เฝิงหย่งคิดว่าขอเพียงตนเองอธิบายอย่างชัดเจนก็พอแล้วหวังซิ่วอิงและคนรอบตัวเขาจะต้องเชื่อแน่ๆ แต่ว่า...
“นายคิดว่าฉันกับพี่เสวี่ยหรูตาบอดจริงๆหรือไง? นายประคองซย่านีแถมยังกอดเธอด้วยคิดว่าพวกเรามองไม่ออกหรือไง?”ซ่งเหม่ยอวิ๋นส่งเสียง ‘เหอะ’ ออกมา เธอแสดงสีหน้าดูถูกอย่างเห็นได้ชัดแล้วจึงกล่าวต่อว่า“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ต่อให้พวกเธอสองคนกอดกันโดยอุบัติเหตุจริง แสดงว่าวันนี้ที่พวกเธอสองคนนัดพบกันลับหลังเซี่ยงเหมยก็เป็นเรื่องจริงใช่ไหม?ชายหญิงอยู่กันตามลำพัง ตัวเองประพฤติตัวไม่เหมาะสมขนาดนี้ยังต้องให้คนอื่นมานั่งบอกอีกหรือ?”
“เธอ...”เฝิงหย่งโกรธจนอยากซัดหน้าใครสักคนแล้วจริงๆ
“แม่ เหม่ยอวิ๋น”เมื่ออยู่ต่อหน้าเพื่อนบ้านจำนวนมากขนาดนี้ ซย่านีก็ระงับโทสะลงแล้วกล่าวว่า“ฉันรู้ว่าพวกคุณดูแคลนฉันมากขนาดไหน คิดว่าฉันมาจากชนบทเลยไม่เป็นที่เชิดหน้าชูตาแถมครั้งหนึ่งพวกคุณยังเคยบอกกับซ่งหานเจียงว่าให้เขาหย่ากับฉันเสีย...หลายปีที่ผ่านมาเพียงเพื่อให้พวกคุณยอมรับฉันไม่ว่าจะทุกข์ยากลำบากแค่ไหนฉันก็อดทนทำได้ทุกอย่างพวกคุณให้ฉันซักผ้าล้างถ้วยล้างชามในช่วงพักฟื้นหลังคลอดจนทำให้ฉันป่วยเป็นไข้หลังคลอด[1]ฉันก็ไม่เคยปริปากพูดอะไรสักคำ กระทั่งพวกคุณไม่ให้ฉันกับลูกกินข้าวแล้วยังปิดประตูบ้านไม่ให้พวกเราแม่ลูกเข้าบ้าน...”
ยิ่งเธอพูดมากเท่าไหร่เธอก็ยิ่งรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมมากเท่านั้นหญิงสาวน้ำตาไหลอาบใบหน้า “เรื่องนี้ไม่มีอะไรเลยแต่พวกคุณกลับมาสาดโคลนใส่ฉันแบบนี้หากคนอื่นเอาไปพูดว่าเสี่ยวเยวี่ยเอ๋อร์กับหยางหยางมีแม่คบชู้สู่ชาย ชั่วชีวิตนี้พวกเขาคงไม่อาจเงยหน้าได้อีกต่อไป!พวกคุณ...พวกคุณคิดจะรังแกกันขนาดนี้เลยหรือ? คิดจะบีบให้ฉันไปตายเลยใช่ไหม!”
พอกล่าวมาถึงประโยคสุดท้ายนี้ก็คล้ายกับว่าเสียงที่เธอตะโกนออกมาฟังดูแหบแห้งยิ่งนักราวกับว่าเธอได้ตะโกนความคับข้องหมองใจทั้งหมดที่เธอมีออกมาจนหมด นั่นยิ่งทำให้ผู้ฟังรู้สึกสะเทือนใจไปตามกัน
ในเวลานี้เหล่าเพื่อนบ้านที่อยู่โดยรอบพลันฉุกคิดขึ้นมาได้หวังซิ่วอิงเป็นหัวโจกในการรังแกซย่านีมาแล้วถึงสองครั้งมิใช่หรือหรือว่าครั้งนี้เองก็เป็นอย่างที่ซย่านีพูดว่าซ่งเหม่ยอวิ๋นจงใจสาดโคลนใส่ซย่านี?
