ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดโชยมา
ใกล้เข้ามาในห้องโถงใหญ่ เขาก็ประหม่ามากขึ้น โดยทั่วไปคนที่มีประสบการณ์ในการสูญเสียจะหวงแหนสิ่งที่พวกเขามีอยู่ ณ ปัจจุบัน
ในชีวิตก่อนหน้านี้เขาเคยอาศัยอยู่โดยไม่รู้ตัวและไม่ได้กังวลเื่อะไรเลย มันเป็เื่ยากที่จะจินตนาการได้ว่าการร่วมทานอาหารเย็นกับครอบครัวอีกคราจะทำให้เขารู้สึกกังวลมาก
"ช่างเป็บรรยากาศที่น่าคิดถึงจริงๆ" หวังชงคิด ยามเมื่อเงยหน้าขึ้นเขาแลเห็นประตูขนาดใหญ่ 2 ประตู ที่มีหัวสิงโตฝังอยู่กับที่เคาะประตู เบื้องหน้าประตูนี้คือห้องโถงใหญ่ที่ทุกคนรับประทานอาหาร
ตระกูลวังไม่ใช่ตระกูลขุนนางหัวโบราณ ไม่มีกฏระเบียบที่เข้มงวดที่จะปฏิบัติตาม แต่ก็ยังคงเป็ตระกูลทหาร แม้ว่าแม่ไม่ได้กำหนดกฎเกณฑ์ใด ๆ แต่กฎสำหรับตระกูลก็ยังคงยึดถือไว้เช่นกัน
มีบุตรและธิดาหลายคนในตระกูล ไม่ว่าผู้ที่เป็บิดาทั้งปวง ตราบใดที่พวกเขาอยู่ในเมืองหลวง พวกเขาก็ต้องรับประทานอาหารร่วมกันอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ทุกคนล้อมวงรอบโต๊ะใหญ่ๆ และทานอาหารกันอย่างมีความสุข
วันนี้เป็วันสุดท้ายของการกักบริเวณของหวังชง และเป็ครั้งแรกที่ตระกูลรับประทานอาหารร่วมกันในรอบเจ็ดวัน อย่างไรก็ตามสิ่งที่หวังชงกังวลไม่ใช่เื่นี้
ถ้าไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด บิดาจะกลับบ้านตอนนี้ เพราะตำแหน่งของเขาจะต้องออกไปแต่เช้าตรู่และจะกลับมาช้าทุกวัน แม้ว่าเขาจะเป็บุตรชาย แต่เขาก็ไม่สามารถเจอบิดาเขาได้ทุกเมื่อที่้า
และเมื่อใดที่เกิดเหตุฉุกเฉิน บิดาจะรีบออกจากเมืองหลวงและกลับไปที่ค่ายทหารของเขาทันที หวังชงจะไม่ได้พบบิดาของเขาอย่างน้อยครึ่งปี ถ้าเขา้าป้องกันไม่ให้เหตุการณ์นี้ซ้ำรอยเดิมและเปลี่ยนชะตากรรมของตระกูล ความพร้อมหน้าพร้อมตาของตระกูลในครั้งนี้เป็โอกาสที่ดีและเป็โอกาสสุดท้าย
บิดาจะเชื่อเขาหรือไม่?
หวังชงประเมินตนเองและเงียบ
เสเพลไปวันๆในชีวิตก่อนหน้านี้ เขาเคยคิดว่าตัวเองเป็นักเดินทางข้ามเวลา จึงหลงมัวเมาไปกับสิ่งต่างๆรอบตัว ทำตัวเหลวแหลกและก่อให้เกิดปัญหามากมาย
ใน่เวลานั้นกลุ่มคนที่เขาอยู่ด้วยก็คือพวกคนโง่เง่าเป็พวกตัวปัญหาอย่างแท้จริง
หม่าโจวที่น้องเล็กกล่าวถึงก็คือหนึ่งในนั้น
หวังชงจากชีวิตก่อนหน้านั้นไร้เดียงสาและคิดว่าทุกคนเป็คนดี เขาไม่ได้ตระหนักว่าเด็ก ๆ ที่ร่ำรวยเหล่านี้มักจะปกปิดตัวตนที่แท้จริงของตัวเองไว้และมักเป็คนตีสองหน้า
คนเหล่านี้ก่ออาชญากรรมภายใต้ชื่อของเขา และแม้กระทั่งการลักพาตัวผู้หญิงในเวลาตอนกลางวัน
ขณะที่หวังชงไม่ค่อยสนใจเื่เล็กๆ น้อยๆ แต่การแอบอ้างชื่อเขาลักพาตัวผู้หญิงนั้นมากเกินไป แม้แต่บิดาของเขาที่ไม่ค่อยอยู่บ้านและไม่ค่อยได้ลงโทษหวังชง หลังจากทราบเื่เหตุการณ์นี้แล้ว เขาก็เกิดโทสะอย่างไม่เคยเป็มาก่อน และตรงดิ่งกลับบ้านทันที
ด้วยเหตุนี้หวังชงจึงไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจากบ้านภายในเจ็ดวัน
เื่นี้ทำให้บิดาของเขาผิดหวังมากที่สุด แม้ว่าหวังชงมักจะประพฤติตัวไม่เหมาะสมและทำบางสิ่งที่ไร้เหตุผล แต่เขาก็ยังไม่ทำตัวตกต่ำลงขนานหนักเช่นครั้งนี้
เช่นการลักพาตัวผู้หญิง ...
