เวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า สามเดือนเต็มที่วารุตไม่ได้กลับบ้านของตัวเอง แม้ว่าเขาจะถอดเฝือกออกั้แ่เดือนแรกแล้วก็ตาม แต่ยังต้องได้รับการดูแลรักษาจากหมอหลวงอย่างใกล้ชิด ยังดีที่ได้หนังสือเล่มหนาใหญ่สองเล่มของคุณตาเมฆา (คุณตาผอมกะหร่องคนนั้นเขาชื่อว่าเมฆา หมอหลวงเป็ผู้บอกกับเขา) พอได้อ่านแก้เบื่อได้บ้าง ถึงแม้ว่าวารุตจะอ่านมันจบไปแล้วหลายต่อหลายรอบแล้วก็ตาม
เขาตั้งหน้าตั้งตารอในวันที่เขาหายดี เขาอยากออกไปหาหนังสือเล่มสุดท้ายที่เหลืออยู่นั้นมาอ่านให้มันจบ และดูเหมือนวันที่วารุตรอค่อยมันจะมาถึงแล้ว เมื่อหมอหลวงพิจารณาาแและการเชื่อมติดกันของกระดูกหลังจากรักษามาแล้วสามเดือน ผลที่ออกมาก็คือทุกอย่างเป็ไปในทิศทางที่ดีไม่มีอะไรที่น่าเป็ห่วง กระดูกแขนซ้ายทั้งสองท่อนเชื่อมติดกันอย่างสมบูรณ์ วารุตจึงสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้ในท้ายที่สุด
ดั่งสัจธรรมของโลกที่เป็ความจริงแท้ตลอดกาล ว่าด้วยเื่ของกาลเวลา เวลามันจะช่วยเยียวยาทุกสิ่ง ทั้งความผิดหวัง เสียใจ หรือโกรธแค้น หลากหลายอารมณ์ที่เกิดขึ้นกับความรู้สึกของมนุษย์ เื่ราวทุกอย่างเมื่อเวลาผันผ่านไป เหตุการณ์ต่างๆ ล้วนเป็อดีตทั้งสิ้น ไม่มีใครสามารถย้อนกลับแก้ไขในสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วได้ เช่นเดียวกันกับความรู้สึกของนางรจนา
ความโกรธและความน้อยใจที่นางยึดถือเอาไวเมื่อก่อนหน้านี้ ดูเหมือนว่าความรู้สึกเ่าั้มันได้จางหายไปแล้ว เมื่อสังข์ทองผู้เป็สามีเข้ามารับสองแม่ลูกกลับบ้าน
เป็ครั้งแรกในรอบสามเดือนที่สังข์ทองได้เจอหน้ากับลูกชายของตัวเองอีกครั้ง เขาไม่เคยมาเยี่ยมวารุตในระหว่างรักษาตัวอยู่เลย เขาไม่กล้าพอที่จะมาสู้หน้านางรจนา
ถ้าหากเป็เมื่อก่อน เมื่อได้เห็นลูกชายของตนกลับมาหายดีเป็ปกติเขาคงจะร้องไห้ฟูมฟาย แต่วันนี้ไม่ใช่ สังข์ทองก้มหน้าก้มตาเก็บข้าวเก็บของอย่างเงียบๆ เขาเกรงว่านางรจนาคงจะยังโกรธเขาอยู่
บรรยากาศดูอึมครึมระหว่างทั้งคู่นี้ ซึ่งวารุตเองก็ััได้ เขาจึงเอ่ยความในใจของตัวเองออกมา
“ท่านพ่อท่านแม่ขอรับไม่มีใครอยากให้เื่ราวเช่นนี้เกิดขึ้น และตอนนี้ข้าเองก็หายดีแล้ว ข้าอยากให้ครอบครัวของพวกเรากลับมาเป็เหมือนเดิมอีกครั้งนะขอรับ”
