แม้ว่าจะใกล้สางแล้วแต่ฟ้ายังมืดอยู่ โดยเฉพาะเมื่อหมอกหนาปกคลุมอย่างไม่เคยมีมาก่อนหมอกขาวกระจายเต็มพื้นที่ป่า มองไม่เห็นสิ่งใด
บรรยากาศเช่นนี้ย่อมทำให้ผู้คนหวาดหวั่นอยู่แล้วเมื่อเด็กหนุ่มผู้นั้นร้องขึ้นมาด้วยเสียงอันดังในเวลาเช่นนี้ย่อมทำให้ประสาทของผู้คนตึงเครียดยากจะทานทน
“อ๊าก...”
คนในรถไฟหลายคนที่ลงจากรถมาพร้อมกันสองคนในนั้นใถอยกรูดจนแทบจะลงไปกองอยู่กับพื้น แหกปากร้องเสียงดังลั่นจนน่าขยาด
“นายร้องหาอะไร อยากให้คนใตายกันเรอะ?!”โจวเฉวียนถลึงตาใส่ เขาเองก็ใไม่เบาขนลุกขนพองไปหมดแล้ว
“นายไปเห็นอะไรเข้า?” ฉู่เฟิงถามเขากับโจวเฉวียนเดินไปด้วยกัน ห่างจากคนกลุ่มนี้ออกไปอีก่หมอกหนาที่ปกคลุมทำให้มองไม่เห็นคนอื่นแม้ห่างออกไปไม่กี่เมตร
“มะมะ...มะมะ...” คนคนนั้นปากสั่นระริก แตกตื่นเสียจนปากคอสั่นไปหมดนิ้วมือชี้ที่กลางอากาศ ขาทั้งสองข้างไม่เชื่อฟังคำสั่งของเ้าของที่อยากจะถอยหนีแต่กลับค้างแข็งอยู่ตรงนั้น
“มีเงาดำกลุ่มหนึ่งตรงนั้น ฉันเห็นมัน!”
“นั่นมันอะไร?”
สองคนที่ก่อนหน้านี้ช็อกจนแข็งค้างตอนนี้ต่างก็เงยหน้าขึ้นใเสียจนตัวสั่น ปากคอสั่นเหมือนคนที่ร้องเสียงหลงนั่นทั้งร่างซวนเซสะเปะสะปะถอยหนี
วินาทีนั้นบนรถก็ปั่นป่วน ผู้โดยสารได้ยินเสียงร้องจากข้างนอกพวกผู้หญิงบางคนก็กรีดร้องขึ้นมาทันที โกลาหลกันไปหมด
สถานที่แห่งนี้ แต่เดิมเป็สนามรบแต่ยุคโบราณว่ากันว่ามีคนตายไปไม่น้อยยามนี้ถูกหมอกหนาล้อมรอบอีกทั้งเครื่องมือสื่อสารก็ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกจะไม่ให้ผู้คนหวาดกลัวได้อย่างไรกัน?
บางคนกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว
“ยังเห็นไม่ชัดเลย ร้องอะไรกันหามีอะไรน่ากลัวกัน!” ฉู่เฟิงตวาด
เขากับโจวเฉวียนเดินข้ามไปดูพร้อมกัน ในความคลุมเครือนั้นมองเห็นเงาดำกลุ่มหนึ่งห้อยโหนอยู่กลางอากาศหมอกหนาบดบังทัศนียภาพ ทำให้เลือนรางอย่างยิ่ง ไม่อาจมองเห็นได้ชัดเจน
“หวา!”
คนคนนั้นแหกปากร้องอีกครั้งเขาอยู่ใกล้กับเงาดำกลางอากาศข้างใต้พอดิบพอดี เขาควบคุมตัวเองไม่ได้แล้วพอก้นแตะถึงพื้นก็ตะเกียกตะกายคลานหนี เหมือนกับหวาดกลัวอย่างสุดขีด
“เื เืดดดดด ฉันเห็นมันแล้ว!”
ตอนแรกขาของเขาแข็งค้างแต่ตอนนี้ถูกกระตุ้นรุนแรงจึงเคลื่อนไหวได้ในที่สุด ลนลานคลานหนีจากที่นั่น
“พระเ้า หน้านายมีเืแน่ะ!”
