มารประหัตถ์ฟ้า (จบ)

    บทที่ 166 มู่งสู่แดนศักดิ์สิทธิ์

    บทที่166มู่งสู่แดนศักดิ์สิทธิ์

     

            “เรียนถามผู้อาวุโส มิทราบว่าท่านเป็นใคร"

            ฮุ่ยจวินวางไป๋เหิ่นซินไว้ที่ด้านนอกก่อนติดตามบุรุษชราผู้นั้นเข้าไปในกระท่อมอย่างระมัดระวังแล้วประสานมือกล่าวขึ้นอย่างนอบน้อม

             

            บุรุษชราที่นอนขดอยู่มุมกระท่อม จนดูราวกับว่าบริเวณดังกล่าวเป็นที่พักอาศัยประจำของมันมันนอนนิ่ง ณ มุมแห่งนั้นชั่วอึดใจค่อยเอ่ยขึ้นอย่างเฉยเมย

            “พวกเจ้าก็คงมาเพื่อให้แพทย์ไร้น้ำใจนั่นรักษาสินะ”

             

            “ท่านรู้?"

             

            “ผู้ใดที่ผ่านมาที่นี่ล้วนมาหามันทั้งสิ้นทว่าเจ้าโชคดีกว่าผู้อื่นอยู่บ้าง เพราะมันออกจากที่นี่ไปหลายเดือนแล้วและยังไม่มีทีท่าว่าจะกลับ"

             

            ฮุ่ยจวินขมวดคิ้ว

            “มาไม่เจอจะถือว่าโชคดีได้อย่างไร"

             

            บุรุษชราทอดสายตามองผ่านช่องประตูไปยังสตรีสะคราญโฉมที่มีใบหน้าขาวซีดคล้ายกำลังบาดเจ็บสาหัสก่อนทอดถอนใจแล้วเอ่ยออกมา

            “เพราะหากเจอ เจ้าก็คงถูกปฏิเสธเฉกเช่นผู้อื่นการที่เจอความหวัง แต่ความหวังทลายลงตรงหน้า นั่นนับเป็นความเจ็บปวดที่สุดแสน แพทย์ที่ไร้น้ำใจผู้นั้นไม่เจอเลยจึงนับว่าโชคดี"

             

            ฮุ่ยจวินเข้าใจในความหมายของวาจานี้เป็นอย่างดีเพราะเมื่อตอนอดีตมันก็พาฮุ่ยไป๋มาขอรับการรักษา มันมีวาสนาพบเจอกับเทพดาเร้นกาย ทว่าเทพดาเร้นกายกลับเพียงให้เหตุผลว่าไม่ถูกชะตาจึงปฏิเสธการรักษาครานั้นมันก็เสมือนถูกอัสนีบาตรผ่าฟาดลงกลางใจ ความเจ็บปวดในตอนนั้นจึงไม่แปลกที่มันจะรู้เป็นอย่างดี

             

            “หากไม่ยอมรักษาอย่างน้อยก็ขอแนวทาง"

             

            บุรุษชราแค่นเสียง

            “หากมันให้แนวทาง เหตุไฉนข้ารออยู่ที่นี่มานานแล้วก็ยังไม่พบผลลัพธ์"

             

            ฮุ่ยจวินพินิจมองบุรุษชราอีกหน

            “ท่านก็เป็นแพทย์"

             

            บุรุษชราผู้นั้นเงียบไป ก่อนที่มันจะเอ่ยเสียงสั่นเครือเล็กน้อย

            “ช่วยเหลือคนสำคัญยังไม่ได้ ข้ามิกล้าเรียกตนว่าเป็นแพทย์"

            เงียบไปครู่ใหญ่ บุรุษชราค่อยกล่าววาจาอีกหน

            “อาการคนรักเจ้ามองจากภายนอกสาหัสนักแต่ยังสามารถประคองอาการของนางให้อยู่ได้ถึงบัดนี้ เห็นทีคงมีแพทย์ผู้อื่นที่อาจเรียกได้ว่าเทียบเคียงเทพดาเร้นกายแล้ว"

             

            “ประคองได้แต่มิอาจรักษา จึงยังต้องตามหาเทพดาเร้นกาย”

             

            บุรุษชราผู้นั้นพลันเงยหน้าขึ้นจ้องมองฮุ่ยจวินเป็นครั้งแรกที่ฮุ่ยจวินได้เห็นใบหน้าของบุรุษชราชัดเจน มันผู้นี้มีดวงตาที่เรียวคมราวจะงอยปากอินทรีย์หรือหากมองให้ดีดวงตาคู่นั้นดูคล้ายอสรพิษ ใบหน้าของมันเองก็มีรอยแตกระแหงจนดูคล้ายกับเกล็ดของเดรัจฉานนับเป็นบุรุษชราที่ดูน่าเกลียดน่ากลัวเป็นอย่างมาก

