ผู้าุโเว่ยคือผู้ที่ได้รับมอบหมายในการจัดการสอบเลื่อนระดับจากศิษย์สายนอกให้กลายเป็ศิษย์สายในหลายวันมานี้มันต้องทำงานอย่างหนักเพื่อที่จะวางแผนสร้างด่านทดสอบต่างๆให้เหมาะสมกับจำนวนและระดับพลังของศิษย์ที่จะเข้าร่วมการทดสอบด้วยความเหน็ดเหนื่อยและวุ่นวายทำให้มันหลีกเลี่ยงที่จะพบเจอกับลูกศิษย์ของนิกายที่พยายามเข้าหาเพื่อติดสินบนสำหรับการทดสอบที่กำลังจะเกิดขึ้น
อย่างไรก็ตามมีศิษย์บางคนที่มันไม่สามารถหลบหน้าได้โดยเฉพาะศิษย์สายในที่โดดเด่นและมีโอกาสที่จะได้เลื่อนเข้าไปอยู่ในทำเนียบศิษย์หลักอย่างฉินจีมันเองก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดศิษย์สายในผู้นี้ถึงได้ลงทุนมาหามันทั้งที่นางไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับการสอบของมันแม้แต่น้อย
“ผู้าุโเว่ย รบกวนท่านมาพบข้าใน่เวลานี้ข้าเกรงใจจริงๆ”ฉินจีเอ่ยทักทายอย่างนอบน้อม
ผู้าุโเว่ยยิ้มก่อนจะตอบว่า “ไม่จำเป็ต้องเกรงใจ ฉินเอ๋อเ้าเป็ถึงศิษย์สายในอันดับหนึ่งและกำลังจะได้เข้าเป็ศิษย์หลักเมื่อถึงตอนนั้นตำแหน่งของเ้าก็ไม่นับว่าด้อยกว่าข้า มีสิ่งใดให้ข้าช่วยเหลือข้าย่อมไม่ปฏิเสธ”
ฉินจีเผยรอยยิ้มหวานก่อนจะผายมือไปทางเด็กหนุ่มที่ติดตามนางมา“ผู้าุโ ศิษย์น้องผู้นี้มีนามว่าซ่งไป่หลางอันที่จริงก่อนหน้านี้เกิดปัญหาบางอย่างขึ้นทำให้เขาถูกลดขั้นไปเป็ผู้รับใช้ข้าอยากให้ท่านช่วยรับรองสถานะของเขาในฐานะศิษย์สายนอกเพื่อที่เขาจะได้มีสิทธิ์เข้าร่วมการสอบในครั้งนี้”
“เขาน่ะหรือ ถูกลดขั้นเป็ผู้รับใช้” ผู้าุโเว่ยอุทานด้วยความตกตะลึง ั้แ่ตอนที่เด็กหนุ่มผู้นี้ติดตามฉินจีเข้ามามันก็ประเมินระดับของเด็กหนุ่มเอาไว้ก่อนแล้วยังนึกชมเชยว่าเด็กหนุ่มอายุเพียงสิบห้าถึงสิบหกปีกลับมีพลังถึงระดับเจ็ดก่อกำเนิดแต่มันกลับไม่คุ้นหน้าเอาเสียเลย เมื่อได้ฟังคำของฉินจีกลับกลายเป็รู้สึกงงงันเหตุใดเด็กที่มีพร์เช่นนี้จึงได้กลายเป็ผู้รับใช้ของนิกายได้เล่า
“ผู้าุโ ข้าซ่งไป่หลางเดิมทีก่อนหน้านี้มีพลังเพียงระดับสามก่อกำเนิด จึงถูกนิกายมอบตำแหน่งผู้รับใช้แต่ด้วยการช่วยเหลือของศิษย์พี่ฉิน ข้าฝึกฝนจนพัฒนาอย่างรวดเร็วศิษย์พี่ฉินเอ่ยว่าข้าน่าจะมีคุณสมบัติพอสำหรับเป็ศิษย์สายนอกและยังมีโอกาสสอบเลื่อนตำแหน่งเป็ศิษย์สายในได้ ข้าจึงติดตามศิษย์พี่ฉินมาหาท่าน” ซ่งไป่หลางเอ่ยออกมาอย่างนอบน้อม ทั้งยังยกความชอบในการพัฒนาของเขาให้แก่ฉินจีเพื่อไม่ให้ถูกสงสัยและถูกเพ่งเล็งมากเกินไป
