หลังจากนั้นไม่กี่นาที ถังซิ่วและแม่ก็มาถึงห้องเช่าแห่งหนึ่ง เนื่องจากเหตุผลทางการเงินจึงทำให้พวกเขาไม่มีบ้านอยู่ที่เมืองสตาร์ซิตี้จึงต้องเช่ากระท่อมที่ถูกที่สุดในเขตเก่าของเฮ้อจี้เป็ที่พักชั่วคราว
ในดินแดนแห่งนิรันดร์ ถังซิ่วเคยชินกับการไม่ได้กินอาหารและบางครั้งผ่านไปหนึ่งร้อยปีเขาก็ยังไม่มีปัญหาอะไรเลยจึงทำให้เขาเริ่มเก็บกวาดบ้านทันทีแต่เขาก็ยังทำได้ไม่คล่องเท่าไหร่
หลังจากใช้ความพยายามอยู่พักหนึ่ง ท่าทางไม่ชำนาญของเขาค่อยๆดีขึ้นเรื่อยๆและทำให้ใบหน้าของเขามีรอยยิ้มออกมา
ห้องนี้ไม่ได้ใหญ่มาก มีขนาดประมาณสี่สิบตารางเมตรซึ่งถูกแบ่งออกเป็สี่ห้องคือห้องนั่งเล่นและห้องอาหารซึ่งอยู่ในห้องเดียวกัน พร้อมกับห้องครัว ห้องนอนและห้องอาบน้ำ
เมื่อมองไปบนโซฟาก็พบหมอนที่ดูสะอาดพร้อมผ้าห่มเก่าๆผืนหนึ่งนั่นทำให้เขารู้สึกเศร้ามากเพราะว่าห้องนั้นมันเล็กเกินไปและมีห้องนอนแค่ห้องเดียวซึ่งแม่ของเขาได้ยกให้กับเขาส่วนตัวเธอนั้นไปนอนที่โซฟาแทน แม้ว่าจะเป็่ที่เขาไปโรงเรียนเธอก็ไม่ได้เหยียบเข้าไปในห้องนอนแม้แต่น้อยแต่กลับนอนที่โซฟาตัวนั้น
หลังจากที่ผ่านไปครึ่งชั่วโมง ห้องทั้งหมดก็ถูกเก็บกวาดจนไม่สามารถจำภาพก่อนหน้านี้ได้เลย
เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้าก็เริ่มมืดครึ้มแล้วแต่เขาจำได้ว่าแม่ยังไม่ได้ทานอะไรจึงรีบเข้าห้องครัวไปโดยทันที
ระหว่างที่ถังซิ่วกำลังทำความสะอาดบ้านอยู่นั้น ภายในร้านอาหารของเขาก็ได้เกิดโศกนาฏกรรมขึ้น
ก่อนหน้านี้หยวนชูหลิงที่เพิ่งทำข้อสอบเสร็จได้รีบมาหาถังซิ่วที่ห้องเพื่อร่วมแสดงความยินดีแต่กลับพบว่าถังซิ่วนั้นได้ออกนอกโรงเรียนไปก่อนแล้ว
หยวนชูหลิงรีบตรงไปที่ร้านอาหารเพื่อนบ้านซึ่งเป็ชื่อร้านอาหารของแม่ของถังซิ่วและเมื่อเห็นห้องโถงร้านอาหารที่ถูกทุบเละจนจำไม่ได้แล้วก็ทำให้เขาโทษตัวเองที่ไม่สามารถช่วยพัฒนาชีวิตของถังซิ่วได้
หลังจากที่เขากำลังจะโทรไปเตือนก็ได้ยินเสียงคนคุยกันขึ้นจากภายในห้องครัวจึงรีบตรงไปทางนั้นอย่างรวดเร็ว
ในห้องครัวนั้น เฮ่ยซานไม่ได้รับรู้ถึงการมาของหยวนชูหลิงแม้แต่น้อยและเอาแต่นั่งด่าทอซูหลิงหยุนและถังซิ่วสองแม่ลูกพร้อมกับพูดถึงวิธีการที่จะจัดการกับพวกเขา
เฮ่ยซานได้รับาเ็สาหัสในวันนี้ นอกเหนือจากการที่เขาโดนถังซิ่วทรมานแล้วยังโดนบั่นโฉวหักหลังเข้าอีก นี่ทำให้เขาได้รับความเสียหายทางจิตใจเป็อย่างมากถึงขั้นทำให้ความเกลียดชังบดบังดวงตาของเขา