นับเป็การท้าทายบิดาของตนอย่างยิ่ง ซึ่งหลังจากนี้จะเป็่เวลาที่บิดาของตนไม่สนใจใยดีในตัวเขาอีกต่อไป
ในภพก่อนหวังชงรับรู้เื้ัเื่อื้อฉาวนี้หลังจากที่เื่เกิดเป็เวลาแล้ว เขาถูกชักจูงโดยเ้าสารเลว หม่าโจว ซึ่งมันทำให้หวังชงไม่พอใจเป็อย่างมาก
เขาไม่สามารถระบายกับใครได้ เพราะเขาเป็คนทำผิดพลาดเองที่เชื่อใจเ้าพวกนั้นในตอนแรก ความรู้สึกของบิดาและมารดาตอนนี้คือ พวกท่านไม่สนใจฟังคำอธิบายใดๆ แม้เขาจะพยายามอย่างมากเพียงใด
บุตรที่ไร้ความสามารถไม่เป็ที่โปรดปรานจะแก้ต่างอันใดได้?
หลังจากวิเคราะห์สถานการณ์แล้ว หวังชงจำต้องแก้ผิดให้เป็ถูกให้ได้
"ถึงจะทำอะไรไม่ได้ แต่ข้าจะไม่กระทำตัวเฉกเช่นสวะอีกต่อไป ถึงจะทำอะไรไม่ได้ แต่ข้าต้องเปลี่ยนแปลงตนให้ท่านพ่อมองข้าใหม่อีกครั้ง"
หวังชงรู้ดีว่าถ้าเขา้าเปลี่ยนความคิดของบิดามารดาเกี่ยวกับตัวเขา อาหารมื้อเย็นที่ตระกูล จะเป็โอกาสสุดท้ายของเขา ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เขา้าให้พวกท่านรู้ว่าเขาไม่ใช่คนที่ไร้ค่า
สิ่งที่เขาต้องทำคือการยอมรับ
หวังชงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และยืนยันเส้นทางการดำเนินการครั้งต่อไปของเขา
"นายน้อย!"
ประตูหัวสิงโตปิดลง ทหารยามทั้งสองคนทักทายอย่างสุภาพกับหวังชง ขณะที่เขามาถึง
คนทั้งสองยืนอย่างมั่นคงประดุจหินผา ด้วยลักษณะท่าทางสามารถบอกได้ว่าพวกเขาเป็ทหารที่เก่งกาจยิ่งในสนามรบ
หวังชงยืนอยู่ข้างๆ ผู้ชายสองคน และกล่าวด้วยความจริงใจว่า
"ลำบากพวกเ้าแล้ว"
เขาจำได้ว่าทั้งสองคนเป็คนเฝ้าประตู พวกเขาได้รับเลือกจากบิดาของหวังชงจากค่ายทหารเพื่อเฝ้าคฤหาสน์
การทดสอบความแข็งแกร่ง เวลาจะเผยให้เห็นถึงจิตใจของมนุษย์เอง ในชีวิตก่อนหน้านี้หวังชงไม่สนใจที่จะทราบชื่อของหทารยามและคนรับใช้คนอื่นๆ ทั้งหมดที่อยู่ภายในบ้าน มีเพียงสองคนนี้เท่านั้นที่อยู่กับตระกูลเขามายาวนาน
เมื่อความหายนะบังเกิด ทหารเฝ้ายามทั้งสองคนก็ตกตายเช่นเดียวกับคนอื่นๆ แม้กระทั่ง่เวลาสุดท้ายของลมหายใจ พวกเขาก็ปฏิบัติหน้าที่อย่างซื่อสัตย์
ตอนนั้นหวังชงก็ใส่ใจในที่สุดเพื่อจะรู้จักชื่อของพวกเขาและจดจำลงไปในใจ คนแรกชื่อว่าเซินไห่ อีกคนชื่อว่าเมิ่งหลง พวกเขาเป็คนจงรักภักดีกับครอบครัวมากที่สุด
"นายน้อย?"