“ระดับสามกลับกลายเป็ระดับเจ็ดก่อกำเนิด โฮ่ๆนับว่ามีพร์ไม่เลวทีเดียว ได้สิด้วยพลังและอายุของเ้านับว่ามีคุณสมบัติมากเกินพอสำหรับศิษย์สายนอกข้าจะให้เ้าเข้าร่วมการสอบด้วย”ผู้าุโเว่ยหัวเราะพลางเอ่ยชมเชย
“ขอบคุณผู้าุโเว่ย” ทั้งสองเอ่ยออกมาพร้อมกันก่อนที่ฉินจีจะเอ่ยต่อว่า “เช่นนั้นพวกข้าไม่รบกวนท่านแล้วศิษย์น้อง ตามมาข้าจะพาเ้าไปจัดหาที่พักสำหรับศิษย์สายนอก”
ผู้าุโเว่ยมองตามร่างของคนทั้งสองก่อนจะถอนหายใจออกมาพลางเอ่ยเรียก “มู่เอ๋อเ้าได้ยินข้าหรือไม่”
“อาจารย์ ศิษย์อยู่ที่นี่แล้ว” สิ้นคำของผู้าุโเว่ยร่างเงาบอบบางปรากฏตัวขึ้นด้านหลังของมันก่อนจะย่อตัวลงคารวะอย่างงดงาม
“มู่เอ๋อข้ารู้ดีว่าเ้ากำลังยุ่งกับการฝึกฝนเพื่อเข้าร่วมสอบเลื่อนระดับแต่ข้าขอไหว้วานให้เ้าช่วยเหลือข้าเล็กน้อยสืบหาประวัติของซ่งไป่หลางผู้นี้ให้กับข้าหน่อย”
ร่างบอบบางย่อตัวลงอีกครั้งก่อนจะเลือนหายไปอย่างรวดเร็วผู้าุโเว่ยเหม่อมองอย่างครุ่นคิด “เด็กหนุ่มผู้นี้เป็คนตระกูลซ่งเป็ไปได้หรือที่จะเป็เพียงผู้รับใช้หรือเป็เพราะมันด้อยพร์จนแม้แต่ตระกูลยังคิดละทิ้งทว่าสิ่งที่ข้าเห็นยืนยันได้เป็อย่างดีว่ามันไม่ใช่ผู้ด้อยพร์ อย่างไรข้าควรจะสืบสาวเื่ของมันให้ชัดเจนเสียหน่อย”
อันที่จริงฉินจีไม่จำเป็ต้องพาซ่งไป่หลางมาหาที่พักเองก็ได้แต่เพราะนางรู้ว่าเด็กหนุ่มไร้ซึ่งมิตรและคนรู้จักในบรรดาศิษย์ของนิกายนอกจากนางดังนั้นนางจึงเป็ห่วงเขาไม่น้อย แต่หากให้นางเป็คนออกหน้าต่อให้เป็ศิษย์สายนอกอันดันหนึ่งก็ยังต้องช่วยจัดหาที่ทางให้กับซ่งไป่หลาง
ในที่สุดซ่งไป่หลางได้พักในห้องพักธรรมดาๆห้องหนึ่งในเขตศิษย์สายนอกเ้าของคนเก่านั้นเลื่อนขั้นเป็ศิษย์สายในั้แ่ปีที่แล้วจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีผู้ใดมาจับจองเป็เ้าของใหม่จึงทำให้ซ่งไป่หลางสามารถใช้ห้องพักนี้ได้อย่างไม่มีปัญหา
ทว่าเมื่อเข้ามาถึงด้านในห้องซ่งไป่หลางกลับพบว่ามีตัวอักษรขนาดเล็ก ถูกสลักเอาไว้บนผนังห้องด้วยคมดาบเห็นได้ชัดว่าผู้สลักมีฝีมือดาบดีเยี่ยมยิ่ง ลายมือประณีตบรรจง น้ำหนักแสดงออกถึงความหนักแน่นและนุ่มนวลผสมผสานกันอย่างลงตัว