             

            มองผิวเผินคล้ายโรคผิวหนัง แต่กลิ่นสาปที่ราวกับอสรพิษซึ่งกำจายออกทางลมหายใจของมันทำให้ฮุ่ยจวินต้องเปลี่ยนข้อสงสัยดูไปคล้ายบุรุษชราผู้นี้มิได้เป็นโรคผิวหนัง ดูไปก็ไม่คล้ายถูกพิษ ไม่รู้เป็นโรคพิสดารใดหรือเหตุผลนี้มันถึงได้มาหาเทพดาเร้นกาย

             

            บุรุษชราผู้นี้มีกลิ่นอายและลักษณะที่ชวนน่าสงสัยหลายอย่างแต่เสมอมามันมิเคยปลดปล่อยเจตนาหรือจิตสังหารที่คุกคามมายังพวกตน ฮุ่ยจวินจึงประเมินว่าบุรุษชราผู้นี้มิใช่ศัตรูของตนอาจเป็นเพียงหนึ่งในกลุ่มคนที่ถูกเทพดาเร้นกายปฏิเสธเท่านั้น และบุรุษชราผู้นี้ก็คงดื้อรั้นรั้งอยู่เพื่อรอการรักษาหรือไม่ก็รอคำชี้แนะจากเทพดาเร้นกาย มันถึงต้องหลบอาศัยอยู่ที่นี่ อยู่ที่มุมเล็กๆของกระท่อมราวเดรัจฉานซ่อนตัวในซอกหลืบตนหนึ่ง

             

            บุรุษชราผู้นี้อาจรอได้ ทว่าสำหรับฮุ่ยจวินมันไม่มีเวลารอถึงเพียงนั้นได้ยินว่าเทพดาเร้นกายจากไปหลายเดือน เวลาพึ่งผ่านไปเช่นนี้เทพดาเร้นกายอาจไม่ย้อนหวนในเวลาอันสั้นหรือไม่ก็อาจเปลี่ยนเส้นทางอื่นเพื่อหลบหนีผู้คน เช่นนั้นการรออยู่ที่นี่จึงอาจไม่เป็นประโยชน์รังแต่จะเสียเวลา

             

            เห็นแววตาที่ทุกข์ร้อนของฮุ่ยจวิน บุรุษชราผู้นั้นก็กล่าวว่า

            “ข้ารอได้แต่เจ้ามิอาจรอ ข้าก็อยากรู้เช่นกันว่าหากเป็นพวกเจ้าจะได้รับคำว่าถูกชะตาจากแพทย์ไร้น้ำใจผู้นั้นหรือไม่"

             

            คำกล่าวของบุรุษชราทำให้ฮุ่ยจวินตาเป็นประกาย

            “ท่านกล่าวเช่นนี้ หรือว่ารู้ว่าเทพดาเร้นกายไปที่ใด"

             

            “ข้าเคยคุกเข่าขอร้องมันอยู่หน้ากระท่อมนี้มาแรมปีถึงข้าจะไม่ได้รับน้ำใจจากมัน แต่ข้าก็ยังได้รับข่าวคราวประการหนึ่งอยู่”

             

            ฮุ่ยจวินปรากฏสีหน้าที่เจือไปด้วยความหวัง

            “ผู้อาวุโสได้โปรดเมตตาบอกกล่าว"

             

            “ในค่ำคืนหนึ่ง ข้าเห็นคนในชุดคลุมขาวลวดลายหิมะฟ้าครามมาหามันมิทราบมีเรื่องอันใด โดยมิชักช้ามันก็รีบติดตามคนผู้นั้นไปทันที”

             

            เอ่ยถึงชุดคลุมขาวลวดลายหิมะฟ้าคราม ครั้งหนึ่งที่แคว้นหลุนฮุ่ยจวินเคยประสบและประมือมาด้วยแล้วหากความคิดมันไม่ผิดพลาด คนที่มาหาเทพดาเร้นกายต้องเป็นคนของแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งแคว้นหลุนเป็นแน่ซึ่งนั่นก็มีความเป็นไปได้สูงที่เทพดาเร้นกายตั้วซุนหงจะอยู่ที่แดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์

             

            ข่าวคราวนี้นับว่าเป็นประโยชน์ต่อฮุ่ยจวินยิ่งนักอย่างน้อยร่องรอยการค้นหาเทพดาเร้นกายก็แคบลงยิ่งกว่าเดิม มันจึงผสานมือคารวะต่อบุรุษชราผู้นั้นอีกครั้ง

