรับ"
"รุ่นก่อนหน้าหรือ" เซียวเจวี๋ยใกว่าเดิม "เ้าหนุ่มคนนี้ไม่เลว สามปีแล้วถึงขอบเขตก่อปราณระดับหนึ่ง"
ขอบเขตก่อปราณระดับหนึ่ง?
ลู่หลีคิดในใจว่าไม่ใช่ระดับสองหรอกหรือ
คิดแล้วทันใดนั้นก็เข้าใจ ตอนนี้แม้เขาจะสามารถปล่อยพลังปราณออกมาได้ แต่ก็ยังไม่ถือว่าเป็ระดับสอง เพราะเส้นลมปราณที่สองของเขาเพิ่งจะปรากฏขึ้น และยังไม่ได้เปิดจุดลมปราณแรกเลย จึงยังไม่ถือว่าเข้าสู่ระดับสอง
ได้ยินดังนั้นเขาจึงกล่าวว่า "ศิษย์เพียงมีความขยันในการฝึกฝนเท่านั้นขอรับ"
"ขยันก็ดีแล้ว" เซียวเจวี๋ยชื่นชมพลางพยักหน้า "ความขยันสามารถชดเชยความทึบได้ การฝึกฝนรากิญญาห้าธาตุให้ถึงขอบเขตก่อปราณระดับสูง ๆ ก็ใช่ว่าเป็ไปไม่ได้ กลับไปพักผ่อนให้ดีเถอะ พรุ่งนี้ข้าจะตั้งเตากลั่นยา ้าให้เ้าช่วย"
"ขอรับ ท่านผู้าุโ"
ลู่หลีเดินต่อไปพลางส่ายหน้า จากน้ำเสียงของอีกฝ่าย แม้แต่การฝึกฝนรากิญญาห้าธาตุให้ถึงขอบเขตก่อปราณระดับสูงก็ไม่ง่ายแล้ว ส่วนตัวเขาที่มีรากิญญาเก้าธาตุนั้นไม่รู้จะพูดอย่างไรดี
"ดูเหมือนจะต้องหาวิธีเก็บรวบรวมวัตถุดิบยาทะลวงปราณแล้ว"
"คราวนี้ได้สังเกตการณ์การกลั่นยาของผู้าุโถือเป็โชคชะตา หากได้รับคำแนะนำสักเล็กน้อยจากเขาก็คงจะดียิ่งนัก"
ลู่หลีตัดสินใจในใจว่าตนจะต้องแสดงออกอย่างดีที่สุด และลอบเรียนรู้วิชาการกลั่นยาจากเซียวเจวี๋ย เพื่อไม่ให้ตนเองตื่นตระหนกเมื่อต้องกลั่นยาทะลวงปราณในอนาคต
ภายในวิหารกาลเวลา
ลู่หลีโบกมือเรียกพลังงาน ลูกไฟสีแดงเข้มขนาดใหญ่กว่าหมัดเล็กน้อยปรากฏขึ้นบนฝ่ามือ แม้จะดูเลื่อนลอย แต่อุณหภูมิก็สูงมาก อากาศรอบ ๆ ลูกไฟส่งเสียงซู่ ๆ แต่ลู่หลีกลับไม่รู้สึกร้อนแต่อย่างใด
เขาโยนลูกไฟออกไปข้างหน้าอย่างแรง ทะยานออกไปอย่างรวดเร็วและตกกระแทกที่ผนังของวิหารจนดังสนั่น
ลูกไฟแตกกระจายเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อย
"นี่ถือว่าเป็การเริ่มต้นแล้วกระมัง"
ใบหน้าของลู่หลีเปลี่ยนเป็ยินดี หลังจากฝึกฝนมาหลายวันในวิหารกาลเวลา ตอนนี้เขาสามารถเรียกลูกไฟได้ตามใจปรารถนา และยังสามารถทำให้ลูกไฟหนาแน่นและมีอุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อย ๆ ตามการฝึกฝน
เขาปล่อยจิตสำรวจภายนอก และพบว่าท้องฟ้าเริ่มสว่างแล้ว ด้วยความหวังว่าจะทิ้งความประทับใจที่ดีให้กับเซียวเจวี๋ย ลู่หลีจึงลุกขึ้นและเดินออกจากห้องทันที
เมื่อเดินออกไปข้างนอกแล้วมองดู ก็พบว่าโรงอาหารกลับส่องแสงสว่างไสว
[1] เย่าถง คือ เด็กฝึกงานในร้านขายยา หรือ ผู้ช่วยที่ทำงานเกี่ยวกับการจัดยา ในสมัยโบราณมักจะเป็เด็กหนุ่มที่เรียนรู้การกลั่นยาและช่วยงานในร้านของหมอแผนโบราณ
[2] งดเว้นธัญพืช หรือ ปี้กู่ (辟谷) คือวิธีการฝึกอย่างหนึ่งของผู้บำเพ็ญ โดยหลีกเลี่ยงการกินธัญพืชทั้งห้าชนิด ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ข้าวสาลี และถั่ว