“ลมหายใจข้าคือดาบแห่งข้าตราบใดยังมีลมหายใจข้ายังถือดาบในมือ”
ซ่งไป่หลางสูดลมหายใจรู้สึกได้ถึงจิติญญาของผู้ที่สลักถ้อยคำเหล่านี้เมื่อมองลงไปยังเห็นชื่อ ‘สู่จิงลี่’ สลักเอาไว้ด้วย แม้ไม่รู้จักกันแต่จิตใจของซ่งไป่หลางกลับรู้สึกเคารพและยกย่องสู่จิงลี่ผู้นี้อย่างไม่อาจหักห้าม
“ต้องเป็คนประเภทใดกันจึงจะมีจิติญญาแห่งดาบที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้”
เซี่ยหยางที่ได้เห็นตัวอักษรเหล่านี้หัวเราะออกมา“เ้าหนูตื่นเต้นเกินไปแล้ว จริงอยู่ว่าคนที่เขียนข้อความนี้มีจิติญญาและความมุ่งมั่นในเชิงดาบแต่ในแง่ของความสามารถยังนับว่าอ่อนด้อยนัก ไม่ถึงขั้นคู่ควรกับการได้รับคำชมเชยหรอก”
ซ่งไป่หลางถอนหายใจออกมา “สำหรับอาจารย์ก็คงเป็เช่นนั้นแต่ถึงอย่างไรข้าก็ยังรู้สึกนับถือคนผู้นี้อยู่ดี”
“เอาเถอะไว้เ้าเติบโตได้เห็นโลกมากกว่านี้เ้าก็จะเข้าใจสิ่งที่ข้าพูด” เซี่ยหยางได้แต่เอ่ยอย่างจนใจ
แม้ว่าการกลับมาของซ่งไป่หลางจะเป็ไปอย่างเรียบง่ายและเงียบเชียบภายใต้การจัดการของฉินจีทว่ายังมีคนกลุ่มหนึ่งที่จับตามองค้นหาข่าวสารเกี่ยวกับการสอบเลื่อนระดับตลอดเวลาในบรรดาคนเ่าั้ มีผู้ที่รู้ถึงการติดต่อระหว่างฉินจีและผู้าุโเว่ย ดังนั้นภายใต้การสืบค้นข้อมูลของคนเหล่านี้ในที่สุดข่าวลือเื่ซ่งไป่หลางก็เริ่มถูกล่วงรู้โดยศิษย์สายนอกคนอื่นๆจนได้
อย่างไรก็ตามเป็เพราะว่าการค้นหาข้อมูลของซ่งไป่หลางไม่สามารถทำได้ง่ายนักกว่าที่หลายๆคนจะรู้ตัววันแห่งการสอบก็ได้มาถึงเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
“อันใดนะ ซ่งไป่หลาง” ซ่งชางหยางแค่นเสียงคำรามความรู้สึกเต็มไปด้วยสับสนงุนงงทั้งยังโกรธเกรี้ยว มันมั่นใจว่าตนเองสังหารซ่งไป่หลางไปแล้วเมื่อครึ่งปีก่อนแต่บัดนี้ชื่อนี้กลับหวนมาอีกครั้ง ทั้งยังมาในรูปแบบที่ต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง
เดิมทีหากแม้ว่าซ่งไป่หลางยังมีชีวิตรอดและหวนกลับมาจริงซ่งชางหยางคงไม่คิดจะให้ความสนใจอีกนั่นเพราะระดับของคนทั้งสองห่างกันมากเกินไป ทว่าซ่งไป่หลางกลับกลายเป็ผู้ที่มีพลังระดับเจ็ดก่อกำเนิดเื่นี้ได้สร้างความรู้สึกไม่เชื่อถือทั้งยังวุ่นวายใจให้กับซ่งชางหยางอย่างมาก
“นี่มันเป็ไปได้หรือ ข้อมูลของเ้าคงผิดพลาดมากกว่า” ซ่งชางหยางยังเลือกที่จะไม่เชื่อถือ