อีกสองคนที่อยู่ไม่ห่างจากเขาเท่าไหร่เห็นเืบนใบหน้าเขายิ่งหวาดหวั่น ที่นี่พิลึกพิลั่นอย่างถึงที่สุด พวกเขากลัวจนหัวหดไปหมดแล้ว
“นี่ไม่ใช่เืฉัน นั่นต่างหาก เืจากร่างนั่น!”ใบหน้าของคนผู้นั้นหวาดกลัวสุดขีด มือชี้ไปยังกลางอากาศ
“มีกลิ่นคาวเืจริงๆ ด้วย!” โจวเฉวียนพึมพำ
ฉู่เฟิงก้าวยาวๆ ไม่กี่ก้าวก็ถึงมองเห็นเงาดำกลางอากาศคล้ายกับคนคนหนึ่งถูกแขวนอยู่ตรงนั้นเงาดำทะมึนมีเืหยาดหยด
“ปีศาจ มีปีศาจอยู่ในอากาศ!”
ชายคนที่หวาดกลัวถึงขีดสุดคนนั้นกรีดร้องอย่างขวัญหนีดีฝ่อเขาตะกายลุกขึ้นกลับหลังหันเผ่นพุ่งไปยังตู้โดยสารอีกสองคนที่เหลือก็กระโจนตามเขาไปอย่างรวดเร็ว
ตาอ้วนโจวเสียวสันหลังวาบแต่ไม่หนียังฝืนทำใจดีสู้เสือตามฉู่เฟิงไปติดๆ นับว่ายังมีความกล้าอยู่บ้าง
“มีคนตายที่นี่จริงๆ ด้วย ถูกฆาตกรรมหรือเปล่าเนี่ย?” โจวเฉวียนเงยหน้าขึ้นมอง
บนพื้นคือกองเื ที่ลอยตามลมอยู่ในอากาศคือร่างไร้ิญญาร่างหนึ่งที่ยังมีเืสดๆ ไหลนอง
“เขาถูกแขวนอยู่กลางอากาศอย่างนี้ได้ยังไงกัน?”ฉู่เฟิงรู้สึกหนาวเยือกเล็กน้อย ถึงเขาจะใจกล้า แต่พบเจอเื่อย่างนี้ในเวลาเช่นนี้ก็ยังรู้สึกหนาวๆร้อนๆ
“นั่นสิ ตรงนี้ก็อยู่ห่างจากหมู่ไม้พอประมาณเลยนะเขาถูกแขวนอยู่กลางอากาศได้ยังไงกัน!?” โจวเฉวียนตาเหลือกพลางถอยแท่ดแท่ดแท่ด จะยังไงเขาก็ยังปอด
คนบนรถได้ยินพวกเขาคุยกันก็ยิ่งขนหัวลุกพวกผู้หญิงกรีดร้องด้วยความกลัว คนที่ขี้กลัวหน่อยถึงกับร้องไห้บรรยากาศขนพองสยองเกล้า
“ปีศาจ...ปีศาจในอากาศ!” คนหนุ่มที่วิ่งขึ้นรถไปคนแรกใบหน้าขาวซีดเอาแต่พูดบ่นพึมพำอยู่ตรงนั้น บนใบหน้าของเขาเปรอะเปื้อนคราบเืจากศพยิ่งทำให้ดูน่าเกลียดน่ากลัว
นั่นยิ่งทำให้คนบนรถขวัญกระเจิงกันเข้าไปใหญ่!
รถไฟจอดค้างอยู่กลางเขาที่ที่มีคนตายเป็เบือท่ามกลางหมอกหนาอย่างตอนนี้ พิลึกพิลั่นอย่างนี้ ใครมันจะไม่สติแตกบ้าง?
