ณ หมู่บ้านสกุลลู่ที่ตั้งอยู่ห่างไกลจากเมืองหลวงกว่าพันลี้
‘ฮึก!! นี่ิญญาออกจากร่างแล้วหรือ’
‘ เอ๋ ?…..ไม่นะยังรู้สึกเจ็บอยู่’
‘โอ้ย !..ปวดหัวทั้งเวียนหัวแทบจะะเินี่มันอะไรกัน? เกิดอะไรขึ้นกับฉัน ?
‘เสียง…. มีเสียง....เสียงคนมากมายทำไม? อะไร? มันเกิดอะไรขึ้น’
จ้าวอิงรำพึงรำพันอยู่ในใจ พยายามที่จะเปิดเปลือกตาอันหนักอึ้งที่เหมือนไม่ใช่ร่างกายนางเองขึ้นมาอย่างยากลำบากสิ่งแรกที่เห็นคือใบหน้าของเด็กชายคนหนึ่ง เขากำลังร่ำไห้สะอึกสะอื้นดวงตาแดงก่ำ มือปัดป่ายเอาน้ำมูกน้ำตาออกเป็พัลวัน
ความรู้สึกแรกเมื่อเห็นใบหน้านี้คือความปวดใจความเจ็บที่เหมือนถูกเสียดแทงหัวใจ แต่ความเจ็บนี้มาและหายไปอย่างรวดเร็ว
‘นี่มันไม่ใช่ความรู้สึกของฉัน ฉันไม่รู้จักเด็กคนนี้’
หลังจากได้หายใจเข้าออกลึก ๆ ให้อากาศเข้าเต็มปอดสองสามครั้งในที่สุดจ้าวอิงก็ได้พบสาเหตุว่าเกิดอะไรขึ้นกับความรู้สึกและร่างกายของตัวเอง
เมื่อมีิญญาหญิงร่างอ้วนฉุใบหน้าที่มีแต่สิวและรอยแดงทั่วใบหน้ากำลังพยายามที่จะยื่นมือมาจับร่างของนางแต่ไม่สามารถััได้ พร้อมกับร่ำไห้ไปด้วยอยู่ทางซ้ายมือของนางตอนนี้จ้าวอิงรู้ได้ทันทีว่าิญญานี้คือ ‘จ้าวอิงอิง’นั่นเอง
ที่นางรู้จักหญิงอ้วนนางนี้หาใช่เพราะจิตหยั่งรู้แต่อย่างใด แต่มาจากความทรงจำที่กำลังหลอมรวมอยู่ในหัวสมองน้อยๆของนางตอนนี้ และสัญชาตญาณของตัวเอง ใช่แล้วจ้าวอิงสามารถมองเห็นสิ่งลี้ลับได้เป็ความสามารถแต่เดิมที่ติดตามนางมาพร้อมจิติญญามายังโลกใหม่นี้ด้วย
“ท่านแม่ ฮือ ๆ ๆ ๆ”
เสียงเด็กน้อยเรียกนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า มือก็เขย่าตัวนางไปด้วย จากแรงเขย่าอันน้อยนิดของเขาทำให้นางที่กำลังปวดหัวเวียนหัว ก็สำลักเอาน้ำที่ยังคั่งค้างในลำคอและกระเพาะออกมา
“แค่ก ๆ ”
หลังจากสำลักเอาน้ำออกมาแล้ว จ้าวอิงฝืนใช้แรงเฮือกสุดท้ายเปิดปากพูดออกมาได้ในที่สุด
“เสี่ยวเป่า พะ.. พาแม่กลับไปบ้านก่อน”
นางพยายามพูดออกมาแต่ละคำได้อย่างยากลำบากยิ่ง
นางอยากจะสลบไปจริง ๆ จากอาการเวียนหัวโลกหมุนไม่หยุดจนแทบอ้วก มันมามาพร้อมๆ กับความปวดหัว และไหนจะมีภาพความทรงจำที่ยังไหลเวียนมาไม่สิ้นสุดนี่อีก แต่นางรู้ดีว่าหากหมดสติตรงนี้คงจะเป็เื่ที่แย่มากกว่าดีแน่นอน
