“ทานเยอะๆ นะเ้าจะต้องรีบมีหลานให้ข้าเร็วๆ”
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารมื้อนี้เต็มไปด้วยความอบอุ่นและเป็สุขยิ่ง ไม่บ่อยครั้งนักที่ครอบครัวจะอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้ ท่านอ๋องพูดหยอกล้อกับลูกสะใภ้อย่างเป็กันเองบัดนี้เฟยหรง ได้กลายเป็ที่เอาอกเอาใจเป็พิเศษจากทุกคน คุณชายชิงอวิ้นดูจะพออกพอใจกับสถานการณ์ในตอนนี้มากกว่าใคร ส่วนองค์หญิงหนิงอันดูจะไม่สนใจอะไรมากไปกว่าอาหารที่อยู่บนโต๊ะเช่นเดียวกับอี้เจ๋อ โอรสคนเล็กที่นั่งตัวลีบอยู่ข้างๆ พี่สาวเหมือนส่วนเกินของวงสนทนาก็มิปาน
“ท่านพี่ก็อย่าไปคาดคั้นแม่นางเฟยหรงมากเกินไปนักเลยดูสิ นางเขิลอายจนคีบอาหารเข้าปากไม่ได้อยู่แล้ว” พระมเหสีลู่เฟยทำทีเป็ตำหนิท่านอ๋อง ทั้งๆที่นางเองก็อยากจะอุ้มหลานไม่น้อยไปกว่าท่านอ๋อง
“ดูท่านแม่จะเป็ห่วงพี่สะใภ้มากเหลือเกินนะค่ะ” องค์หญิงหนิงอันแทรกขึ้น
“เ้าเองก็อย่าเอาแต่กินสิต่อไปก็เป็คิวของเ้าแล้วนะ”
“ห๋า.... อะไรกัน อย่ามายุ่งกับหนูนะหนูยังไม่อยากแต่งงาน” หนิงอันหน้าตาเด๋อด๋าทันทีที่ได้ยินท่านอ๋องเอ่ยออกมาแบบนั้น
“เ้าจะวิ่งเล่นสนุกไปวันๆไม่ได้แล้วนะ บัดนี้เ้าโตเป็สาวแล้วแคว้นของเราก็ยัง้าคนดีมีฝีมือมาช่วยพี่ชายเ้าอยู่ถ้าไม่ใช่เพราะอี้เจ๋อเจ็บป่วยออดๆ แอดๆ มาั้แ่เด็กแล้ว ป่านนี้น้องเล็กของเ้าคงได้เป็ขุนนางไปแล้ว จะมีก็แต่เ้านี่แหละ ที่จะต้องหาคนที่เพียบพร้อมมาช่วยงานในราชสำนัก ความงามของเ้าก็เป็ที่เลื่องลือไปทั่ว แค่ไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเหล่าบรรดาคุณชายจากหัวเมืองต่างๆ ก็แวะเวียนมาถามข่าวคราวของเ้าไม่ขาดสายจนข้าไม่รู้จะตอบอย่างไรแล้ว”
“ข้าเห็นด้วยกับเสด็จพ่อถึงเวลาแล้วที่น้องหญิงจะออกเรือนสักที” คุณชายชิงอวิ้นที่นั่งเงียบอยู่นานสบโอกาสที่จะดำเนินการตามแผนที่ได้เตรียมไว้ทันที
“ที่ผ่านมาก็มีหลายคนที่พยายามเข้ามาพูดคุย แต่พ่อก็ไม่อยากจะกดดันอะไรเ้าพ่อเื่แบบนี้ปล่อยให้หนิงอันตัดสินใจเองจะดีกว่า”
“ท่านพ่ออย่ากังวลไปเลยข้ามีอยู่คนนึงที่หมายตาเอาไว้”
“ยี้.... คนของท่านพี่ข้าไม่เอาด้วยหรอก”
“น้องพี่ เ้าจงฟังพี่ก่อนนะคนผู้นี้อยู่กับข้ามานาน ความดีของเขาข้าเห็นมาเยอะ ความรู้ความสามารถ ก็มิใช่น้อยที่สำคัญ ชื่อเสียงและวงศ์ตระกูลของเขา ก็มีหน้ามีตา แบบนี้แล้วเขาจะต้องเหมาะสมกับเ้าอย่างแน่นอน”