“อย่ากลัว ก็แค่ศพเท่านั้น มีปีศาจที่ไหนกัน!”ฉู่เฟิงเอ่ยปากเสียงดัง สยบความแตกตื่นของทุกคน
โจวเฉวียนเองก็สงบลงด้วย เพราะเมื่อยืนอยู่ตรงนี้แต่ก็ไม่มีเหตุร้ายใดๆเกิดขึ้น กำลังใจของเขาก็เริ่มมา เขาะโเสียงดัง “ถ้าเขาแหกปากร้องซี้ซั้วทำให้คนบนรถกลัวอีกล่ะก็ พวกนายก็โยนมันลงมาแล้วกัน”
ที่จริงแล้ว ทั้งฉู่เฟิงและโจวเฉวียนต่างก็ยังไม่มั่นใจ
เป็เพราะศพที่แขวนห้อยลอยเคว้งคว้างตามลมอยู่นั้นเส้นผมทั้งยาวทั้งหนาปิดคลุมส่วนใบหน้าทั้งหมด ภาพที่เห็นชวนให้ขนหัวลุกอย่างยิ่ง
“เด็กๆ ที่แข็งแรงหน่อยลงมานี่ซิ พวกเราช่วยกันเอาลงมาดูว่าเขาตายยังไงก็แค่ศพไม่ใช่เหรอ จะไปกลัวอะไรกันเล่า” โจวเฉวียนะโ
ที่จริง ตัวเขาเองก็ปอด ที่เรียกคนอื่นๆลงมาคือหาพวกเพื่อความอุ่นใจ
คนอื่นๆ เห็นพวกเขาสองคนสงบนิ่ง ไร้ซึ่งความหวาดกลัวอย่างนั้นก็สงบจิตสงบใจกันได้ไม่น้อย ไม่หวาดหวั่นกันเช่นก่อนหน้า
ไม่นานนัก ก็มีคนหนุ่มท่าทางแข็งแรงหลายคนลงจากรถมาสมทบกับคนทั้งสอง เพื่อประเมินเงาลึกลับที่แขวนอยู่กลางอากาศ
ฉู่เฟิงปีนขึ้นไปบนหลังคารถไฟจากตรงนี้สามารถมองเห็นได้ชัดเจนขึ้นหน่อย ขณะเดียวกัน หากคิดจะปลดศพนั้นลงจุดนี้ก็เป็ตำแหน่งที่พอจะฝืนยื่นมือออกไปได้
เมื่อยืนอยู่ตรงนี้ ฉู่เฟิงใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆเนื่องด้วยเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของคนผู้นั้นผิดแผกจากยุคปัจจุบันดูแล้วอย่างกับชุดของคนโบราณซะอย่างนั้น!
เมื่อรวมกับเส้นผมที่ทั้งยาวทั้งหนา ปิดบังไปทั้งศีรษะก็ยิ่งดูน่าสยดสยอง
หรือว่าจะเกิดเหตุพิสดารอะไรอีก?ในใจเขารู้สึกเสียววาบ
โจวเฉวียนก็ปีนตามฉู่เฟิงขึ้นไปด้วยถึงจะอ้วนแต่สภาพร่างกายกลับดีมาก ไม่ทำให้คนอื่นรู้สึกว่าเขางุ่มง่ามปีนไม่กี่ทีก็ถึงหลังคาแล้ว
คนหนุ่มแข็งแรงที่อยู่ด้านหลังหลายคนนั้นพอเห็นดังนี้แล้วก็ชักจะมีความกล้า พอมีมากคนเข้าก็ไม่ค่อยกลัวแล้ว ปีนขึ้นไปตามๆกัน
“นี่มัน...ถ่ายละครอยู่หรือเปล่าเนี่ย ที่เขาใส่อยู่มันชุดอะไรกัน?!” พอโจวเฉวียนเห็นคนผู้นั้นชัดเจน ก็ใจนแทบจะปล่อยคำหยาบออกมา
“เขา...เป็ใครกัน ทำไมถึงแต่งตัวอย่างนี้?!”คนหนุ่มอีกคนทำหน้าแปลกๆ
“ทำไมฉันถึงรู้สึกว่านี่คือคนยุคโบราณนะ?ควรจะถูกฝังอยู่ในสนามรบนี่มากกว่า ทำไม...เขาถึงถูกแขวนอยู่กลางอากาศอย่างนี้ล่ะ?” อีกคนพูดขึ้นมา
คำพูดพวกนี้เมื่อพูดออกไป คนที่อยู่บนหลังคารถต่างก็รู้สึกเย็นวาบทั่วทั้งร่างถูกห่อหุ้มด้วยความหนาวเยือก บริเวณนี้ออกจะหนาวเย็นไปหน่อยแล้ว
“บนตัวเขานี่...คือโซ่เหล็กใช่ไหม?แล้วแขวนอยู่กลางอากาศอย่างนี้ได้ยังไงกัน มันไม่น่าจะเป็ไปได้เลยนะ!”
ตาอ้วนโจวชักจะนิ่งไม่ไหวแล้ว แขนเสื้อของฉู่เฟิงถูกเขาดึงแล้วดึงอีกแล้วพูดเสียงต่ำว่า “พี่น้อง เื่นี้เรารับมือกันไม่ไหวหรอกเจอเื่ยากอธิบายอย่างนี้รีบเผ่นดีกว่า!”
