หลังจากวันนี้เป็นต้นไป ภายในเมืองเหยี่ยชิงได้จารึกตำนานบทหนึ่ง ที่ชื่อว่า ‘เท้าเขี่ยพื้นริบหมื่นตำลึง’
ท่ามกลางความเงียบและความตั้งใจที่จะรอดูเวทมนต์ของเด็กหนุ่มผู้นี้ หากแต่สิ่งที่ขุนนางทุกคนได้เห็น คือหลี่หยางที่เดินตรงไปยังตำแหน่งที่เคยมีฉากกั้นบังอยู่ จากนั้นมันใช้เท้าเขี่ยพื้นไปมา จนเผยให้เห็นส่วนบนของรูปปั้นซิงเทียน
“ฝะ...ฝั่งดิน!!!” หมิงจิวพึมพำด้วยน้ำเสียงตกตะลึง ใบหน้าแข็งค้างไปกับสิ่งที่ได้เห็น
ภาพตรงหน้าทำให้ ใบหน้าของราชินีหมิงซินยกยิ้มกว้าง พระนางใช้มือปิดปากและหัวเราะออกมาเบาๆ“ใครจะเชื่อว่า ขุนนางมากความสามารถของข้า ที่หัวเมืองอื่นๆหวาดกลัวประดุจสัตว์ร้ายในนิยาย จะถูกเจ้าเด็กนั้นเล่นเข้าเต็มๆ หมิงจิว...เจ้าดูไว้เถอะ ใบหน้าเช่นนี้ของผู้นำตระกูลใหญ่ไม่ใช่ภาพที่หาดูได้ง่ายๆหรอกนะ”
จากนั้นหยางหลี่หยางเริ่มอธิบาย อันดับแรก มันได้ใช้กิ่งไม้ขีดเส้นตรงด้านหน้ารูปปั้นซิงเทียน เพื่อวัดระยะ และออกอุบายยอมเป็นตัวตลกเพื่อให้ได้ฉากกั้นบังสายตามา มันได้เรียกพ่อลูกแซ่จิ้นเข้าไปหลังฉากกั้น ด้วยดินที่อ่อนนิ่มเป็นทุนเดิมกอปรกับทั้งสองเป็นผู้ฝึกวรยุทธ์ การขุดดินที่ร่วนและนิ่มนั้นเป็นเรื่องง่ายมากสำหรับทั้งสอง เพียงเวลาน้อยนิดหลุมขนาดใหญ่ก็ได้ปรากฏเบื้องหน้ารูปปั้นซิงเทียน
หยางหลี่หยางกระโดดลงไปในหลุม มันมองความสูงและความกว้างของรูปปั้นอย่างละเอียด ‘วิชากลศาสตร์ ว่าด้วยเรื่องความสมดุล พื้นดินตรงหน้าก็เปรียบเสมือนคานถ่วงน้ำหนักให้แก่สองฝั่ง’ เมื่อคำนวณทุกอย่างไว้ในหัว มันรับจอบมาและค่อยๆแซะเนื้อดินใต้ฐานรูปปั้นออกทีละน้อย ใช้เวลาไม่นาน ฐานครึ่งหนึ่งของรูปปั้นซิงเทียนได้ตั้งวางอยู่บนพื้นดิน แต่อีกครึ่งกับลอยอยู่ในอากาศเนื่องจากเนื้อดินที่เคยเป็นฐานถูกขุดออกไปจนหมด
เมื่อเห็นว่าพอดีแล้ว หลี่หยางดันตัวขึ้นจากหลุม จากนั้นมันอ้อมตัวไปอยู่ด้านหลังรูปปั้น ใช้นิ้วชี้เพียงนิ้วเดียวผลักรูปปั้นซิงเทียนน้ำหนักครึ่งหนึ่งที่ลอยตัวอยู่เหนืออากาศ ส่งผลให้รูปปั้นที่มีน้ำหนักมากกว่าสองหมื่นชั่งล้มไปด้านหน้าอย่างง่ายดาย ประกอบกับด้านหน้าที่ถูกขุดเป็นหลุมกว้างรอไว้อยู่แล้ว เพียงเท่านี้รูปปั้นซิงเทียนก็อยู่ใต้ดินโดยสมบูรณ์ จากนั้นจิ้นอิงและจิ้นอวี่สองพ่อลูก ช่วยกันใช้จอบกลบหลุมฝัง เกลี่ยดินให้เสมอ และเมื่อนำฉากกั้นออกไป จึงเสมือนว่ารูปปั้นซิงเทียนได้หายไปจากที่แห่งนี้อย่างไร้ร่องรอย
แน่นอนว่าวิธีทั้งหมดนี้ หยางหลี่หยางอธิบายออกไปพอให้คนอื่นเข้าใจคร่าวๆ เว้นแต่เรื่องอุบายและกฏของกลศาสตร์เท่านั้น จากนั้นชายหนุ่มกลับไปนั่งที่เดิมของมัน ปล่อยให้งานเลี้ยงจมอยู่ในความเงียบของผู้คนต่อไป
หยางลู่รีบกล่าวถามหลานชาย “จะ...เจ้า เจ้าคิดวิธีนี้ออกได้อย่างไร??”