“อย่าบอกนะว่าเป็เ้าหลี่ซื่อคนนั้น”
“ถ้าเป็เค้าละ เ้าคิดว่ายังไงบ้าง”
“โอ้ยยย ข้าไม่เอาด้วยหรอกอีกอย่างเขาเป็น้องของพี่สะใภ้ ดูจะไม่เหมาะสักเท่าไหร่”
“ไม่มีตรงไหนเลยที่ไม่เหมาะสม”
“ข้าบอกว่าไม่เหมาะก็ไม่เหมาะสิ”
“เ้าก็นะ วันๆ อยู่แต่ในจวนจะไปรู้อะไร ที่พี่ของเ้าบอกมา แม่ก็เห็นว่ามันก็ดีอยู่เหมือนกันนะ”
“ไม่เอา หนูไม่เอา”
“เอาละๆ เื่นี้ เราก็ค่อยๆคิดก็แล้วกัน อย่าไปคาดคั้นอะไรกับหนิงอันมากไปกว่านี้เลยเมื่อถึงเวลามันก็จะดีเอง”
“เสด็จพ่อพูดแบบนี้ได้ไงจะบอกให้ก็ได้ ลูกมีคนรักอยู่แล้ว”
“เ้าพูดว่าอะไรนะ เดี๋ยวก่อน กลับมานี่ก่อนกลับมาพูดให้รู้เื่ หนิงอัน...” ไม่ทันที่ท่านอ๋องจะพูดจบ องค์หญิงหนิงอันก็เดินสะบัดก้นออกไปจากห้องเรียบร้อยแล้ว
..................................................
“โอ้ยยยยย องค์หญิงท่านไปพูดแบบนี้ได้ยังไง ดูสิ ตอนนี้ท่านอ๋องเรียกข้าไปถามใหญ่เลยว่าคนผู้นั้นเป็ใคร ข้าโกหกต่อไปไม่ไหวแล้วนะ” เหมยลี่ สาวรับใช้องค์หญิงหนิงอันบ่นเป็หมีกินผึ้งเมื่อถูกท่านอ๋องเรียกไปพบ
“เ้าก็บอกไปตามที่ตกลงกันไว้นั่นแหละจะไปกลัวอะไร”
“องค์หญิงท่านก็พูดได้อยู่แล้ว แต่ท่านลองเป็ข้าดูสิ แค่โดนท่านอ๋องจ้องหน้าข้าก็สั่นหมดแล้ว”
“ไม่รู้ละ เ้าจะต้องช่วยข้าให้ได้ไม่งั้น ข้าตายแน่ ข้าไม่ยอมแต่งงานกับคนพันนั้นหรอก ท่านพี่ก็ใจร้ายกับข้าเหลือเกินถึงกับเอาข้าไปประเคนให้กับเ้าหลี่ซื่อผู้นั้น ข้าไม่เอาด้วยหรอก ถ้าต้องแต่งกับหลี่ซื่อจริงๆข้าขออยู่คนเดียวไปจนตายจะดีกว่าเสียอีก”
“องค์หญิงทำไมท่านพูดเช่นนั้นเพค่ะ ไม่เอา ไม่พูดนะเราต้องช่วยกันคิด ข้าเชื่อว่า สักวัน องค์หญิงต้องเจอกับเ้าชายในฝันอย่างแน่นอนเพียงแต่ตอนนี้ องค์หญิงต้องช่วยข้าคิดว่าจะโกหกท่านอ๋องต่อไปอย่างไรดี องค์หญิงจะโกหกทุกคนไปตลอดไม่ได้นะ”
“แล้วเ้าจะให้ข้าทำอย่างไรเล่าข้าเคยเจอกับบุรุษซะที่ไหนกันเล่า ชีวิตข้าก็อยู่แต่ในจวนนี่กับเ้า โอ้ยยยยคิดไม่ออก ปวดหัวจะแย่อยู่แล้ว”
“ข้ามีวิธี” เหมยลี่เข้ามากระซิบบางอย่างกับองค์หญิงไม่นานนัก องค์หญิงก็มีร้อยยิ้มออกมาได้
“แล้วเราจะทำแบบนั้นได้อย่างไร” องค์หญิงยังมีเป็กังวลอยู่
“ท่านจำไม่ได้เหรอเดือนหน้าท่านอ๋องจะจัดงานเลี้ยงฉลองครบรอบอายุ 60 ปี ข้าเชื่อว่า งานใหญ่แบบนี้เขาผู้นั้นต้องมาแน่”
“เหมยลี่เ้านี่ฉลาดไม่เบาเลยนะ”
..............................................