ระหว่างที่เขากำลังพูดคุยเกี่ยวกับวิธีจัดการสองแม่ลูกนั้น หยวนชูหลิงก็ได้เดินกลับเข้ามาในห้องครัวอีกครั้ง
หลังจากที่เฮ่ยซานสังเกตเห็นหยวนชูหลิงก็พบว่าตอนนี้ในมือของอีกฝ่ายกำลังยกเก้าอี้ฟาดมาทางเขา
ถ้าเป็เขากับอันธพาลคนอื่นในสภาพก่อนหน้านี้นั้น ด้วยประสบการณ์ต่อสู้ที่สะสมมาอย่างยาวนานก็ทำให้หยวนชูหลิงไม่สามารถทำอะไรพวกเขาได้อย่างแน่นอน แต่ทว่ามันช่างโชคร้ายที่เขาโดนถังซิ่วหักแขนทั้งสองข้างส่วนอันธพาลอีกคนนั้นก็กระดูกซี่โครงหักไปหลายซี่ถึงได้ทำให้ตอนนี้คนธรรมดาก็สามารถจัดการเขาได้อย่างง่ายดาย
นับประสาอะไรกับหยวนชูหลิงที่ตัวโตยังกับโคั์
หลังจากที่หยวนชูหลิงใช้เก้าอี้ทุบไปที่พวกเขาอยู่พักหนึ่ง มือของเขาก็ได้หยุดลงแต่ตอนนี้เฮ่ยซานและอันธพาลอีกคนก็ได้หมดสติไปแล้วและเืสาดกระจายไปทั้งตัวของพวกเขาจนไม่มีเค้าโครงเดิมเหลืออยู่เลย
“ฉัน...นี่ฉันฆ่าคนไปแล้วรึ?”
หลังจากที่ได้ระบายความโกรธภายในหัวใจนั้น เมื่อได้เห็นฉากตรงหน้าก็ถึงกับทำให้เขาหน้าซีดลงอย่างมากพร้อมกับรีบวิ่งหนีไป
เกือบจะทันทีหลังจากที่หยวนชูหลิงออกไปแล้ว บั่นโฉวและดิ่งซี่ก็ได้กลับมาที่ร้านอาหารและเมื่อเห็นรอยเท้าเปื้อนเืเป็ทางมาจากห้องครัวก็ทำให้พวกเขารีบกระโจนเข้าไปโดยทันที
ดิ่งซี่ที่อยู่ข้างหลังบั่นโฉวนั้นสามารถที่จะเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้นทันที เมื่อเขาเห็นฉากตรงหน้าที่เืกระจายไปเต็มพื้นที่พร้อมร่างของเฮ่ยซานและอันธพาลอีกคนที่นอนอยู่อย่างแน่นิ่งก็ทำให้เขาหน้าซีดเป็อย่างมาก
“เร็ว! พวกเขายังพอมีลมหายใจอยู่ รีบๆโทรเรียกรถพยาบาลเร็ว!”
เมื่อได้ตรวจสอบอาการของทั้งสองคนแล้วก็พบว่าพวกเขายังมีลมหายใจเหลืออยู่จึงรีบะโสั่ง
เมื่อได้ยินว่าเฮ่ยซานยังมีชีวิตอยู่ก็ทำให้พวกเขาโล่งใจเป็อย่างมากแต่เมื่อได้เห็นสภาพของอีกฝ่ายแล้วก็ทำให้รู้สึกโชคดีในเวลาเดียวกัน
คนอื่นๆรู้ว่าในตอนที่เขาเลือกติดตามบั่นโฉวออกไปนั้นเป็ทางเลือกที่ถูกต้องเพราะถ้าหากว่าพวกเขายังคงติดตามเฮ่ยซานต่อไป สภาพของพวกเขาก็คงไม่ต่างไปจากอีกฝ่ายในตอนนี้
“บั่นโฉว ใครกันที่เป็คนทำร้ายเฮ่ยซานถึงขั้นนี้ นี่เป็การทำร้ายที่หมายเอาชีวิตของเขาเลยนะ”
เมื่อเห็นสภาพของทั้งสองที่นอนจมกองเือยู่นั้นก็ทำให้ดิ่งซี่เกิดคำถามขึ้นพร้อมเอ่ยปากถามออกมา