“แกยังจะน้อยอกน้อยใจอีกหรือ?”หวังซิ่วอิงชี้หน้าซย่านีพร้อมกับตวาดด่าลั่น “วันนี้ฉันบังคับให้แกออกไปข้างนอกตามลำพังกับเฝิงหย่งหรือไง? เป็นฉันที่บังคับให้แกแจ้นไปหาเฝิงหย่งถึงที่บ้านทุกวันงั้นหรือ? ตัวเองทำเรื่องน่าอายเอาไว้แท้ๆ แล้วยังจะมากล่าวหาว่าคนอื่นใส่ร้ายอีกหรือไง?”
ซย่านีสูดลมหายใจเข้าลึกๆแล้วกล่าวอย่างมั่นอกมั่นใจ “วันนี้ฉันออกไปกับพี่เฝิงหย่งมาจริงแต่นั่นเป็นเพราะว่าฉันขอให้เขาช่วยเป็นธุระให้ต่างหาก!หรือพวกคุณคิดว่าชายหญิงออกจากบ้านไปทำธุระด้วยกันไม่ได้เชียวหรือ? พวกเราไม่ได้แอบพบเจอกันลับๆ ในตอนกลางคืนเสียหน่อย เห็นชัดว่าพวกเราเดินอยู่บนถนนกลางวันแสกๆ!หลี่เสวี่ยหรูไหนเธอลองบอกมาสิว่าหากชายหญิงเดินด้วยกันบนถนน เธอกล้าพูดหรือว่าพวกเขาคบชู้สู่ชายกัน?ทีตอนนั้นฉันยังเคยเห็นเธอมีสหายชายไปส่งที่บ้านเลยและไม่ใช่แค่ครั้งเดียวด้วยนะ!หรือว่าเธอกับพวกเขาก็มีสัมพันธ์กันงั้นหรือ?!”
หลี่เสวี่ยหรูสีหน้าคล้ำลง ยัยซย่านีคนนี้มีความแค้นอะไรกับเธอหรือเปล่านะ? ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ต้องลากเธอเข้าไปเกี่ยวด้วยเสมอ!
ซ่งเหม่ยอวิ๋นกับหลี่เสวี่ยหรูนับว่ามีความสัมพันธ์อันดีต่อกันเธอย่อมต้องออกตัวปกป้องหลี่เสวี่ยหรูอยู่แล้ว เธอกล่าวขึ้นทันควัน “ถ้างั้นทุกๆ วันเธอไปบ้านเซี่ยงเหมยเพื่อไปหาเฝิงหย่งนี่ก็คงไม่ผิดงั้นสิ? เธอเป็นหญิงที่แต่งงานมีลูกมีสามีแล้ว ทุกๆ วัน แจ้นไปหาผู้ชายที่แต่งงานแล้วแบบนี้ยังจะมีหน้ามาบอกว่าตัวเองบริสุทธิ์อีกหรือ!?”
“ใช่ ฉันไปบ้านเซี่ยงเหมยมาจริงๆแต่ว่าฉันไม่ได้ไปหาพี่เฝิงหย่ง!” ซย่านีโต้กลับ
“แล้วเธอไปทำอะไรที่บ้านเซี่ยงเหมยทุกวัน?แถมทุกๆ วันยังอยู่จนดึกดื่นค่อนคืนอีก ต้องรอจนเฝิงหย่งกลับบ้านมาก่อนหรืออย่างไรเธอถึงจะกลับบ้านตัวเองได้น่ะ!”ซ่งเหม่ยอวิ๋นคาดเดาการกระทำของซย่านีด้วยเจตนาร้าย “คงไม่ใช่ว่าอยู่เพื่อรอพบหน้าเฝิงหย่งสักครั้งให้ตัวเองหายคิดถึงก่อนหรอกนะ?!เซี่ยงเหมยรู้บ้างไหมว่าเธอกำลังติดพันกับสามีของตัวเองอยู่ลับหลังน่ะ!”
“เธอพูดไร้สาระอะไรกัน!”ซย่านีกัดริมฝีปาก ก่อนจะกล่าวต่อ “ฉันแค่...ฉันแค่...”