ทหารยามทั้งสองจ้องไปที่หวังชงด้วยความประหลาดใจ ในอดีตนายน้อยคนนี้เคยหยิ่งและยโสมาก ดังนั้นเขาจึงไม่ค่อยทักทายทหารยามอย่างพวกเขา
แต่คราวนี้เขาเริ่มพูดคุยก่อน นับเป็ครั้งแรกเลยก็ว่าได้
หวังชงรู้ว่าพวกเขากำลังคิดอะไรอยู่ เขาจึงยิ้มและไม่อธิบายใดๆ กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จภายในวันเดียว เนื่องจากความรู้สึกของพวกเขาที่มีต่อตนในอดีตนั้นแย่มาก มันเป็การยากที่จะเปลี่ยนความคิดเห็นของพวกเขาได้ทันที
อย่างไรก็ตามหลังจากเริ่มขั้นตอนแรกจะมีขั้นตอนที่สอง ไม่ช้าก็เร็วพวกเขาจะค้นพบว่าตนนั้นเปลี่ยนไปจริงๆ
หวังชงเคาะประตูหัวสิงโตและผลักเข้าไป ประตูใหญ่ดังเอี๊ยด ดังจนได้ยินเสียงตลอดทั้งห้องโถงใหญ่
"กลิ่นหอมมาก!"
เมื่อหวังชงก้าวเข้ามา เขาก็ได้กลิ่นหอมของอาหารเลิศรสได้ทันที ที่กลางห้องขนาดใหญ่เป็โต๊ะที่สามารถนั่งได้มากกว่า 10 คน ซึ่งเต็มไปด้วยอาหารอร่อยกว่ายี่สิบจาน
"ข้าไม่ได้กินอาหารเยอะแบบนี้มานานแล้ว"
เมื่อได้รับความสนใจจากกลิ่นหอม ความหิวของวังชงพลันถูกกระตุ้น อาหารที่เขากินในระหว่างการถูกกักขังเจ็ดวันของเขาค่อนข้างเรียบง่าย และไม่มีจานไหนใกล้เคียงกับจานที่น่ารับประทานอยู่ตรงหน้าเขา
แม้ว่าอาหารจานพวกนี้จะยอดเยี่ยม แต่บรรยากาศในห้องโถงใหญ่กลับดูค่อนข้างผิดปกติ
หวังชงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย จากนั้นเขาได้กวาดสายตาไปยังบนโต๊ะยาว แลเห็นบิดามารดาของตนกำลังนั่งอยู่ ซึ่งทั้งคู่ไม่ได้เหลือบสายตามองดูเขาแม้แต่น้อย
ขณะที่กลิ่นหอมจากโต๊ะอาหารค่ำแผ่กระจายไป ผู้ใหญ่สองคนไม่ได้เคลื่อนไหวใดใด น้องสาวคนเล็กของเขายังคงก้มหน้าก้มตากินอาหาร มือข้างหนึ่งถือตะเกียบและมืออีกข้างหนึ่งถือชามข้าว น้องสาวคนเล็กของเขามีงานอดิเรกอยู่ 2 อย่าง คือการรับประทานอาหารและการเดินเล่นบริเวณบ้าน
เมื่อหวังชงเห็นนางกินเป็ครั้งแรก เขารู้สึกตะลึงงันไปในทันที นี่ไม่ใช่เด็กน้อยแล้ว นางเป็สัตว์ที่หิวโหยอย่างชัดเจน
หลังจากนึกถึงพลังที่น่าอัศจรรย์ของนาง หวังชงจึงรู้ว่าเื่เช่นนี้คงเป็เื่ปกติ
ในครอบครัว มีเพียงน้องสาวคนเล็กของเขาเป็คนเดียวที่ได้รับอนุญาตให้กินได้ตลอดเวลาตามที่นางพึงพอใจ แต่ยามที่นางกินข้าว ถึงจะกินมูมมามเพียงใด แต่กลับไม่มีว่ากล่าวตักเตือนแต่อย่างใด
ตลอดทั้งห้องโถงใหญ่ความเงียบยังคงอยู่
"ท่าน ตาย แน่!"