ณ พื้นที่บริเวณลานกว้าง สถานที่นี้ถูกเรียกว่าลานประลอง บนอัฒจันทร์ที่นั่งสูงตระหง่านแต่ไม่มีผู้คน มีชายอยู่สามคนยืนอยู่จุดกึ่งกลางของกลางสนาม ชายร่างกายกำยำศารทูล ชายแก่ผอมกะหร่องเมฆา และหนึ่งในนั้นคือองค์พระมหากษัตริย์ของแคว้นมันตรายาพระมหากษัตริย์สิงหล
พระองค์ดูมีอายุอยู่เหมือนกัน แต่อาจจะยังไม่เท่ากับเมฆา ฝ่าาตัวสูงโปร่ง มีกล้ามเนื้อเห็นเป็มัดๆ ดูอ่อนกว่าวัย เอกลักษณ์โดดเด่นคือพระองค์ทรงไว้หนวดทรงพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว
บุคคลทั้งสามกำลังยืนล้อมวงพูดคุยกันอย่างสนิทชิดเชื้อ
ศารทูลและเมฆาทั้งคู่ต่างเป็ถึงนายทหารระดับแม่ทัพของแคว้น เป็ที่ไว้วางใจของพระมหากษัตริย์ ศารทูลถูกไหว้วานให้มีหน้าที่พร่ำสอนทักษะการต่อสู้ให้แก่ว่าที่องค์รัชทายาทอย่างเ้าชายภูวดล
ส่วนคุณตาเมฆานั้นเขาเปรียบเสมือนเป็ที่ปรึกษาส่วนพระองค์ขององค์เหนือหัวเลยทีเดียว
“ฝ่าาพัฒนาการของเ้าชายเป็ไปในทิศทางที่ดี แต่เ้าชายดูเหมือนจะขาดในเื่ของแรงกระหายอยู่ขอรับ”
ศารทูลเอ่ยตอบ เมื่อกษัตริย์สิงหลตรัสถามถึงลูกชายว่าด้วยเื่การฝึกฝน
“ก็คงจะอย่างงั้น ค่อยๆ สอนเขาไป เื่นี้ข้าจำเป็ต้องให้เ้าช่วย ยังไงซะ เขาก็ต้องขึ้นครองราชย์ต่อจากข้าอยู่ดี ข้าอยากให้ภูวดลแข็งแกร่งที่สุดเท่าที่จะเป็ไปได้”
กษัตริย์สิงหลคร่ำครวญ
“ภูวดลเป็เด็กอ่อนโยนไม่ชอบความรุนแรง แต่ข้าก็เชื่อมั่นว่าเขาจะเป็ที่พึ่งของเหล่าพี่น้องประชาชนได้ ในรูปแบบวิถีของเขาเอง”
“แน่นอนเป็ที่สุดขอรับ”
ศารทูลตอบ
“และอีกอย่างข้าก็ไม่ใช่คนโหดร้ายทารุณ ที่จะรู้สึกยินดีปรีดาเมื่อได้เห็นลูกชายของตัวเองฝึกฝนอย่างหนักจนเหงื่อท่วมโทรมกายหรอกนะ”
กษัตริย์สิงหลปิดท้าย
บุคคลทั้งสามนิ่งเงียบไปสักพัก
‘บรรยากาศที่ดูร่าเริงก่อนหน้านี้ เหตุไฉนถึงรู้สึกตึงเครียดขึ้นมาได้’
นี้เป็สิ่งที่แล่นเข้ามาในความคิดของเมฆา ก่อนหน้านี้เขาและศารทูลรวมไปถึงกษัตริย์สิงหลยังหาเื่สัพเพเหระมาพูดคุยกันอย่างสนุกสนานอยู่เลย แต่พอพูดถึงเื่เ้าชายภูวดลเท่านั้นแหละ บรรยากาศก็เปลี่ยนไปจนน่าขนลุก
ซึ่งเขารู้สึกไม่ค่อยจะถูกโฉลกกับบรรยากาศที่ดูจะอึมครึมแบบนี้สักเท่าไหร่ ชายแก่จึงได้เอ่ยตัดบททั้งคู่ขึ้นมาว่า
“จะมีเื่ที่น่าตื่นเต้นเกิดขึ้นหลังจากนี้”
เมฆาเอ่ยแทรกโพล่งๆ ขึ้นมา อย่างไม่มีที่มาที่ไป
“ตื่นเต้น!”
ศารทูลทวนสั้นๆ เช่นเดียวกับกษัตริย์สิงหลที่ชักสีหน้าอย่างฉงนสงสัย
“อีกไม่นานฝ่าาก็จะได้เจอกับเขาขอรับ”