“พี่ซ่ง ข้ามั่นใจข้อมูลนี้ไม่มีทางผิดพลาดเพราะเดิมทีข้าเองก็ไม่เชื่อถือเช่นกัน ถึงขั้นสืบซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนในที่สุดก็รู้ว่าเื่นี้เป็เื่จริงข้าถึงกล้าเอามาบอกต่อท่าน”ลูกน้องของซ่งชางหยางรู้สึกหวาดกลัวเป็เพราะเมื่อครึ่งปีก่อนมันเป็หนึ่งในผู้ที่รุมทำร้ายซ่งไป่หลางจนสาหัสปางตาย เวลานี้ซ่งไป่หลางกลับมาพร้อมกับพลังที่แข็งแกร่งหาก้าแก้แค้นตัวมันจะมีปัญญาต่อต้านได้อย่างไร
“ฮึ่ม ก็แค่เศษขยะของตระกูล จะมีความสำคัญอันใดกันสิ่งที่ข้าต้องสนใจตอนนี้ก็คือการสอบเลื่อนระดับต่างหาก” ซ่งชางหยางแค่นเสียงพยายามเปลี่ยนเื่เพื่อดึงความสนใจของตัวเองกลับไปอยู่ที่การสอบอีกครั้ง
“พี่ซ่งกล่าวถูกต้องท่านไม่จำเป็ต้องสนใจซ่งไป่หลาง เดิมทีมันก็ไม่มีสิ่งใดเทียบเคียงท่านได้” แม้จะหวาดกลัวอยู่มากแต่ลูกน้องผู้จงรักภักดีก็ยังเลือกที่จะเอาใจลูกพี่ของตนอย่างเต็มที่
“ไป ตามข้าไปยังสนามสอบ”แม้ว่าลูกน้องของซ่งชางหยางจะไม่ได้เข้าร่วมการสอบด้วยแต่การนำพากลุ่มลูกน้องจำนวนมากติดตามไปยังสนามสอบก็สามารถทำให้บารมีของตนเพิ่มพูนได้มากขึ้นซ่งชางหยางจึงเลือกพากลุ่มลูกน้องติดตามไปยังสนามสอบด้วยหวังข่มขู่ผู้คนที่เป็คู่แข่งของตน
‘ซ่งไป่หลาง หากไม่พบเจอก็ว่าไปอย่างแต่หากเราพบเจอกันในการประลอง ข้าจะทำให้เ้าต้องเสียใจที่ยังมีชีวิตอยู่’ ดวงตาของซ่งชางหยางทอประกายวาวโรจน์
ที่สนามสอบจำนวนผู้เข้าสอบในปีนี้มีจำนวนมากถึงสามพันคนทว่าในบรรดาคนเหล่านี้ผู้ที่จะได้เลื่อนขั้นเป็ศิษย์สายในมีเพียงแค่หนึ่งร้อยคนเท่านั้น คนที่เหลือจะต้องกลับไปฝึกฝนพร้อมกับความผิดหวังและกลับมาสอบใหม่อีกครั้งในปีหน้า นี่เป็เื่ที่เกิดขึ้นเป็ประจำทุกปีอยู่แล้ว
ผู้าุโเว่ยและผู้ช่วยอีกสามคนยืนรออยู่บนแท่นใจกลางลานกว้างของสนามประลองหลังจากตรวจสอบว่าผู้เข้าสอบทุกคนมาถึงสนามประลองแล้วเขาจึงเริ่มประกาศ
“ข้าผู้าุโได้รับมอบหมายจากเ้านิกายให้มาคุมการสอบเลื่อนระดับในครั้งนี้ พวกเ้ามีทั้งหมดสามพันสองร้อยสี่สิบหกคนจะมีเพียงหนึ่งร้อยคนที่ได้เข้าสู่ทำเนียบศิษย์สายใน จงฟังรายละเอียดเกี่ยวกับการทดสอบในครั้งนี้ให้ดี” กล่าวจบก็กวาดสายตามองไปยังผู้ช่วยของตนให้เป็ผู้สานต่อการอธิบาย