ดิ่งซี่รู้ว่าถ้าพวกเขามาไม่ทันเวลา ทั้งสองคนนี้จะต้องตายอยู่ที่นี่อย่างแน่นอน
เมื่อได้ยินคำพูดของดิ่งซี่ก็ทำให้ตัวเขานึกถึงภาพของถังซิ่วที่ทำให้ร่างกายของเขาเริ่มสั่นกลัวและไม่กล้าที่จะพูดอะไรอีก
แม้ว่าดิ่งซี่จะไม่พูดอะไรออกมแต่คนอื่นๆก็สามารถที่จะเดาได้ว่าใครเป็คนทำ
ข้างนอกร้านอาหารนั้น หลังจากที่หยวนชูหลิงวิ่งไปได้พักหนึ่งก็อดไม่ได้ที่จะรีบวิ่งกลับมาดูแต่เมื่อเห็นผู้คนกำลังเข้าไปในร้านก็ทำให้เขาได้แต่รออยู่ห่างๆก่อนที่จะจากไป
เขตเก่าของเฮ้อจี้
หลังจากที่ใช้เวลาอยู่เกือบหนึ่งชั่วโมง ถังซิ่วก็เตรียมอาหารไว้เต็มโต๊ะพร้อมใบหน้าที่ยิ้มแย้ม
ในการที่จะทำอาหารบนโต๊ะนี้ได้นั้น ถังซิ่วได้เดินไปซื้อของที่ร้านค้ากลับมา ครั้งแรกที่เข้าไปที่ร้านค้าก็ได้ซื้อมาแค่ผักธรรมดาแต่หลังจากที่ได้ตรวจสอบสภาพร่างกายของแม่ก็พบว่ามีโรคมากมายซ่อนเร้นอยู่ในร่างกายเธอจึงได้ไปซื้อสมุนไพรและโสมแดงกลับมา
เมื่อได้ชิมรสชาติอาหารว่าไม่มีอะไรผิดไปก็ได้เดินไปที่ห้องนอนเพื่อที่จะปลุกแม่ของเขา
“ซิ่วน้อย เราอยู่ในร้านอาหารไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมจู่ๆถึงมาโผล่ที่บ้านแถมแม่ยังเผลอหลับด้วยล่ะ?”
หลังจากที่ซูหลิงหยุนตื่นขึ้นนั้นก็ได้เอ่ยปากถามถังซิ่วด้วยความงุนงง
“แม่ครับ ่หลายวันที่ผ่านมานี้แม่เหนื่อยล้าเกินไปและเมื่อผนวกกับความโกรธจึงทำให้ได้รับผลกระทบทางจิตใจจนเป็ลมไปครับ”
ถังซิ่วตอบแบบอมยิ้ม
“แม่ครับ เื่ที่เกิดขึ้นในร้านอาหารนั้นได้ถูกจัดการแล้ว หลังจากที่ผมขอร้องไปก็ทำให้พวกเขาสัญญาว่าจะไม่มาก่อกวนร้านเราอีกแล้ว และจะซ่อมแซมร้านให้กับเราด้วย”
ไม่จำเป็ที่จะต้องให้แม่เขาเอ่ยปาก เขาได้ตอบคำถามทั้งหมดที่ค้างคาใจแม่เขาอยู่
ซูหลิงหยุนที่ได้ยินคำพูดนั้น เธอก็รีบดึงถังซิ่วเข้ามาเพื่อตรวจดูว่าเขาไม่ได้รับาเ็ตรงไหนและหลังจากที่ยืนยันได้แล้ว เธอพูดด้วยใบหน้าที่ไม่อยากจะเชื่อว่า
“เฮ่ยซานและลูกน้องของเขานั้นกัดใครไม่เคยปล่อย เป็ไปได้ไงที่พวกเขาจะปล่อยร้านของเราไป?”
“แม่ครับ ตอนที่พวกเขาไม่สนใจผมนั้น ผมได้หยิบนามบัตรของเ้าหน้าที่ตำรวจเฉิงเสวี่ยเหม่ยออกมาและทำให้พวกเขากลัวผมเหมือนลูกหนูที่กำลังเห็นแมวเลยล่ะครับ พวกเขากลัวว่าผมจะแจ้งตำรวจดังนั้นนอกจากที่พวกเขาจะช่วยซ่อมแซมร้านแล้วก็ยังได้ให้เครื่องประดับมากับผม...”