หมอกเริ่มลงหนา มองทางไหนก็ไม่ชัดเจน
บรรยากาศขมุกขมัว ชวนให้สงสัยว่าอาจมีโซ่เหล็กขนานลำแขนพร้อมกับซากศพแขวนห้อยลงมาเส้นแล้วเส้นเล่าทำให้หนังหัวชายิบ เหมือนอยู่ในเขตลงทัณฑ์ของแดนมิคสัญญี
คนอื่นที่ได้ยินคำพูดของโจวเฉวียนใบหน้าพลันเปลี่ยนสีอยากจะหมุนตัวลงจากหลังคารถ สถานที่ที่ทำให้ผู้คนกระวนกระวายเช่นนี้ทำให้พวกเขารู้สึกตื่นกลัว
“ไม่มีอะไร เป็เถาวัลย์ไม่ใช่โซ่เหล็ก”
จังหวะที่ฉู่เฟิงเอ่ยปากถึงกับทำให้ทุกคนสะดุ้ง
“เถาวัลย์ูเา เลื้อยยาวมาถึงตรงนี้เลยเหรอ?”ตาอ้วนโจวสงสัย เขามองแล้วมองอีกในเงาหมอก โซ่เหล็กนั่นดูเหมือนจะมีสิ่งคล้ายๆใบไม้ติดอยู่
“ดูท่าจะเป็เถาวัลย์จริงๆ แฮะ” พอมีคนพยักพเยิดเสียงถอนใจยาวเหยียดก็ตามมา
“ท่าทางคนผู้นี้จะตกลงมาจากูเา้านะถ้านี่เป็การถ่ายทำละครก็ทุ่มเทเสียเหลือเกิน ถึงกับเอาชีวิตมาแขวนอย่างนี้”ชายหนุ่มตัวสูงพูดพลางส่ายหัว
ฉู่เฟิงถอดเสื้อนอก จับแขนเสื้อข้างหนึ่งไว้มั่นแล้วเหวี่ยงเสื้ออย่างแรงให้ไปพันกับเถาวัลย์ เขาออกแรงดึงเข้าหาตัว
ซากศพนั้นเหวี่ยงตามแรงทันที จนเข้ามาใกล้
“อ๊าก...” อีกสองคนร้องเสียงหลง
“นี่พี่น้อง ฉันว่านายก็กล้าเสียเหลือเกิน ลงมือซะอย่างเร็ว?” ตาอ้วนโจวก็ถึงกับสะดุ้ง แต่ยังดีที่คุมสติได้รวดเร็วจึงรีบเข้ามาช่วย
“รีบเข้ามาช่วยกันเร็วเข้า!” โจวเฉวียนส่งเสียงเรียกคนอื่นๆ
คนอื่นๆ ต่างข่มความกลัวเข้ามาช่วย ไม่อยากแตะต้องศพเลยให้ตายสิ
ฉู่เฟิงตะลึง เพราะตอนที่ดึงลากเถาวัลย์เข้ามานั้นเขามองเห็นอาวุธอย่างหนึ่ง เก่าคร่ำเรียบง่ายแต่ว่าน่าตื่นตา
มันคือกระบี่สั้นเล่มหนึ่ง ดำมืดไปทั้งด้ามไร้ซึ่งประกายเงาวาวแต่อย่างใดอย่างกับหล่อหลอมมาจากน้ำมันดิบ มันถูกกุมแน่นอยู่ในมือของศพนั้นแม้ตายไปแล้วก็ไม่ยอมวางมือ
พวกเขาคลายเถาวัลย์ที่พันรัดอยู่ออก แล้ววางศพนั้นลง
“ยังมีกระบี่อีกเล่มด้วย!” มีคนร้องอย่างใ
ฉู่เฟิงคลายมือของคนผู้นั้นออก เอากระบี่สั้นเล่มนั้นออกมาถือในมือก็ใอยู่ไม่น้อยเพราะกระบี่เล่มนั้นไม่เพียงยาวฟุตกว่า หากยังหนักมากอีกด้วย
“ให้ฉันดูหน่อย เฮ้ย!” ตาอ้วนโจวรี่เข้ามาใกล้มือไม้สั่นจนแทบจะทำกระบี่ร่วง เขาร้องลั่น “ทำไมมันหนักอย่างนี้เนี่ย?”