ผู้ช่วยคนหนึ่งพยักหน้าแล้วกล่าวออกมาว่า“การสอบครั้งนี้จะมีทั้งหมดสามด่านด่านแรกคือสนามพลังเขี้ยววายุ พวกเ้าทุกคนจะต้องฝ่าเข้าไปในด่านเขี้ยววายุและเอาชีวิตรอดไปจนถึงปลายทางเพื่อเข้าสู่ด่านต่อไปผู้ใดที่รู้ตัวว่าไม่สามารถฝ่าไปได้ไหวจงใช้ลูกแก้วเคลื่อนย้ายตำแหน่งที่ได้รับจากการลงทะเบียนเพื่อออกจากการทดสอบซะไม่เช่นนั้นข้าจะไม่รับรองชีวิตของพวกเ้า”
“ด่านที่สองคือด่านวังวนอสูรร้ายสิ่งที่พวกเ้าต้องทำก็คือการจัดการกับสัตว์ปีศาจระดับหนึ่งที่จะปรากฏตัวขึ้นและค้นหาเส้นทางไปสู่ด่านสุดท้ายเช่นกันหากคิดว่าไม่สามารถผ่านได้ก็จงใช้ลูกแก้วเคลื่อนย้ายตำแหน่งซะ”
“และสุดท้าย ด่านประลองแห่งจิติญญา พวกเ้าที่เหลือรอดจากการทดสอบสองด่านแรกจะได้รับคะแนนขึ้นอยู่กับความเร็วในการผ่านด่านและจำนวนสัตว์ปีศาจที่สังหารและในด่านที่สามพวกเ้าจะต้องประลองกันโดยใช้คะแนนนี้เป็เดิมพัน แต่ละคนจะมีโอกาสสู้สิบครั้งทุกชัยชนะคือสิบแต้มสำหรับการเลื่อนขั้นผู้ที่มีแต้มสูงสุดหนึ่งร้อยคนจะผ่านเข้าสู่การเป็ศิษย์สายใน และคนที่มีคะแนนสูงที่สุดจะได้รับรางวัลพิเศษ”
ด่านในการทดสอบของปีนี้นับว่าไม่แตกต่างจากปีก่อนๆมากนักโดยเฉพาะการที่จบลงด้วยการประลองซึ่งมักจะเป็รอบที่ได้รับการจับตาดูจากผู้คนในนิกายมากที่สุดเนื่องจากผู้ที่จะผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายได้มักจะเป็ผู้เหลือรอดที่มีความโดดเด่นมากที่สุดในบรรดาศิษย์สายนอกทั้งหมด
การสอบได้เริ่มต้นขึ้นผู้เข้าสมัครทั้งหมดมุ่งหน้าไปยังสนามพลังเขี้ยววายุซึ่งเป็มิติขนาดใหญ่มากพอที่จะบรรจุคนได้นับหมื่นซ่งไป่หลางยืนอยู่ท่ามกลางผู้คนกวาดสายตามองผ่านสนามสอบด่านแรกก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมา
“สมแล้วที่ขึ้นชื่อว่าสนามพลังเขี้ยววายุ คมมีดสายลมฟาดฟันไปทั่วพื้นที่ทั้งบนพื้นดินและท้องฟ้าถึงแม้จะมองเห็นปลายทางอยู่แต่การจะผ่านไปได้นั้นคงไม่ง่ายแน่”
ประตูสู่ด่านถัดไปนั้นอยู่หากจากจุดเริ่มต้นถึงยี่สิบลี้เนื่องจากไม่มีสิ่งกีดขวางอยู่เลยจึงทำให้มองเห็นปลายทางได้อย่างชัดเจน ทว่านอกจากจุดที่เหล่าผู้สมัครยืนอยู่ในตอนนี้หากก้าวเท้าออกไปเพียงไม่กี่สิบก้าวก็จะพ้นออกจากเขตปลอดภัยและต้องเผชิญหน้ากับสนามพลังเขี้ยววายุในทันที