ในเวลานี้ไม่มีเื่ใดที่ชาวเมืองจะให้ความสนใจมากไปกว่า การที่ท่านอ๋องประกาศหาคู่ครองให้กับองค์หญิงหนิงอัน แม้จะไม่ใช่การประกาศอย่างกว้างขวางนักแต่ข่าวนี้ก็รั่วไหลออกมายังประชาชนทั่วไป สร้างความปลื้มปีติให้กับทุกคนยิ่งนักเพราะองค์หญิงหนิงอันคือที่รักของชาวเมืองทุกคน อาจจะมากกว่าคุณชายชิงอวิ้นองค์รัชทายาทซะด้วยซ้ำไป
ในฐานะตัวเต็งที่ได้รับการสนับสนุนจากคุณชายชิงอวิ้น และพระมเหสีลู่เฟยแต่หลี่ซื่อก็ทำได้เพียงแค่แอบมององค์หญิงอยู่ห่างๆ เท่านั้นไม่เคยมีครั้งใดที่องค์หญิงจะยอมให้หลี่ซื่อเข้าใกล้
ปริศนาคนรักขององค์หญิงเป็อีกประเด็นที่ชาวเมืองยังพูดถึงกันอย่างกว้างขวางใครไปเชื่อว่าองค์หญิงที่อยู่แต่ในจวนมาั้แ่เด็กจะมีโอกาสพบรักกับชายหนุ่มคนใดได้ บ้างก็บอกว่าเป็คุณชายจากต่างเมือง ที่เคยเดินทางมาหาท่านอ๋อง บ้างก็บอกว่า อาจจะเป็หนุ่มผู้โชคดีคนใดคนนึงในเมืองนี้แต่ก็มีหลายคนที่บอกว่า ทั้งหมดเป็เพียงกลอุบายขององค์หญิงที่ไม่้าอภิเษกกับหลี่ซื่อเท่านั้น
“ท่านคิดว่าเื่นี้มันเป็ยังไงกันแน่” ใต้เท้าอี้เฉินรีบรุดมายังตำหนักของท่านราชครูทันทีที่ทราบเื่นี้ ความวิตกกังวลต่อสถานะของตนเองรวมถึงโอกาสที่เสนาบดีกรมพระคลังอย่างลี่ถังจะรวบอำนาจทั้งหมดไว้ในมือ ยิ่งเพิ่มความกังวลให้กับขุนนางาุโผู้นี้ยิ่งนัก
“ใต้เท้ากำลังหมายถึงเื่ใดกันรึ” ราชครูแสร้งทำเป็ไม่เข้าใจในสิ่งที่อัครมหาเสนาบดีพูดออกมา
“ก็เื่ที่คุณชายชิงอวิ้นจะให้องค์หญิงหนิงอันอภิเษกกับหลี่ซื่อบุตรชายของใต้เท้าลี่ถังนี่แหละ ที่ทำข้ากังวลยิ่งนัก”
ราชครูดูจะไม่ได้เป็กังวลกับสิ่งที่อัครมหาเสนาบดีพูดมาสักเท่าไหร่เขายังคงนั่งอ่านหนังสืออย่างสบายใจ ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“นี่ใต้เท้าจะไม่เป็กังวลเลยเหรอ”
“จะให้ข้ากังวลเื่อะไรละในเมื่อองค์หญิงบอกเองว่า มีคนรักอยู่แล้ว”
“ท่านก็น่าจะรู้ว่ามันเป็แค่อุบายเอาตัวรอดขององค์หญิงเท่านั้นที่ข้าเป็ห่วง เพราะว่านี่เป็ความปรารถนาของคุณชายกับพระมเหสี ไม่ข้าก็เร็วทุกคนก็ต้องปฏิบัติตาม”
“ใต้เท้าจะกังวลไปทำไมเื่แบบนี้สุดท้ายแล้วคนที่จะตัดสินใจก็คือท่านอ๋องคนเดียวเท่านั้นหากทรงเห็นด้วย ข้าว่า ท่านอ๋องคงออกราชโองการไปนานแล้ว ใครๆก็รู้ว่าท่านอ๋องรักองค์หญิงหนิงอันเหนือกว่าใครๆ ทั้งหมดมีหรือจะปล่อยให้แก้วตาดวงใจ ไปอยู่กินกับคนแบบนั้น” ราชครูตอบแบบเนิบๆพร้อมกับยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้กับอัครมหาเสนาบดี ข้อความในกระดาษคงมีความสำคัญมาก ถึงขนาดทำให้อัครมหาเสนาบดีต้องถึงกับใมือไม้สั่นไปเลย