แม้แต่ปู่ของมันเองยังสงสัย แน่นอนหยางหยางคนก่อนไม่มีความสามารถที่จะคิดเรื่องพวกนี้ออกมาได้อย่างแน่นอน หลี่หยางขมวดคิ้วเล็กน้อย มันมองไปยังจอกสุราตรงหน้า ข้ออ้างผุดขึ้นในหัวทันที “ท่านปู่ เป็นแค่เรื่องบังเอิญเท่านั้น เมื่อครู่ข้าไม่ระวัง วางจอกเหล้าไม่ดี ครึ่งหนึ่งของจอกเหล้าวางอยู่บนโต๊ะ อีกครึ่งหนึ่งยื่นออกไปด้านนอก ทำให้จอกเหล้าตกลงถึงพื้น ข้าจึงลองดูว่าวิธีนี้ใช้ได้หรือไม่ และโชคดีที่มันสำเร็จ”
หยางลู่พยักหน้าขึ้นลงช้าๆ หากเป็นเรื่องบังเอิญ ก็พอเป็นไปได้ที่หลานชายของมันจะสามารถคิดวิธีที่แยบยลจนทำให้เหล่ามันสมองของวังหลวงแข็งค้างจนถึงบัดนี้
ราชินีหมิงซินพึมพำเบาๆกับตัวเอง “รูปปั้นซิงเทียนหายไปแล้ว แต่ข้ากลับได้รูปปั้นของเหล่าขุนนางมาแทนงั้นรึ” จากนั้นพระนางกล่าวขึ้นทำลายความเงียบ “หยางหยาง เจ้าไม่เพียงให้คำตอบแก่ข้า อีกทั้งยังแสดงคำตอบที่น่าดูชมให้เห็นกับตา นอกจาก10,000ตำลึงสำหรับคำตอบแล้ว ข้ายังจะมอบ10,000ตำลึงสำหรับการแสดงเมื่อครู่ด้วย”
ได้ยินเช่นนั้นหยางหลี่หยางรีบลุกขึ้น มันเหยียดมือไปข้างหน้าก่อนจะกล่าว “ขอบพระทัยจักรพรรดินีพะยะค่ะ”
ราชินีหมิงซินกล่าวถาม “เจ้าเคยเข้าไปในโลกมายาหรือยัง??”
หลี่หยางส่ายหน้า “กระหม่อมพึ่งจะมีอายุครบ20ปี จึงยังไม่มีโอกาสเข้าไปในโลกมายา”
ราชินีหมิงซินพยักหน้าขึ้นลงช้าๆ จากนั้นนางกล่าว “เช่นนั้นเราจะมอบ20,000ตำลึงไว้ที่ท่านกังปู้ก่อนแล้วกัน ส่วนขุนนางคนอื่นๆก็คงจะทำเหมือนกับข้า ใช่หรือไม่??”