“ไม่จำเป็ต้องกังวลเ้าหนู เขี้ยววายุเหล่านี้อาจจะทำอันตรายผู้มีพลังระดับเจ็ดก่อกำเนิดทั่วไปได้แต่กับเ้านั้นนับเป็อีกเื่แม้จะยังมีพลังเพียงขั้นเจ็ดแต่ความหนาแน่นของพลังในกายเ้าบวกกับพลังของิญญาวารีศักดิ์สิทธิ์พลังของเ้าสามารถต่อกรได้กระทั่งระดับสิบก่อกำเนิด หรือก็คือไม่มีผู้ใดในขั้นก่อกำเนิดที่สามารถดูถูกเ้าได้อีกแล้วในเวลานี้ไปเถอะ คมเขี้ยววายุไม่ใช่สิ่งที่เ้าต้องระวังหรอก” เซี่ยหยางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสบายๆ
“อาจารย์ถ้าหากข้าผ่านไปเลยมันจะไม่โดดเด่นเกินไปหรือ” ซ่งไป่หลางถามอย่างไม่มั่นใจ
“โดดเด่นสิดี ข้าสนใจรางวัลพิเศษสำหรับอันดับหนึ่งไม่น้อยหากมันเป็วิชาลับของนิกายเ้าข้าอาจดัดแปลงให้มันกลายเป็วิชาขั้นสูงกว่าเดิมได้เ้าจะได้ฝึกวิชาอื่นเพิ่มนอกเหนือจากฝ่ามือบัว์และท่าเท้าแปดบัวดารา”
ซ่งไป่หลางพยักหน้าในเมื่ออาจารย์เอ่ยเช่นนี้มันก็ไม่คิดกังวลอันใดอีก ซ่งไป่หลางสูดลมหายใจย่อกายลงก่อนจะพุ่งทะยานร่างฝ่าเข้าไปในสนามพลังคมเขี้ยววายุ
“ผู้ใดกัน”เหล่าผู้สมัครสอบต่างอุทานออกมายามนี้ไม่ว่าจะเป็ระดับหกหรือเจ็ดก่อกำเนิดต่างก็ต้องใช้เวลาในการสังเกตความอันตรายของคมเขี้ยววายุให้ละเอียดก่อนจึงจะเริ่มเคลื่อนไหวแต่กลับมีคนใจร้อนพุ่งทะยานออกไปคนแรกสร้างความตื่นใต่อผู้คนอย่างมาก
“เฮอะ ก็แค่คนอวดเก่ง ดียิ่งนักข้าจะได้ประเมินระดับความอันตรายของคมเขี้ยววายุง่ายขึ้น”หนึ่งในผู้ร่วมสอบที่มีพลังระดับเจ็ดก่อกำเนิดแค่นเสียง
ร่างของซ่งไป่หลางก้าวพ้นอาณาเขตปลอดภัยเพียงวินาทีเดียวก็ถูกโจมตีด้วยคมเขี้ยววายุเส้นหนึ่งซ่งไป่หลางคำรามกร้าวใช้พลังลมปราณซัดหมัดด้วยเคล็ดกระบวนท่าเพลงหมัดตระกูลซ่งทำลายคมเขี้ยววายุทิ้งอย่างง่ายดายก่อนจะพุ่งตัวต่อไปโดยไม่สนใจผู้คนที่อยู่ด้านหลัง
“ทำลายคมเขี้ยววายุด้วยมือเปล่า เป็ไปได้หรือ” ผู้คนอุทานด้วยความตื่นตะลึงก่อนที่คนผู้หนึ่งจะเอ่ยออกมาว่า
“ฮึ่ม ที่แท้คมเขี้ยววายุก็ไม่เท่าไหร่ หรือแท้จริงแล้วนี่คือสนามทดสอบความกล้ากันแน่” สิ้นคำมันก็รีบพุ่งตัวออกไปทันที
หลายคนเมื่อได้ยินประโยคนี้ก็ฉุกคิดขึ้นมาว่าแย่แล้วเพราะหากออกตัวช้าเกินไปย่อมได้รับแต้มน้อยกว่าคนอื่นๆหากคมเขี้ยววายุอันตรายจริงเหตุใดจึงมีคนทำลายมันได้ด้วยมือเปล่ากัน เพียงพริบตาเดียวกว่าห้าร้อยชีวิตก็พุ่งทะยานออกจากเขตปลอดภัยไปตามๆกัน