น้องเล็กที่กำลังถือชามข้าวพลัยวางลงในบัดดล พร้อมมองไปยังเขาด้วยแววตาอันเศร้าสร้อย เนื่องจากนางคาดเดาได้แล้วว่าจะเห็นชะตากรรมของพี่ตนเองเป็อย่างไรต่อไป
โดยปกติ เด็กสาวนั้นจะค่อนข้างบริสุทธิ์ไร้เดียงสา แต่หากโกรธสิ่งใดแล้วย่อมฝังใจเป็เวลานาน ซึ่งนางเองก็ยังคงไม่ลืมเลือนในสิ่งที่พี่ชายตนได้หลอกนางไว้ก่อนหน้านี้
หวังชงไม่รู้จะทำอย่างไรให้น้องสาวของตนเองหายโกรธ เขารู้ดีว่าพ่อแม่ของเขาได้ปล่อยตัวเขาให้พ้นจากการคุมขัง แต่สถานการณ์เช่นนี้ยังไม่เปลี่ยนไป
"ท่านพ่อ! ท่านแม่!"
หวังชงไม่ได้แสดงท่าทีปกติ ตรงดิ่งไปยังโต๊ะอาหารแต่ยังไม่นั่งลงไป เขาได้เดินวนๆราวกับนกกระจอกเทศสอดส่องหาอาหาร สุดท้ายก็ไปตกอยู่ด้านข้างบิดามารดาของตน
เขามองไปยังน้องสาวคนเล็กที่ยังโกรธอยู่ บัดนี้นางได้อ้าปากค้างอย่างตกตะลึง
"พี่สามกำลังทำอะไรอยู่? พี่ไม่ทราบหรือว่าท่านพ่อกับท่านแม่กำลังโกรธอยู่ตอนนี้ ถ้าพี่เข้าใกล้ท่านพ่อกับท่านแม่ตอนนี้ พี่ตายแน่"
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้หวังเสี่ยวเหยาใมากยิ่งขึ้น
"สิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้เป็ความผิดของบุตร ต่อจากนี้ไปข้าจะไม่คบหากับคนพวกนั้นอีก และจะไม่ไปเที่ยวกับพวกนั้นอีก ข้าสัญญา "
หวังชงก้มหน้ายอมรับผิด
"........!"
น้องสาวของตนที่กำลังตะเกียบอยู่ ได้มองไปยังพี่ชายของตนด้วยความไม่อยากจะเชื่อ นางใเป็อย่างยิ่ง เกิดอะไรขึ้นกับพี่สามของนาง เขาเนี่ยนะขอโทษสำหรับความผิดทั้งหมดที่เกิดขึ้น
นางหูฝาดไปหรือไม่ ?
จนถึงกับต้องขยี้ตัวเองและหันมองดูอย่างรวดเร็ว กระทั่งน้องสาวของนางเองก็ยังคิดว่าตนเองหูฝาด
ในห้องโถงใหญ่บรรยากาศที่กดดันอย่างหนักผ่อนคลายลงเล็กน้อย หญิงวัยกลางคนที่สง่างามใส่ชุดผ้าไหมสีเขียวชอุ่มเกล้าผมมวย ใบหน้าของนางกระตุกเล็กน้อย แววตาของนางบ่งบอกถึงความไม่เชื่อถือ
บุตรชายของนางกล่าวขอโทษ?
จ้าวชูฮัว แทบจะไม่เชื่อหูของนาง นางเคยดุด่าว่ากล่าวเขามานับครั้งไม่ถ้วน แต่เหมือนเขากลับไม่สำนึกแม้แต่น้อย จึงทำได้เพียงแค่กักบริเวณและเลิกสนใจไปเสีย
บางครั้ง จ้าวชูฮัว ก็รู้สึกว่าเป็ความผิดของนางในฐานะมารดา นางแอบวิตกกังวลมาก แต่นางไม่เคยพูดเื่นี้ต่อหน้าลูก ๆ
แต่คราวนี้เขายอมรับความผิดของเขาและขอโทษ เด็กคนนี้เปลี่ยนไปแล้วจริงๆ หรือ?