            “ขอบพระคุณผู้อาวุโส”

            แต่ก่อนจากมันยังคงมองที่บุรุษชราแลเอ่ยถาม

            “ว่าแต่ท่านมีสิ่งใดให้ข้าช่วยหรือไม่"

             

            บุรุษชราส่ายหน้าแล้วนอนขดลงที่มุมห้องเช่นเดิม

            “ข้าเพียงอยากเห็นว่าโชคชะตาจะอยู่ที่เจ้าหรือไม่"

             

            พอกล่าวคำที่ยากเข้าใจจบลง บุรุษชราผู้นั้นก็เงียบเสียงไม่เอ่ยอันใดอีกเสมือนคนที่หลับลึกไปแล้ว พอมันเงียบวาจา กระท่อมหลังนี้ก็คล้ายกับเป็นกระท่อมร้างในทันใดฮุ่ยจวินจึงโคลงศีรษะอย่างนอบน้อมแล้วล่าถอยออกจากประตู มันมองกระท่อมร้างแต่ไม่ว่างเปล่าตรงหน้าแวบหนึ่งก่อนจะแบกไป๋เหิ่นซินขึ้นบนแผ่นหลัง

             

            “เชื่อถือได้หรือไม่"

             

            เสียงแหบพร่าของไป๋เหิ่นซินถามเข้าประเด็นฮุ่ยจวินก็กล่าวตอบทันที

             

            “ขอเพียงมีหนทาง หากแม้นยากเชื่อถือก็ต้องลองเชื่อถือ”

             

            “เจ้าจะไปที่แดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์"

             

            “ท่านรู้?”

             

            “ดินแดนที่เรียกได้ว่าเป็นอริอย่างลับๆกับอาจารย์ข้า เหตุใดจะไม่รู้”

             

            “นี่พวกท่านไม่ลงรอยกัน”

             

            “เหตุผลที่พวกมันมิอาจออกจากดินแดนอันแคบเล็กนั่นส่วนหนึ่งก็มาจากอาจารย์ข้า เช่นนั้นขอเพียงคนจากวิหารมุทราเหยียบย่างสมควรจะเกิดปัญหา"

             

             “ทั้งที่ถูกยอมรับว่าอยู่ในมหาวิถีเดียวกัน?”

             

            “เจ้าเข้าใจผิดแล้ว อาจารย์เคยบอกข้าว่ารากฐานของแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์มาจากผู้ฝึกญาณนอกรีตแม้พึ่งปรากฏแสงสว่างอย่างธรรมบาลปัญญาถือกำเนิด แต่ขึ้นชื่อว่าเคยเป็นมารอย่างไรก็ต้องมีร่องรอยแห่งมารยากลบล้าง"

             

            “ท่านเชื่อในคำกล่าวของอาจารย์หรือไม่”

             

            “ข้าไม่สนใจวิถี จะมารหรือเทวะล้วนดีเลวไม่แตกต่างแต่คำสอนของอาจารย์ผู้มีพระคุณหนักแน่นดั่งขุนเขา หากท่านสั่งสอนสิ่งใด ข้าก็ยากปฏิเสธ"

             

            ฮุ่ยจวินหันมามองใบหน้าของนาง

            “แค่เพียงเป็นคำสั่งอาจารย์ ต่อให้เป็นคนดีหรือเป็นคนที่ท่านรัก ท่านก็จะสังหารอย่างนั้นหรือ"

             

            เมื่อได้ฟังคำถามนี้ ไป๋เหิ่นซินก็เงียบไปฮุ่ยจวินก็ไม่ถามสิ่งใดอีก มันเพียงแบกนางมุ่งสู่ทางเหนือสุดของทุ่งร้าง หวังข้ามเขาเถาหมิงซานที่อยู่ตอนบนสุดเพราะเขาเถาหมิงซานจุดนี้เชื่อมกับแคว้นหลุนและดินแดนที่หนาวเหน็บตลอดทั้งปีของแผ่นดินใหญ่พอดี

             

            ที่ดินแดนอันหนาวเหน็บมีชั้นน้ำแข็งปกคลุมตลอดเวลาตั้งอยู่ทางตอนเหนือของแคว้นหลุน สถานที่ที่คนธรรมดายากย่างกรายผ่าน สภาวะความเป็นอยู่ยากลำบากไม่เหมาะแก่การสัญจรหรือประกอบสัมมาชีพใดแม่น้ำที่ไหลผ่านหากไม่แห้งเหือดก็จับตัวเป็นธารน้ำแข็งที่หนาเตอะ ซึ่งสถานที่ที่หนาวเหน็บและปลีกวิเวกเช่นนี้ก็คือสถานที่ตั้งของแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ เป้าหมายของฮุ่ยจวินก็คือที่นั่น

             

            เป็นเพราะข่าวสารสุดท้ายที่มันได้รับคือคนในชุดคลุมขาวลวดลายหิมะฟ้าครามมันจึงไม่ลังเลที่จะแบกไป๋เหิ่นซินเดินทางดั้นด้นขึ้นเหนือและผ่านเขาเถาหมิงซานอีกหน

            .