ทว่าภาพที่ตามมานั้นโหดร้ายน่าสะพรึงกลัวถึงขีดสุดเสียงกรีดร้องดังขึ้นพร้อมกับโลหิตที่สาดกระจายจากการฟาดฟันของคมเขี้ยววายุเหล่าผู้เข้าร่วมสอบที่มีพลังเพียงระดับหกก่อกำเนิดสามารถต้านทานคมเขี้ยววายุได้เล็กน้อยก็ถูกมันฟาดฟันจนาเ็สาหัสแสงสว่างจากการใช้ลูกแก้วเคลื่อนย้ายสว่างวาบขึ้นอย่างรวดเร็วจนเหลือเพียงไม่กี่คนที่ยังฝืนพยายามเคลื่อนที่ต่อไปข้างหน้าแม้จะได้รับาเ็ก็ตาม
“บัดซบ คมเขี้ยววายุร้ายกาจถึงเพียงนี้เหตุใดคนผู้นั้นจึงทำลายได้อย่างง่ายดายทั้งยังไปข้างหน้าต่อได้โดยไม่เสียเวลาแม้แต่น้อย” เหล่าผู้เข้าสอบที่เหลือต่างรู้สึกหวาดระแวงขึ้นมาเห็นได้ชัดว่าคมเขี้ยววายุไม่ใช่สิ่งที่จะประมาทได้เลยแม้แต่น้อย
ในบรรดาผู้คนทั้งหมดซ่งชางหยางที่ได้เห็นแผ่นหลังของคนที่นำไปเป็อันดับแรกอย่างชัดเจนกัดฟันด้วยความโกรธแค้น“ซ่งไป่หลางเป็เ้าจริงๆ หรือว่าเ้าจะได้รับของวิเศษมาจากหุบเขาต้องห้าม ไม่สิ ได้ข่าวว่าเ้ากลับมาที่นิกายพร้อมกับฉินจีศิษย์สายในอันดับหนึ่งไม่แน่นางคงมอบอะไรบางอย่างให้กับเ้าสินะ อย่าคิดว่าข้าจะไม่กล้าไล่ตามเ้าเชียว”
“เปิด!!” ซ่งชางหยางคำรามพร้อมกับสะบัดชุดคลุมของตนกลิ่นอายลมปราณของระดับแปดก่อกำเนิดครอบคลุมร่างของมันเอาไว้อย่างรวดเร็วก่อนที่มันจะพุ่งทะยานฝ่าคมเขี้ยววายุออกไปนี่คือชุมคลุมสลักอักขระที่สามารถสร้างเกราะลมปราณระดับแปดก่อกำเนิดได้ชั่วระยะเวลาหนึ่งเป็หนึ่งในของวิเศษที่มันได้รับจากบิดาเพื่อให้ผ่านการสอบครั้งนี้ไปได้โดยไม่มีปัญหา
“อย่าขวางข้า” ซ่งชางหยางไม่สนใจคมมีดสายลมที่ซัดเข้ามาแม้จะััได้ถึงแรงกระแทกและความเสียหายบนตัวชุดคลุมแต่ความรู้สึกไม่ยอมแพ้กลับมีมากมายยิ่งกว่าพยายามพุ่งไปด้านหน้าเพื่อติดตามซ่งไป่หลางที่ออกตัวไปก่อนให้ทันการ
ในเวลาเดียวกันเหล่าผู้โดดเด่นในบรรดาศิษย์สายนอกต่างก็เริ่มเคลื่อนไหวและพุ่งตามร่างของซ่งชางหยางมาติดๆ
“เ้าหนู มีคนกำลังพยายามตามเ้ามาแล้วแม้ความเร็วของพวกมันจะไม่ได้มากมายนักแต่พวกมันยอมรับความเสียหายจากคมเขี้ยววายุเพื่อแลกกับความเร็วหากปล่อยเอาไว้พวกมันอาจจะแซงเ้าก่อนถึงปลายทางได้” เซี่ยหยางเอ่ยอย่างเฉื่อยชา
“อาจารย์ เช่นนั้นข้าจะไม่เสียเวลาแล้ว” ซ่งไป่หลางพยักหน้าก่อนจะหยุดฝีเท้าจากนั้นหมุนวนฝ่ามือเป็รูปวงกลมและฟาดออกไปด้านหน้าอย่างเชื่องช้า