เพื่อให้แม่ได้รู้สึกสบายใจ เขาจึงได้แต่งเื่ขึ้น
สิ่งที่ทำให้ถังซิ่วในั่นคือ ความสามารถในการแต่งเื่ของเขานั้นเก่งไม่ธรรมดา ถึงขั้นขนาดตัวเขาเองยังเชื่อเลย นับประสาอะไรกับแม่ของเขากัน
“ซิ่วน้อย ลูกนี่มันฉลาดจริงๆ แม่จะหาเวลาไปพบเ้าหน้าที่เฉิงเสวี่ยเหม่ยเพื่อเลี้ยงข้าวพวกเขา”
ซูหลิงหยุนมองถังซิ่วด้วยแววตาที่เอ็นดูพร้อมลูบไปที่หัวเขา
“แม่ครับ เื่อื่นค่อยพูดทีหลัง แต่ตอนนี้เรากินข้าวกันก่อนที่มันจะหายร้อนดีกว่า”
หลังจากที่ถังซิ่วเห็นว่าแม่กำลังจะพูดอะไรต่อ เขาก็รีบเรียกให้แม่ไปกินข้าว
“ดีเหมือนกัน แม่จะไปทำอาหารมา...อาหารมากมายพวกนี้มาได้ไง ลูกไปเอามันมาจากไหน?”
ซูหลิงหยุนที่กำลังจะเดินเข้าห้องครัวไปก็ได้เห็นอาหารที่ถูกจัดวางไว้เต็มโต๊ะจึงได้เอ่ยปากถามขึ้นด้วยเสียงที่ใ
“แม่ครับ อาหารพวกนี้ผมใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงในการจัดเตรียมมัน ไม่รู้ว่าแม่จะชอบไหม แม่ลองชิมดูก่อนสิ?”
ถังซิ่วจูงมือแม่มานั่งพร้อมตักผักเต็มถ้วยมาให้เธอด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น
เขาได้ทำอาหารไว้สี่อย่างซึ่งล้วนเป็อาหารบำรุงสุขภาพทั้งหมด
เมื่อได้กลิ่นอาหารที่ยั่วน้ำลายนั้น มือของซูหลิงหยุนก็ได้ตวัดไปมาขณะที่ยัดข้าวเข้าปากเหมือนหมาป่าที่หิวโหย
“แม่ครับ ทานช้าๆสิ เดี๋ยวก็สำลักหรอก ถ้าอาหารบนโต๊ะนี้ไม่พอเดี๋ยวผมไปทำมาเพิ่ม”
เมื่อเห็นท่าทางการกินของแม่นั้นก็ทำให้เขารู้สึกถึงความสำเร็จเป็อย่างมาก หมือนความรู้สึกดีใจตอนที่เขาตัดผ่านระดับชั้นของการบ่มเพาะได้
“ซิ่วน้อย ลูกจะนั่งนิ่งอยู่ทำไม มาทานด้วยกันสิ”
หลังจากที่ซูหลิงหยุนทานมูมมามอยู่พักหนึ่ง ก็ได้เห็นลูกจ้องมองมาที่เธออย่างจดจ่อ ทำให้หน้าของเธอแดงด้วยความอับอายพร้อมเอ่ยปากเรียกออกมา
“ดี งั้นเรามาทานด้วยกัน”
เมื่อเห็นท่าทางการกินที่มูมมามของแม่แล้ว เขาอดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้ พร้อมกับทานข้าวไปพร้อมกับเธอ
เมื่อแม่และลูกกำลังทานข้าวกันอย่างมีความสุขนั้น หน้าประตูก็ได้เกิดเสียงดัง ‘ปัง’ ขึ้น ทำให้ทั่วทั้งบ้านสั่นไหวพร้อมชายร่างโตสามคนใส่สูทและรองเท้าหนังเดินเข้ามาด้วยท่าทางข่มขู่
เมื่อกวาดสายตาไปที่ซูหลิงหยุนและถังซิ่วสองแม่ลูกที่กำลังนั่งทานข้าวกัน ชายผมเกรียนก็ยิ้มออกมาพร้อมยกขาขึ้นเตะไปที่โต๊ะไม้นั้น
ได้ยินแค่เสียง ‘เปรี้ยง’ โต๊ะไม้นั้นส่ายไปมา อาหารทั้งหมดลอยขึ้นไปบนฟ้า
“มีปัญญาซื้อข้าวมากินแต่ไม่มีปัญญาจ่ายหนี้ นี่มันหมายความว่ายังไงกัน เห็นพวกฉันเป็ตัวตลกงั้นเหรอ?”
หลังจากนั้นชายผมเกรียนก็คำรามพร้อมเหวี่ยงฝ่ามือมาเพื่อจะตบหน้าของซูหลิงหยุน