ซย่านีมีท่าทีอ้ำๆ อึ้งๆ แบบนี้ในสายตนของคนอื่นๆก็คิดว่าเธอกำลังรู้สึกผิดขึ้นมาแล้ว หวังซิ่วอิงเหมือนกับมีหลักฐานมัดตัวอยู่ในมือทันใดนั้นเธอก็ก้าวร้าวขึ้นมาอีกครั้งอย่างมั่นใจ เพราะเธอตบตีซย่านีไม่ได้ก็เลยชี้หน้าหญิงสาวแทนและด่ากราดไปด้วย“แกมันตัวอัปยศ นังหญิงแพศยา! แกรีบไสหัวไปเดี๋ยวนี้แล้วอย่ามาเหยียบที่บ้านตระกูลซ่งของพวกเราอีกนะ!”
ซย่านีเห็นว่าไฟเริ่มลุกกระพือได้ที่แล้วเธอก็เตรียมการแสดงละครฉากสุดท้ายเพื่อรีบยุติเรื่องตลกนี้อย่างรวดเร็ว ทว่าจู่ๆนางเอกต้นเรื่องก็ปรากฎตัวต่อหน้าฝูงชนขึ้นมาเสียอย่างนั้น
“ยืนมุงอะไรกันอยู่หรือ?เอ๊ะ พี่เฝิงหย่ง? ซย่านี?” เซี่ยงเหมยขี่รถสามล้อเข้ามาแล้วจอดรถลงข้างๆ ซย่านีกับเฝิงหย่ง
ซ่งเหม่ยอวิ๋นมีท่าทางราวกับเจอสหายร่วมศึกสงครามเธอดวงตาเป็นประกาย เธอรีบคว้าตัวเซี่ยงเหมยไว้แล้วหันไปใส่ไฟซย่านีกับเฝิงหย่งทันที“พี่เซี่ยงเหมยพี่คงยังไม่รู้สินะ ว่าวันนี้ซย่านีนัดเจอกับพี่เฝิงหย่งลับหลังพี่ด้วย!แล้วยังมีอีกนะ พี่รู้ไหมว่าทำไมซย่านีถึงไปบ้านพี่ทุกวันแถมยังอยู่จนดึกดื่นขนาดนั้น? นั่นก็เพราะว่าเธออยู่รอพี่เฝิงหย่งเลิกงานแล้วกลับบ้านน่ะสิ!”
ปากของซ่งเหม่ยอวิ๋นราวกับปืนกลเธอรัวคำพูดออกมาชุดใหญ่ทั้งยังพูดทุกสิ่งที่หลี่เสวี่ยหรูคิดอยู่ในใจออกมาจนหมดทำให้หลี่เสวี่ยหรูยิ้มมุมปากอย่างอดไม่ได้
ทว่าสิ่งที่เหนือความคาดหมายของเธอสองคนก็คือเซี่ยงเหมยกลับไม่ได้โกรธเป็นฟืนเป็นไฟแต่เธอกลับจ้องมองซ่งเหม่ยอวิ๋นราวกับกำลังมองคนเสียสติ แถมยังถามอีกฝ่ายกลับด้วยว่า“เธอเสียสติจนเป็นบ้าไปแล้วหรือ?”
ซ่งเหม่ยอวิ๋นอึ้งไปสักพักก่อนจะพูดขึ้นว่า“อะไรนะ?”
เซี่ยงเหมยหันกลับมาโอบซย่านีไว้พลางมองหน้าหญิงสาวด้วยสีหน้าเห็นอกเห็นใจ“ฉันเพิ่งเคยเห็นแม่สามีกับน้องสามีพยายามสาดโคลนใส่ร้ายลูกสะใภ้กับพี่สะใภ้ของตัวเองเป็นครั้งแรกเลยซย่านี...”
ผู้คนที่ยืนอยู่รอบด้านพากันตกตะลึงเอาแล้วสิเรื่องราวเหมือนจะกลับตาลปัตรไปแล้ว!