เคล็ดฝ่ามือบัว์
เปรี้ยง!!! เงาของดอกบัวพุ่งทะยานออกจากฝ่ามือของซ่งไป่หลางเพียงพริบตาก็กวาดคมเขี้ยววายุในเส้นทางด้านหน้าจนไม่เหลือแม้เพียงเส้นเดียว ซ่งไป่หลางพลันะเิพลังลมปราณพุ่งทะยานสุดกำลังมุ่งหน้าไปยังจุดหมายโดยไม่สนใจความตื่นตะลึงของผู้ที่อยู่เื้ั
“นั่นหรือว่าเขาฝึกวิชาฝ่ามือบัว์ถึงขั้นสิบแล้ว”
“ไม่ผิดแน่ ฝ่ามือที่ปรากฏรูปลักษณ์ของดอกบัวทรงพลังยิ่งนัก คนผู้นี้ยังเป็เพียงศิษย์สายนอกจริงหรือ”
แม้ส่วนหนึ่งจะรู้สึกใแต่คนที่กำลังติดตามซ่งไป่หลางอยู่กลับรู้สึกได้ว่าโชคเข้าข้างตนเองขอเพียงเร่งติดตามซ่งไป่หลางไปก่อนที่ค่ายกลจะสร้างคมเขี้ยววายุชุดใหม่ขึ้นมาได้ทันพวกมันก็จะสามารถผ่านเข้าสู่รอบถัดไปโดยง่าย
ทว่าเซี่ยหยางไหนเลยจะปล่อยให้มีคนใช้ประโยชน์จากลูกศิษย์ของตนเมื่อเห็นว่ามีผู้้าจะไล่ตามมาจึงปล่อยพลังผ่านละอองิญญาวารีศักดิ์สิทธิ์ สร้างม่านหมอกขึ้นมาด้านหลังของซ่งไป่หลางในเสี้ยวพริบตาทันทีที่ผู้ติดตามมาด้านหลังเข้าสู่เขตแดนของหมอกละอองนี้ก็พบว่าเส้นทางทั้งหมดล้วนสับสนวุ่นวายไม่อาจมองเห็นได้ว่าซ่งไป่หลางมุ่งหน้าไปทิศทางใดทั้งยังไม่เห็นจุดหมายที่ต้องวิ่งไปหา ราวกับตกอยู่ภายใต้ภาพลวงตาไร้สิ้นสุด
“สลายไปซะ”ซ่งชางหยางคำรามะเิพลังลมปราณอย่างโกรธแค้นเพราะคิดว่านี่เป็ฝีมือของซ่งไป่หลางที่้าเล่นงานตน
เซี่ยหยางจงใจใช้พลังเพียงแค่ก่อกวนเท่านั้นดังนั้นเมื่อซ่งชางหยางะเิพลังออกมาหมอกจึงสลายไปทันทีทว่ากว่าที่จะทำลายหมอกสำเร็จคมเขี้ยววายุชุดใหม่ก็เริ่มปรากฏแล้วทำให้ผู้ที่ติดตามมาต้องรับมือการปะทะจากคมเขี้ยววายุอย่างยากลำบากและไม่สามารถติดตามซ่งไป่หลางโดยง่ายอีก
“โอ้ ไม่เลวเลย”เซี่ยหยางพบว่ามีคนสองคนที่ไม่ได้รับผลกระทบจากหมอกมายาของตน เป็หนึ่งบุรุษห้าวหาญหนึ่งสตรีงดงามตรวจสอบแล้วจึงพบว่าทั้งคู่มีพลังระดับเจ็ดก่อกำเนิดขั้นสุดท้ายที่ใกล้จะพัฒนาสู่ระดับแปดเต็มทีโดยเฉพาะฝ่ายสตรีนับว่ามีพร์ไม่เลวเลยทีเดียว
“เ้าหนุ่มนั่นมีของวิเศษที่ทำให้ภาพลวงตาระดับทั่วไปไม่ส่งผลส่วนยัยหนูนั่นตัดสินใจรวดเร็วจัดการกับหมอกมายาในเสี้ยววินาทีจึงไม่ได้รับผลกระทบหึหึ ท่าทางการสอบครั้งนี้จะมีเื่น่าสนุกให้เ้าทำแล้ว เ้าหนู” เซี่ยหยางหัวเราะอย่างชอบใจ