รับสั่งของจักรพรรดินีประหนึ่งตะปูที่ได้ตอกย้ำลงไปในใจของขุนนางคนอื่นๆว่าพวกมันได้สูญเสีย1000ตำลึงให้กับเด็กหนุ่มที่มีชื่อเสียงเหม็นโฉ่ที่สุดในเมืองเหยี่ยชิงแล้ว มากกว่า9ใน10ของขุนนางที่ได้เสียเงินปั้นยาก ทว่าดูจะมีเพียง2คนที่ไม่ได้แสดงความผิดหวังแถมยังยิ้มออกมาอย่างพอใจ หนึ่งคือแม่ทัพใหญ่มู่อวิ้นเจียง และอีกคนหนึ่งคือผู้ที่โยนหินให้น้ำใสเกิดสีขุ่น อัครามหาเสนาบดี เฉินเฟย
จากนั้นเสียงดนตรีเริ่มบรรเลงต่อ งานเฉลิมฉลองกลับมาเริ่มอีกครั้งหากแต่ความครื้นเครงลดลงอย่างทันตา
ระหว่างงานดำเนินไป ราชินีหมิงซินกล่าวแก่หลานสาว “บุตรชายตระกูลหยางไม่เห็นเหมือนกับชื่อเสียงที่เล่าลือเลย เจ้าคิดเช่นนั้นหรือไม่??”
หมิงจิวได้แต่ตอบตามพระทัย “ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้น”
อีกฝ่ายรุกคืบด้วยคำถาม “รูปร่างหน้าตาก็ไม่ด้อย ผิวพรรณดีสมกับเป็นลูกหลานตระกูลใหญ่และสติปัญญาที่ลึกล้ำ...เจ้าชอบคุณชายหยางคนนี้หรือไม่??”
หมิงจิวรู้สึกตัวแล้วว่า จักรพรรดินีหมายถึงสิ่งใด นางรีบส่ายหน้าพร้อมตอบกลับและใช้คำพูดอย่างเป็นกันเอง “คงไม่เป็นอย่างที่อาหญิงคิด หลานได้ยินมาว่าพรุ่งนี้คุณชายหยางก็จะเข้าพิธีแต่งงานแล้ว”
ได้ยินเช่นนั้นจักรพรรดินีส่ายหน้าเบาๆ “น่าเสียดาย...น่าเสียดาย”
เห็นอีกฝ่ายยอมล้มเลิกความคิด หมิงจิวโล่งอกทันที แม้หยางหยางผู้นี้จะแสดงความสามารถและสติปัญญาให้เห็น แต่กับภาพที่นอนแกล้งตายในสนามรบกอปรกับชื่อเสียงที่สะสมมานับสิบปี ก็ยังทำให้หมิงจิวมองอีกฝ่ายในด้านลบไม่เปลี่ยน
งานเลี้ยงพิธีไหว้พระจันทร์ดำเนินมาถึงช่วงสุดท้าย ในอดีตผู้ปกครองแผ่นดินเหยี่ยชิงเสมือนเป็นตัวแทนของดวงจันทร์ จึงมีธรรมเนียมมอบบรรณาการจากขุนนางในงาน แต่มาถึงสมัยปกครองของราชินีหมิงซินได้เปลี่ยนคำว่าบรรณาการเป็นของขวัญและทำให้งานไหว้พระจันทร์เป็นเหมือนงานเลี้ยงฉลองระหว่างครอบครัว
สำหรับขุนนางใหญ่ พวกมันจะมอบสิ่งของเพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี มู่อวิ้นเจียงได้ส่งมอบกระบี่วารีวน
หยางหลี่หยางมองไปที่มู่อวิ้นเจียง กระบี่วารีวนคือสิ่งใด? เหตุใดการจะมอบของให้ใครใช้เพียงลมปากก็พอหรือ??
หยางลู่เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัยของหลานชาย มันกล่าวอธิบาย “กระบี่วารีวน เป็นอาวุธในโลกมายาจึงจะส่งมอบกันในโลกมายา”
จากนั้นขันทีขานชื่อของเฉินเฟยออกมา สิ่งที่อัครมหาเสนาบดีผู้นี้มอบให้ คือคัมภีร์ไซซี ชื่อของไซซีสร้างความแตกตื่นให้แก่ผู้คนในงานมาก แม้แต่หยางลู่ยังพึมพำออกมาว่าเป็นของหายาก
หว่างคิ้วของหยางหลี่หยางขมวดเข้าหากัน “ไซซีที่พูดถึง คือหญิงงามที่ได้ชื่อว่า มัจฉาจมวารีใช่หรือเปล่า??”