ระหว่างที่จ้าวอิงกำลังพยายามดิ้นรนอยู่นี้ก็มีชาวบ้านเริ่มมามุงดูมากยิ่งขึ้น แต่แทนที่พวกเขาจะเข้ามาช่วยเหลือนางแต่จีนมุงทั้งหลายกลับมาพร้อม ๆ กับเสียงสาปแช่งและดูิ่สารพัด
แต่ถึงแม้พวกเขาจะไม่ช่วยเหลือนาง จ้าวอิงหาได้สนใจไม่ขอเพียงตอนนี้ให้นางได้กลับไปนอนสักตื่นให้อาการปวดหัวระดับสิบนี้หายไปเสียก่อน
ความพยายามที่จะลุกขึ้นโดยมีเด็กน้อยลูกชายหมาด ๆของนางพยายามช่วยอย่างทุลักทุเล เพราะเด็กชายก็ตัวเล็กนัก ส่วนตัวนางก็อ้วนฉุโดยที่ไม่มีชาวบ้านแม้คนเดียวที่มุงดูอยู่จะเข้ามาช่วยเหลือ
ในที่สุดก็มีเสียงฝีเท้าของคนอีกกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาจ้าวอิงหรี่ตามองก็พบว่าเป็ปู่และย่าของสามีเ้าของร่างนี้นั่นเอง
“ท่านปู่ทวดท่านย่าทวด ช่วยท่านแม่ด้วยท่านแม่ตกน้ำฮือ ๆ ฮึก ๆ”
เสี่ยวเป่ายังคงร้องไห้สะอึกสะอื้นน้ำตาเปรอะเปื้อนจนแทบดูไม่ได้
เมื่อเขาเห็นปู่ทวดย่าทวดและบรรดาคนรู้จักเข้ามาก็ส่งเสียงเรียกเพื่อขอความช่วยเหลือทันที แต่ไม่มีเสียงตอบกลับจากปู่ทวดย่าทวดของเสี่ยวเป่าแม้แต่น้อยกลับมีเสียงจีนมุงดังเป็ระรอก ๆ แทน จ้าวอิงสามารถจับใจความได้เป็บางคำเท่านั้น
‘อ่าเสี่ยวเป่าช่างเป็เด็กดีแท้ ๆ น่าเสียดายมีแม่เยี่ยงนี้’
‘เวรกรรมแท้ ๆ มีแม่แบบนี้ไม่มีดีกว่า’
“………”
จ้าวอิงเงยหน้าขึ้นมองหน้าปู่และย่าของสามีของจ้าวอิงอิง เห็นเพียงความเฉยชาและความเสียดายจากแววตาท่าทางของพวกเขา
นางหัวเราะเยาะตัวเอง นั้นสินะพวกเขาคงเสียดายที่นางไม่ตาย ๆ ไปเสีย ที่มาเพียงเพราะอยากมาดูว่านางตายหรือยังเท่านั้น
จากความทรงจำที่แล่นเข้ามาไม่หยุด ร่างเดิมร้ายกาจขนาดนั้นไม่แปลกที่จะมีแต่คนรังเกียจ แต่คนที่ทุกคนรังเกียจบัดนี้นางกลายเป็ิญญาไปแล้ว นางต่างหากเล่าที่ต้องตามแก้ไขชะตากรรมแทน
คิดแล้วก็อดที่จะหันไปมองผีจ้าวอิงอิงที่ยังเดินตามนางตอนนี้อย่างโกรธเคืองไม่ได้ แม้กระทั่งขณะนี้จ้าวอิงอิงยังไม่รู้ตัวว่าตัวเองนั้นหมดเวรหมดกรรมจากชาตินี้กลายเป็สัมภเวสีไปแล้ว
จ้าวอิงสูดหายใจเข้าลึก ๆ พยายามฝืนสู้กับอาการเวียนหัวแทบอาเจียนพร้อมกับหันไปหาเสี่ยวเป่าลูกชายในนามของนาง กล่าวออกมาอย่างอ่อนแรง
“ไปกันเถิดกลับบ้านเราก่อน แม่ไม่เป็อะไรแล้ว”
เสี่ยวเป่าที่ยังจับแขนของนางไว้อยู่เงยหน้าขึ้นมามองนางด้วยสายตาที่แปลกออกไปเล็กน้อยแต่ก็พยักหน้าให้จ้าวอิง