ในขณะนี้จ้าวชูฮัวจมอยู่กับความคิดของตน
นางหวังเป็อย่างยิ่งว่าบุตรของนางจะสามารถสำนึกผิดอย่างแท้จริง แต่นางกลัวว่ามันจะเป็เพียงแค่คิดไปเอง เนื่องจากว่าพฤติกรรมก่อนหน้านี้ของเขาค่อนข้างจะแย่เป็อย่างยิ่ง
"เ้าลูกไม่รักดี! รู้ตัวแล้วงั้นรึว่าตนเองผิด? "
บิดาของหวังชงพูดด้วยน้ำเสียงเ็า ใบหน้าของเขาเคร่งเครียด พร้อมจ้องมองมาอย่างกดดันมาก
หนังสือแบบแผนกล่าวว่า "บิดาควรทำตัวให้เป็ที่รักใคร่ และบุตรชายควรกตัญญู" แต่บัดนี้หวังชงรู้สึกกดดัน เนื่องจากแรงกดดันที่บิดาของตนปลดปล่อยออกมา
"ท่านกำลังพูดอะไรกัน? ท่านไม่คิดว่าชงเอ๋อจะกลับตัวบ้างหรือไร ? ท่านไม่ได้ยินหรือว่าเขาสำนึกผิดแล้ว? "
จ้าวชูฮัว กังวลว่าหวังชงจะโกหกเพื่อให้นางมีความสุข แต่หลังจากที่ได้ยินคำพูดของสามีตน นางก็เกิดความไม่พอใจในทันที ผู้หญิงไม่สามารถมีส่วนร่วมในทางการเมือง นี่คือกฎของราชสำนัก จ้าวชูฮัวไม่เคยแทรกแซงเื่การเมืองหรือการทำหน้าทหารของสามีตนแม้แต่น้อย
อย่างไรก็ตามสามีของตนมักออกไปนำทัพบ่อยครั้ง ทำให้บ้านหลังนี้และบุตรทั้ง 4 คน นางจะเป็ผู้ดูแลเสียส่วนใหญ่ รวมทั้งในเื่เกี่ยวข้องกับการศึกษาและการเลี้ยงดูบุตรของพวกเขาด้วยเช่นกัน
แม้ว่าสามีของตนจะเป็ผู้บัญชาการในกองทัพ แต่เมื่ออยู่ภายในบ้าน อำนาจของเขาย่อมด้อยกว่านางอยู่ดี
ถึงแม้ว่าหวังชงจะก้มหน้า แต่เขาก็รู้สึกได้ว่าบิดาของเขาได้คลายแรงกดดันลงไปเรื่อยๆแล้ว
เห็นได้ชัดว่าคำขอโทษของเขามีผลแน่นอน
"ท่านพ่อทำถูกแล้วที่ลงโทษข้า ชงเอ๋อตระหนักดีว่าข้าเป็คนเสเพลอันธพาลและโง่เขลาในอดีต ทำให้ท่านพ่อกับท่านแม่ต้องผิดหวัง แต่จากวันนี้ข้าหวังชงจะเปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่"
หวังชง กล่าวในขณะที่ก้มลง
ด้วยเหตุนี้บิดาและมารดาจึงหันมามองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ เขาไม่ได้โวยวานเมื่อถูกตำหนิเหมือนทุกที บางทีดวงอาทิตย์อาจจะขึ้นจากทิศตะวันตกในวันนี้เสียแล้วกระมั้ง !
เื่น่าประหลาดใจที่พลิกฟ้าพลิก์เกิดขึ้น 2 ครั้ง 2 ครา หรือว่าหวังชงจะสำนึกผิดแล้วจริงๆ?
"ชงเอ๋อ ไม่ต้องฟังที่บิดาของเ้าพูด รีบนั่งลงเสีย นี่เป็่ร่วมกันทานมื้อเย็นของตระกูล ดังนั้นอย่าแสดงท่าทางเช่นนี้อีกเลย " มารดาสั่ง
หวังชงขานเสียงตอนรับ แล้วกลับไปนั่งที่ด้วยท่าทีที่เป็ระเบียบราวกับถูกฝึกมาดีเป็อย่างยิ่ง บัดนี้ทั้งบิดามารดาของเขายังคงจับตะเกียบค้างแน่นิ่งอย่างไม่ไหวติง
บิดาและมารดาที่เห็นท่าทีเช่นนี้ช่างรู้สึกประหลาดใจยิ่ง
"ลูกคนนี้เปลี่ยนไปแล้วจริงๆ!"
ในขณะนี้เห็นทีคงเป็ผู้เป็มารดาที่ประหลาดใจที่สุดแล้วกระมัง
ใครจะไม่อยากให้บุตรชายของพวกเขาทะยานขึ้นสู่์เป็ับ้าง?
ทว่าบุตรชายคนนี้ของพวกเขาเคยทำให้พวกเขาผิดหวังมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็ไปได้หรือไม่ที่คำอธิษฐานของนางกลายเป็ความจริง ทำให้ลูกชายของนางเปลี่ยนไปในที่สุด ?
จ้าวซูฮัวน้ำตาคลอด้วยความปิติยินดี
…………………………..