หยางลู่มองไปที่หลานชายด้วยสายตาที่แปลกไป “เจ้าก็รู้จักไซซีด้วยรึ??”
คำถามที่ถูกใช้กลับมาทำให้หลี่หยางรู้ได้ว่า ไซซีที่มันรู้จักกับไซซีที่ถูกกล่าวถึงเป็นคนๆเดียวกัน ในหัวบังเกิดความคิดมากมาย ‘จะหวังเจาจินที่ไหถังพูดถึงก็ดี จะไซซีก็ดี สองคนนั้นเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์บนโลกของเรา เหตุใดคนในโลกนี้ถึงได้รู้จักพวกเขาละ?? โลกมายาที่ถูกกล่าวถึงคือสิ่งใดกันแน่??’ คำถามบังเกิดขึ้นในหัวมากมาย มันรู้ดีว่า ผู้ที่จะให้คำตอบได้ดีที่สุดคือ มันจะต้องเข้าไปสัมผัสกับโลกมายาด้วยตัวเอง
จากนั้นขันทีเฒ่ากล่าวถึง อัครเสนาบดีตรวจราชการ ซุนอู่โหว เสนาบดีกรมกลาโหมจงซิ่นหลี่ ทั้งสองให้บุตรชายเป็นผู้ออกมามอบของขวัญ เห็นได้ชัดว่าพวกมันทั้งคู่ต้องการให้บุตรชายได้หน้า และของขวัญที่ทั้งสองเตรียมมาก็เป็นสิ่งที่มีอยู่ในโลกมายา ชื่อของโอสถเพิ่มระดับกับแหวนเก็บสมบัติ สามารถทำให้เกิดเสียงฮือฮาได้ ถึงแม้จะยังไม่ดังเท่าคัมภีร์ไซซีก็ตาม
ส่วนเสนาบดีกรมกลาโหม สวี่ซือโฉวและเสนาบดีกรมการคลัง หานปิง พวกมันได้มอบสิ่งของที่อยู่ในโลกความจริง ตระกูลสวี่มอบแหวนน้ำตาแห่งสมุทร ส่วนตระกูลหานมอบสาขาร้านค้าแลกเปลี่ยนค่าเงินเข้าท้องพระคลัง สุดท้ายเสนาบดีกรมธรรมการ เสิ่นเจินจู ได้มอบยาบำรุงร่างกายที่สร้างจากโสมพันปี
ทั้งสามเป็นของที่มีมูลค่าถึงหนึ่งแสนเหรียญทองในชีวิตจริง สุดท้ายมาถึงตระกูลหยาง หยางลู่เองก็ได้เตรียมของขวัญที่เหมาะสมไว้เช่นกัน มันกระซิบข้างหูหลานชาย“เจ้าออกไปและพูดว่าตระกูลหยางขอมอบปิ่นมังกรคำรามแก่จักรพรรดินี”
ได้ยินเช่นนั้นหยางหลี่หยางย่นคิ้วเข้าหากัน 'ปิ่นมังกรคำราม' เมื่อเป็นเพียงคำพูดแสดงว่าสิ่งนั้นอยู่ในโลกมายา แต่นั้นไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้หว่างคิ้วของหลี่หยางต้องขมวดเข้าหากัน หากเป็นแบบนี้แผนที่มันเตรียมเอาไว้กำลังจะพังลงงั้นหรือ??“ท่านปู่มอบให้ข้าเป็นคนหาของขวัญแก่จักรพรรดินีไม่ใช่หรือ??”