            .

            .

             

             

            สตรีกลางคนรูปหน้าโฉบเฉี่ยวเจ้าอารมณ์จ้องมองกระท่อมเก่าโทรมจากที่ไกลนางไล่ล่าติดตามฮุ่ยจวินและไป๋เหิ่นซินด้วยโทสะ หลงกลฮุ่ยจวินรอบแล้วรอบเล่า หากมิได้วิหคที่นางส่งออกไปร้องก้องนภาส่งข่าวนางก็คงติดอยู่ที่เขาเถาหมิงซานมิทราบว่าคนได้หลบสู่ทุ่งร้างไปแล้ว

             

            นางตั้งใจมุ่งไปที่กระท่อมร้างหลังหนึ่งเช่นเดียวกันด้วยได้คิดว่าพวกมันอาจมีเป้าหมายที่นั่น นางติดตามเพื่อหวังที่จะสังหารคนทั้งสองแล้วนำร่างที่ไร้ชีวิตไปให้อวิ๋นเซี่ยวซุนคิดสร้างความดีความชอบกับนักพรตผู้นั้น ทว่าพอได้เห็นฮุ่ยจวินแบกไป๋เหิ่นซินออกจากกระท่อมร้างความคิดที่จะสังหารจึงหยุดลง นัยน์ตาฉายแวววาวโรจน์ราวกับกำลังพึงพอใจต่อเรื่องบางประการอย่างกระทันหัน

             

            สองบุรุษชราด่านเบิกนภาเมื่อตามมาถึงและเห็นเงาร่างสองสายแต่ไกลมันจึงกล่าวกับสตรีนางนั้น

             

            “เจ้ามาถึงนานแล้ว ศัตรูก็อยู่ตรงหน้าเหตุใดจึงยืนเฉยจ้องมองพวกมันหนีไป"

             

            สตรีนางนั้นแย้มยิ้มที่มุมปาก

            “ข้ากับพวกมันมิใช่ศัตรู เป็นพวกเจ้าเองมิใช่หรือที่เป็นศัตรูกับพวกมัน"

             

            “เจ้าหวังทำเพื่อปรมาจารย์อวิ๋นอยู่มิใช่หรือ?"

             

            “ข้าย่อมทำเพื่ออวิ๋นเซี่ยวซุน แต่จะทำสิ่งใดนั้นเกี่ยวอันใดกับพวกเจ้า"

             

            สองบุรุษชรากล่าวอย่างไม่พอใจ

            “พวกที่ฝึกมหาวิถีวจนะไว้ใจมิได้ซักคน"

             

            “พวกเรามิต้องสนคนนอกอย่างสตรีนางนี้ติดตามฆ่าแสงสังหารแห่งวจนะผู้นั้นก็พอ"

             

            กล่าวจบบุรุษชราทั้งสองก็พริ้วกายผ่านร่างของสตรีกลางคนนางนั้นไปชุดคลุมของพวกมันตีลมอยู่พรึ่บหนึ่ง ร่างถลานำหน้าสตรีกลางคนได้ครึ่งก้าว ทว่าเพียงพริบตานั้นที่แผ่นหลังของพวกมันก็รู้สึกถึงพลังกดดันบางอย่างได้จรดลงเสียงเปรี้ยงดังสนั่น แผ่นหลังของบุรุษชราทั้งสองราวกับมีอัสนีบาตรผ่าฟาด นอกจากพลังจะทรงอานุภาพและรุนแรงแล้วแต่สิ่งที่น่ากลัวเป็นที่สุดกลับเป็นพิษที่กำลังกลืนกินไปถึงชีพจรลมปราณชีวิตอย่างรวดเร็ว!

             

            สตรีกลางคนกลับลอบเล่นงานสองบุรุษชราที่ด้านหลังสองดรรชนีปลดปล่อยอย่างพร้อมเพียง พลังพิษแผ่พุ่งไปพร้อมกับวจนะยุทธอย่างแยบคาย ฝีมือของสตรีกลางคนนางนี้สูงส่งอยู่แล้วยิ่งเป็นการลอบลงมือโดยฝ่ายตรงข้ามมิทันได้ตั้งตัวอีก ฝ่ายตรงข้ามจึงไม่มีโอกาสที่จะตอบโต้หรือปกป้องชีวิตของตนเอง!