“เอาเขาลงไปข้างล่างเถอะ” โจวเฉวียนส่งกระบี่ให้ฉู่เฟิงจากนั้นไปช่วยคนอื่นๆ แบกศพลงมา
หลังจากนั้นไม่นานบางคนในตู้โดยสารก็ออกมาล้อมรอบศพที่วางอยู่บนพื้น ล้วนแต่รู้สึกใจเต้นไม่เป็ส่ำขณะเดียวกันสีหน้าก็งุนงง
ศพนี้เป็ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ เครื่องแต่งกายไม่ใช่คนในยุคปัจจุบันนี้อีกทั้งาแของเขาก็สาหัสถึงแก่ชีวิตตรงทรวงอกมีรอยทะลุจนถึงด้านหลังขนาดประมาณกำปั้นเืยังคงหยาดหยดไม่แห้งกรังจนกระทั่งตอนนี้
“นี่เหมือนกับถูกอาวุธร้ายแรงขนาดใหญ่แทงทะลุแม้แต่กระดูกซี่โครงที่เชื่อมติดกันยังถูกตัดขาด เลยเกิดรูขนาดใหญ่น่ากลัวขนาดนี้”ใครสักคนพูดเสียงต่ำ
เป็ภาพที่น่าสยดสยอง พวกผู้หญิงบนรถต่างไม่กล้ามองดู
“พี่น้อง แล้วทำไมนายยังไม่ลงมาล่ะ?”โจวเฉวียนงุนงง ะโถามฉู่เฟิงที่ยังคงอยู่บนหลังคารถไฟ
ฉู่เฟิงโบกมือส่งสัญญาณให้เขากลับขึ้นไป
ตาอ้วนโจวปีนกลับขึ้นไปบนหลังคาแล้วเดินตามหลังฉู่เฟิงไปตามแนวหลังคารถ
“นายดูนี่!” ฉู่เฟิงชี้นิ้ว
กลางอากาศ มีเถาวัลย์เส้นหนาขนาดข้อมือห้อยลงมาทีละเส้นๆเอื้อมมือออกไปนิดเดียวก็คว้าจับได้แล้ว
“ทำไมมีเถาวัลย์ูเาเยอะขนาดนี้เนี่ย ยาวมาถึงตรงนี้เลยถ้าลงมาเรื่อยๆ อย่างนี้ รถไฟคงไม่อาจผ่านไปจากตรงนี้ได้” โจวเฉวียนพึมพำ
“นี่มันไม่เหมือนเถาวัลย์ูเา เพราะว่าตอนที่รถไฟหยุดเมื่อคืนนี้ ฉันเห็นว่าเทือกเขาทั้งสองข้างห่างจากตรงนี้อยู่่หนึ่งเถาวัลย์ูเาไม่สามารถเลื้อยมาถึงตรงนี้ได้” ฉู่เฟิงพูด เขาเงยหน้ามองไปทางขอบฟ้า
โจวเฉวียนเบิกตาโพลงทันที สีหน้าเต็มไปด้วยแววใพูดว่า“ไมใช่เถาวัลย์ูเา หรือว่ามันแขวนลงมาจากท้องฟ้า?!”
เขาเงยหน้ามองขึ้นไปอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับฉู่เฟิงที่กำลังแหงนมองเบื้องบน
แต่ว่าหมอกลงหนาจัดขาวโพลนไปทั่ว มองไม่เห็นอะไรเลย
ฉู่เฟิงยกกระบี่เหล็กดำเล่มนั้นฟันเถาวัลย์ที่ห้อยย้อยลงมาต่ำเกินไป ค่อยๆ เดินหน้าไปบนหลังคารถไฟ
ทันใดนั้นเขาชะงักเท้า ร่างทั้งร่างค้างเกร็ง รูม่านตาหดวูบเขาตกตะลึงอย่างถึงที่สุด เส้นประสาทเขม็งตึง
“ทำไมไม่เดินต่ออ่ะ?” ตาอ้วนโจวที่ตามมาติดๆข้างหลังเอ่ยถาม
วินาทีนั้น เขาแทบจะกลายเป็หิน ร่างกายติดตรึงอยู่ตรงนั้นสุดท้ายก็ไม่อาจควบคุมตัวเองสบถออกมา
“บ้าเอ๊ย!คงไม่ใช่มันหรอกนะที่ตกใส่หลังคารถไฟจนะเืไปหมดใน่ครึ่งคืนหลังน่ะ?!” โจวเฉวียนไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ตาตัวเองเห็นได้แต่ตื่นตะลึงอย่างสุดขีดเหมือนกับฉู่เฟิง
ของสิ่งนั้นถูกเถาวัลย์พันรัด รั้งลงมาตกใส่หลังคารถไฟ
โจวเฉวียนแหงนหน้าขึ้นมอง ท่าทางเหมือนยังไม่ตื่นแล้วพูดว่า“นี่มัน...ดาวเทียมใช่ไหม ถูกเถาวัลย์เลื้อยพัน แล้วลากตกลงมาจากชั้นบรรยากาศ?!”
เขาไม่อยากจะเชื่อ มันยากที่จะยอมรับได้จริงๆ