เอาเถิดตอนนี้หวังให้ใครช่วยคงไม่ได้ ยังต้องพึ่งพาตัวเองก่อนนางเดินโซเซจูงมือเด็กน้อยกลับบ้าน ด้วยเส้นทางที่อยู่ในความทรงจำโดยมิได้หันไปมองปู่และย่าของสามีอีก
แต่พฤติกรรมนี้กลับสร้างความไม่พอใจแก่เหอซื่อผู้เป็ย่าของสามีจ้าวอิงอิงเป็อย่างมาก จนไม่อาจระงับความเกลียดชังได้อีกต่อไป เหอซื่อกล่าวไล่หลังสองแม่ลูกออกมาเสียงดัง
“เสี่ยวเป่าเอ้ย! ไปอยู่กับย่าทวดเถิดรอบิดาเ้ากลับมาย่าทวดจะให้เขาหย่านางเสียเสี่ยวเป่าของย่าจะได้ไม่ต้องทนทรมานเพราะนางมารร้ายนี่อีก”
เหอซื่อพูดพร้อมกับยกมือขึ้นชี้หน้าของจ้าวอิงอิงด้วย
หลังจากเหอซื่อกล่าวประโยคนี้ออกไปทำให้เกิดเสียงวิจารณ์จากชาวบ้านดังระงมขึ้นมาทันที
จ้างอิงก็ชะงักฝีเท้าเช่นกัน แต่ตอนนี้นางไม่มีแรงจะกล่าวอันใดอีกเพราะร่างกายนี้ช่างมีน้ำหนักเยอะเหลือเกินและยังเพิ่งผ่านเหตุการณ์จมน้ำมา อาการปวดหัวจากการหล่อมรวมความทรงจำ ก็ยิ่งทำให้นางไม่มีแรงจะสู้รบกับใครในยามนี้จริงๆ
นางจึงกล่าวด้วยเสียงแหบแห้งว่า
“ไว้รอสามีข้ากลับมาก่อนเถอะหากเขา้าหย่าข้าก็จะไม่ขัดขืน”
จากนั้นจ้าวอิงก็หันไปหาลูกชายอีกครั้ง
“ไปเถิดเสี่ยวเป่ากลับบ้านกัน”
เสี่ยวเป่ามองตานางพลันรู้สึกอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูกเพราะท่านแม่ไม่เคยเรียกชื่อเขาอย่างอ่อนโยนแบบนี้มาก่อนเขากระชับมือแน่นแล้วเดินตามจ้าวอิงไป แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะหันไปบอกปู่ทวดและย่าทวดของเขาว่า
“ท่านย่าทวดข้าจะไปกับท่านแม่ ลาก่อนขอรับ”
แล้วพวกเขาสองแม่ลูกก็เดินออกไป โดยไม่หันมามองกลุ่มคนด้านหลังอีก
หลังจากที่สองแม่ลูกเดินออกไปเสียงนินทาว่าร้ายก็ยังไม่สิ้นสุดตาม
“สมควรแล้วนางน่าไม่อายขนาดนี้ คิดยั่วยวนอาของสามีเช่นนี้ใช้ได้ที่ไหนกันไม่จับนางถ่วงน้ำก็ถือว่าเมตตานางแล้ว”
เสียงของหญิงสูงอายุคนหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มดังขึ้น
“ป้าฮวาอย่าพูดส่งเดชอยากให้จ้าวอิงอิงมาแหกปากท่านหรือไร ไม่มีหลักฐานมีเพียงคำพูดเดียวจากลู่เกาก็เท่านั้น”
หญิงที่พูดกับป้าฮวาคืออวี้ซื่อภรรยาลู่เจียง นางเป็ลูกสะใภ้คนโตของผู้ใหญ่บ้าน
ส่วนป้าฮวาเมื่อได้ยินดังนั้นแม้นางจะไม่ชอบจ้าวอิงอิง แต่ก็ไม่มีความกล้ามากขนาดจะโต้เถียงกับลูกสะใภ้ของบ้านผู้ใหญ่บ้าน และเมื่อนึกถึงหญิงอ้วนอย่างจ้าวอิงอิงรู้สึกขลาดกลัวทันใดเพราะหญิงบ้าจ้าวอิงอิงนางนี้ นางรูปร่างอวบอ้วนมีพละกำลังมากตัวป้าฮวาไม่มีทางสู้แรงนางได้เลย แต่ป้าฮวาก็ยังทำใจดีสู้เสือเพราะนางจะเสียหน้าต่อหน้าชาวบ้านมากมายเช่นนี้ไม่ได้เด็ดขาด