             

            สองบุรุษชราด่านเบิกนภาแห่งหุบเขาเร้นลับกลับตกตายภายใต้หนึ่งดรรชนีพิษของสตรีนางนี้

             

            “ชีวิตพวกมันเป็นของข้า ข้ายังไม่ต้องการให้พวกมันตายพวกมันก็จะต้องไม่ตาย ใครคิดวุ่นวายในเส้นทางของข้า ผู้นั้นจักต้องตายแทน!”

             

            สองบุรุษชราไม่คิดว่าตนจะประสบชะตากรรมเช่นนี้อุตส่าห์ฝึกฝีมือจนต่ำกว่าฟ้าแต่เหนือกว่าปฐพีได้แล้ว สุดท้ายกลับมาพลาดท่าให้แก่คนที่พวกตนรู้จักและคิดว่าเป็นพรรคพวกเดียวกัน

             

            “นังแพศยา”

             

            “เจ้าจะไม่ตายดี!”

             

            สองชราสิ้นใจพร้อมนัยน์ตาที่เบิกกว้างโกรธแค้นเนิ่นนานใบหน้าของพวกมันก็ดำคล้ำอย่างชัดเจน ถูกพลังดรรชนีพวกมันอาจเพียงบาดเจ็บสาหัสแต่เพราะถูกพิษร้ายพวกมันจึงยากจะรักษาชีวิต พลังบำเพ็ญเพียรที่พยายามฝึกมา สุดท้ายต้องคืนกลับสู่ธรรมชาติอีกครั้งที่ทุ่งร้างแห่งนี้

             

            เพื่อกลบลบหลักฐาน สตรีกลางคนนางนั้นได้ใช้พลังพิษกลืนกินร่างศพให้เน่าเปื่อยอย่างรวดเร็วก่อนที่นางจะผิวปากเรียกวิหคที่บินว่อนทั่วแผ่นฟ้าให้มากินซากศพ ไม่นานศพทั้งสองก็หลงเหลือเพียงกระดูกยากระบุตัวตนส่วนเหล่าวิหคที่กินศพก็ถูกพิษตกตายจนท่วมถม กระดูกคนอยู่ภายใต้กองวิหค นางมองภาพตรงหน้าแลแสยะยิ้มข่าวการตายของคนทั้งสองรออีกซักพักนางจะนำไปแจ้งกับอวิ๋นเซี่ยวซุน และแน่นอนเรื่องที่นางจะเสริมเติมแต่งก็คือบุรุษชราทั้งสองได้ตกตายภายใต้น้ำมือแสงสังหารแห่งวจนะและบุรุษหนุ่มผู้นั้น

             

            นัยน์ตาที่โฉบเฉี่ยวคู่นั้นดูเต็มไปด้วยสิ่งซ่อนแฝงไม่มีใครรู้ว่าเหตุใดจู่ๆ นางถึงเปลี่ยนใจไม่ไล่ฆ่าฮุ่ยจวินกับไป๋เหิ่นซินต่อ แต่การตายของบุรุษชราก็ยังมุ่งเป้าใส่ร้ายคนทั้งสองพร้อมกันนั้นนางยังนำเรื่องต่างๆ เพื่อเป็นข้ออ้างในการพัวพันอวิ๋นเซี่ยวซุน ตอนนี้นางหันหลังคืนกลับเขาเถาหมิงซานแล้วไม่รู้อวิ๋นเซี่ยวซุนจะคืนกลับสู่หุบเขาเร้นลับแล้วหรือยัง เพราะหุบเขาเร้นลับนางยังไม่เคยมีโอกาสซักหนที่จะได้เห็นแม้เคยควานหานางก็ยังมิอาจหาพบ เช่นนั้นหากอวิ๋นเซี่ยวซุนเขาสู่หุบเขาเร้นลับแล้ว นางอาจต้องรอมันอย่างไม่มีกำหนดที่จะได้พานพบ

             

            “ข้าทำเพื่อเจ้ามากเพียงนี้ หากแม้แต่เจ้ายังกล้าปฏิเสธน้ำใจแลเมินเฉยในตัวข้าอยู่ข้าก็จะทำให้เจ้าเป็นเหมือนพวกมัน ในเมื่อข้ามิอาจครองคู่กับเจ้า ก็อย่าหวังว่าเจ้าจะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับใคร!”