ซย่านีหันไปพยักหน้าให้เซี่ยงเหมยเบาๆอย่างไม่ทันสังเกต เซี่ยงเหมยสบตาเธออย่างรู้ทัน จากนั้นเซี่ยงเหมยก็ดันตัวซย่านีมาไว้ด้านหลังเพื่อเป็นการปกป้องกลายๆแล้วกล่าวอธิบายให้ทุกคนฟังว่า “ซย่านีมาที่บ้านของฉันทุกวัน นั่นก็เพราะว่าเธอมาทำงานต่างหากพวกคุณเห็นแค่ว่าซย่านีมาหาฉันที่บ้านแล้วไม่เห็นหรือว่าฉันกับซย่านีมักจะขี่รถสามล้อแบกของหนักๆออกไปข้างนอกบ่อยๆ บ้างเลยหรือไง? เพราะพวกเราสองคนทำการค้าเล็กๆด้วยกันน่ะสิ! การปฏิรูปและเปิดประเทศมาหลายปีแล้ว พวกเราจะตอบรับเสียงเรียกร้องของประเทศแล้วลุกมาทำการค้าเล็กๆน้อยๆ เพื่อพึ่งพาตนเองไม่ได้หรือไง? มันผิดกฎหมายด้วยหรือ?”
ภรรยาของเฝิงหย่งลุกขึ้นมาเป็นพยานเองแล้วจะยังเป็นเรื่องเท็จได้อีกหรือ? ผู้คนรอบด้านที่อยู่รอดูความสนุกก็ส่งเสียงโห่ร้องแล้วพากันตอบว่า“ไม่ผิดๆ!”
ซย่านีกลั้นน้ำตาพร้อมกล่าวขอบคุณ“พี่สะใภ้เซี่ยงเหมย ขอบคุณพี่มากเลยนะคะ หากไม่มีพี่ฉันคงไม่สามารถล้างมลทินได้แล้ว!”จากนั้นเธอก็หันไปมองหวังซิ่วอิงกับซ่งเหม่ยอวิ๋นแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ“พวกคุณ...เพราะพวกคุณไม่ยอมให้ฉันกับลูกกินข้าวที่บ้าน ตัวฉันจะทนหิวกี่มื้อก็ได้ไม่เป็นไรแต่ฉันเป็นแม่คนฉันไม่สามารถปล่อยให้ลูกๆหิวได้หรอก! ตอนนั้นฉันไม่มีเงินในมือเลยจริงๆ จึงได้แต่คิดวิธีหาเงิน...ฉันเกือบจะไปเป็นขโมยอยู่แล้วเชียว!โชคดีที่พี่สะใภ้เซี่ยงเหมยยินดีช่วยเหลือฉัน พวกเราเลยได้ร่วมทำการค้าเล็กๆด้วยกันและทำให้ฉันมีเงินซื้อข้าวให้ลูกๆ กินแต่ว่าแม่กับเหม่ยอวิ๋น...อย่าได้มารังแกกันแบบนี้เลยนะคะ...”
ผู้คนรอบด้านเองก็พากันวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆนานา พร้อมกับมองไปทางหวังซิ่วอิงและซ่งเหม่ยอวิ๋นด้วยสายตาไม่ค่อยดีนักทำให้หวังซิ่วอิงกับซ่งเหม่ยอวิ๋นโกรธเป็นฟืนเป็นไฟแทบอยากจะกระชากใบหน้า‘เสแสร้ง’ ของซย่านีให้ทุกคนได้เห็นว่าใบหน้าที่แท้จริงของหล่อนน่ะเป็นอย่างไร
ซย่านีสูดน้ำมูกแล้วปาดน้ำตาบนใบหน้าออกก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “ฉันทนมามากพอแล้ว”
คำพูดเพียงไม่กี่คำของซย่านีกลับกระแทกใจผู้คนที่พากันมุงดูอยู่ยิ่งนัก
ซย่านีมีสีหน้าไร้ความรู้สึกแต่คำพูดที่เปล่งออกมากลับเหมือนทิ้งระเบิดลงในทะเลสาบ“ฉันรู้ว่าฉันไม่คู่ควรกับบ้านตระกูลซ่งของพวกคุณเพราะงั้นฉันจะหย่ากับซ่งหานเจียงค่ะ”
[1] ไข้หลังคลอด 月子病 หรือ puerperal fever คือภาวะที่สตรีมีไข้หลังคลอดมากกว่าหรือเท่ากับ 38.0 องศาเซลเซียสในช่วง 2 ใน 10 วันแรกหลังคลอด