“เห๊อะ ! เ้าไม่เคยได้ยินหรือว่ามีไฟย่อมมีควัน มีควันย่อมมีไฟ อย่าลืมว่านางทำอย่างไรถึงได้แต่งเป็ภรรยาลู่เหวินเหยา”
เหอซื่อที่ยังไม่ไปไหนได้ยินดังนั้น สีหน้าที่แต่เดิมก็บิดเบี้ยวอยู่แล้วก็ยิ่งบึ้งตึงมากขึ้นไปอีก นางตวาดใส่ป้าฮวาทันที
“หุบปากไม่รู้อะไรอย่าพูดส่งเดชมิเช่นนั้นข้าเองนี่แหละจะแหกปากเ้า”
พูดจบเหอซื่อก็เดินสะบัดหน้ากลับไปยังบ้านของนาง ไม่สนใจกลุ่มชาวบ้านและจ้าวอิงอิงอีกแม้แต่เหลนชายนางก็ไม่ไปตามกลับมาเช่นกัน
แต่ลู่ฮ้ายหรือปู่สาม ที่ชาวหมู่บ้านตระกูลลู่แห่งนี้เรียกขานเขาเดินตามสองแม่ลูกไปทิศทางของบ้านลูกชายคนที่สามของเขา แต่ไม่เข้าใกล้สองแม่ลูกนั้นไม่พูดจาเพียงเดินตามห่าง ๆ
ในใจเขาถึงแม้จะไม่ชอบหลานสะใภ้คนนี้ แต่เมื่อนางให้กำเนิดบุตรชายให้ตระกูลลู่ของเขาและไม่ได้ทำผิดร้ายแรงเขาก็ไม่สนับสนุนให้หย่านางแน่นอนเพียงแต่จะสงสารครอบครัวลูกคนที่สามเท่านั้นเพราะเหอซื่อภรรยาเขานั้นลำเอียงรักลูกคนเล็กและคนโตมากกว่าทำให้เ้าสามไม่ได้รับความยุติธรรมเสมอมา
แม้เกิดเื่ที่หลานชายเขาแต่งสะใภ้ที่ร้ายกาจเช่นจ้าวอิงอิงเข้ามาด้วยเหตุไม่คาดฝันรวมกับตอนนั้นเ้าสามาเ็จากการล่าสัตว์ทำให้ต้องพักรักษาตัวและหากจะให้ขาของเขาหายดีก็ต้องใช้เงินรักษาหลายสิบตำลึงแต่เหอซื่อนั้นไม่ยอมจ่ายเงินให้เป็ค่ารักษาแก่เขา อ้างว่าลู่เภาลูกชายคนเล็กต้องเล่าเรียน
หากให้เงินไปรักษาลูกคนที่สามที่าเ็ก็จะเป็การดับอนาคตของน้องชายได้ จนเื่ราวบานปลายใหญ่โตในที่สุดลูกสามคงทนไม่ไหวอีกต่อไปเสนอขอแยกบ้านออกไป
เขาจึงสนับสนุนทันทีและยังแบ่งเงินให้ไปสิบตำลึงเงินยกบ้านเก่าท้ายหมู่บ้านที่ติดชายป่า ห่างไกลจากบ้านของชาวบ้านคนอื่นไกลพอสมควรพร้อมที่ดินสองสามหมู่ที่อยู่ติดบ้านให้ไปทันที โดยไม่รอให้ภรรยาของเขาคัดค้าน
เพราะ้าให้ลูกสามของเขาหลุดพ้นจากการเป็ทาสแรงงานในบ้านเสียทีหวังว่าลูกชายเขาจะเข้าใจความหวังดี ไม่ใช่การลับไล่ไสส่งในยามที่เขาเดือดร้อน
และหลังเหตุการณ์แยกบ้านครั้งนั้นเขาไม่เคยไปเยี่ยมเยือนลูกชายอีกเลยนี่คงเป็ครั้งแรกในรอบปีที่เขาเดินมาไกลถึงบ้านท้ายหมู่บ้านนี้ ........