หยางลู่ไม่คิดว่าหลานชายจะสามรถหาของที่ทัดเทียมกับชื่อเสียงของตระกูลได้ จึงได้เตรียมของขวัญที่แท้จริงไว้ และใช้คำสั่งเพื่อฝึกฝนให้อีกฝ่ายเกิดความพยายามเท่านั้น แต่เมื่อเห็นความผิดหวังบนใบหน้าของหลานชายมันรีบกล่าว “ข้ากล่าวผิดไป ให้เจ้าพูดว่า เสนามดีกรมโยธา หยางลู่ มอบปิ่นมังกรคำรามให้แก่จักรพรรดินี ส่วนตัวเจ้าก็มอบในสิ่งที่เตรียมมาเถอะ แม้จะเป็นของขวัญเล็กๆ แต่จักรพรรดินีเป็นผู้ที่มีพระทัยกว้าง ย่อมไม่ถือสาเจ้าแน่นอน”
หยางหลี่หยางถอนลมหายใจเบาๆ พร้อมกับพยักหน้าขึ้นลงให้กับหยางลู่ จากนั้นมันลุกขึ้นยืนพร้อมกล่าวออก “เสนามดีกรมโยธา หยางลู่ขอมอบปิ่นมังกรคำรามให้แก่จักรพรรดินี”
ได้ยินชื่อของปิ่นมังกรคำราม เสียงฮือฮาของขุนนางคนอื่นๆดังขึ้นไม่ขาดสาย แม้ว่าเสียงนี้จะไม่เท่าคัมภีร์ไซซีของเฉินเฟยแต่อาจพูดได้ว่ามีความน่าสนใจมากกว่า โอสถเพิ่มระดับกับแหวนเก็บสมบัติของตระกูลซุนและตระกูลจง
“ตระกูลหยางสามารถสร้างหมวกในระดับ80ได้สำเร็จ!!!”“ในแผ่นดินเหยี่ยชิง มีเพียงราชินีหมิงซินที่อยู่ในระดับ80 ดังนั้นปิ่นมังกรคำรามจึงถูกสร้างขึ้นเพื่อจักรพรรดินีอย่างแท้จริง”
มู่อวิ้นเจียงเป่าปากเบาๆพร้อมรอยยิ้ม สายตามองไปยังหัวหน้าตระกูลหยาง “ให้ตายสิ ทำเอาตกใจเลย แม้แต่กระบี่วารีวนที่ข้าสืบหามานานยังเป็นเพียงของระดับ70 เมื่อใดที่ข้าเข้าสู่ระดับ80เมื่อนั้นคงต้องขอให้ท่านหยางลู่สร้างมันให้ข้าสักชิ้นแล้ว”
แม้ว่าคัมภีร์ไซซีที่เฉินเฟยมอบให้ จะมีค่ามหาศาล แต่เนื่องจากสิ่งที่พระนางมีอยู่ไม่ได้ด้อยไปกว่าคัมภีร์ไซซี พระนางจึงชื่นชมที่อีกฝ่ายมอบของล้ำค่าแต่มิได้ทรงยินดีมากมายไปกว่ารอยยิ้ม หากแต่ชื่อของปิ่นมังกรคำราม ทำให้ดวงตาของราชินีหมิงซินเปล่งประกายด้วยความต้องการอย่างชัดเจน
แน่นอนว่าในตอนนี้หยางหลี่หยาง ทำความเข้าใจกับสถานการณ์ตรงหน้าได้ไม่ถึง1จาก10ส่วน แต่อนาคตภายหน้า หากมันหวนคิดถึงเรื่องราวในวันนี้แล้วนั้น มันจะเข้าใจเหตุผลว่า ทำไมหยางลู่ถึงเป็นที่เคารพของคนในเมืองเหยี่ยชิง
หยางหลี่หยางที่ไม่รู้ถึงความสำคัญในตอนนี้ มันได้กล่าวถึงรายการต่อไปอย่างรวดเร็ว “ส่วนอันนี้เป็นของขวัญจากกระหม่อม” กล่าวจบ หลี่หยางหยิบวัตถุทรงสูงที่ห่อด้วยกระดาษขาวออกมาพร้อมยื่นให้แก่ขันทีเฒ่า จากนั้นมันกล่าวแก่ราชินีหมิงซิน “นี้คือ โค เอ้ย...น้ำหวานที่หม่อมฉันปรุงขึ้น”
สำหรับหยางหลี่หยางแล้ว ของขวัญที่มอบให้แก่ราชินีหมิงซิน หาใช่เพื่อต้องการประจบสอพลอหรือเป็นเพราะความจงรักภักดี หากแต่มันต้องการใช้ จักรพรรดินีแห่งดินแดนเหยี่ยชิง เป็นพรีเซ็นเตอร์ เพื่อมุ่งหวังการค้า น้ำหวานที่จะเกิดขึ้นในภายภาคหน้าต่างหาก...