“ถ้านี่คือแผนการของใต้เท้า ข้าคิดว่ามันช่างเป็แผนการที่สุดยอดจริงๆ เพียงแต่ว่าเราจะทำอย่างไรให้องค์หญิงเห็นด้วยกับแผนการนี้”
“ทั้งหมดไม่ใช่แผนการของข้าหรอก เป็คนขององค์หญิงนำมาให้ข้าเมื่อเช้านี้”
“เช่นนั้นนี่คือแผนขององค์หญิงเองเหรอ แล้วคนผู้นั้นละว่าอย่างไรบ้าง”
ราชครูไม่ตอบได้แต่พยักหน้าเบาๆแล้วหันไปสนใจกับหนังสือที่อยู่ตรงหน้าต่อไป
“เช่นนั้น โอกาสของเราก็ใช่ว่าจะไม่มี” อัครมหาเสนาบดีแทบจะเก็บความดีใจไว้ไม่อยู่
สองขุนนางาุโเริ่มมีความหวังขึ้นมาบ้างแล้วนั่นเป็เพราะข้อความในจดหมายฉบับนี้ แผนการที่องค์หญิงและ เหมยลี่วางไว้นั้นมันช่างแยบยลซะจริงๆ แต่สำหรับขุนนางาุโทั้งสองนั้นพวกเขาไม่ได้คาดหวังให้มันเป็เพียงแผนการเพื่อเอาตัวรอดให้กับองค์หญิงเท่านั้นแต่พวกเขาหวังว่า ทั้งหมดมันจะต้องกลายเป็จริงขึ้นมาให้ได้
..................................................
การเตรียมการจัดงานเฉลิมฉลองที่จะถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่สมพระเกียรติทั่วทั้งเมืองถูกประดับประดาด้วยโคมไฟสีสันสวยงาม เทียบเชิญถูกส่งไปแขกหลายร้อยคนและทุกคนที่ทราบข่าว ต่างก็อยากจะมาร่วมงานในครั้งนี้ ไม่เว้นแม้แต่ฮ่องเต้ ที่ตอบรับคำเชิญพระองค์จะเสด็จมาในงานนี้ด้วยพระองค์เอง แม้แต่เ้าสำนักจางหย่งยังรีบเดินทางมายังแคว้นเหอฉีล่วงหน้าเพื่อเตรียมตัวร่วมเป็เกียรติในงานฉลองในครั้งนี้โดยไม่ลืมที่จะพาหวังหย่ง ศิษย์เอกติดสอยห้อยตามมาด้วย
ท่านอ๋องให้การต้อนรับพระอนุชาเป็อย่างดีโดยให้เข้าพักในบ้านพักรับรองที่ได้เตรียมไว้ เ้าสำนักจางหย่งใช้เวลาที่เหลือเข้าเยี่ยมคารวะเหล่าบรรดาผู้หลักผู้ใหญ่และเดินชมความเจริญรุ่งเรืองของแคว้นเหอฉี แม้เขาจะจากไปนานแล้ว แต่ทุกครั้งที่กลับมาเยือน ความรู้สึกของเขาเหมือนได้กลับมาบ้านมันยิ่งทำให้เข้ารู้สึกดียิ่งนัก
เช้านี้เ้าสำนักออกไปข้างนอกั้แ่เช้าทิ้งให้หวังหย่งอยู่เฝ้าบ้านพักเพียงลำพัง โชคดีที่เขาพาตำรามาด้วยทำให้การอยู่คนเดียวในต่างถิ่นต่างแดน ไม่ใช่สิ่งที่น่าเบื่อนัก เ้าสำนักออกไปไม่นานนักบ้านพักหลังนี้ก็มีแขกมาเยือน เป็หญิงสาวนางหนึ่งเดินมาป้วนๆเปี้ยนอยู่หน้าบ้านพัก ด้วยสีหน้าไม่ค่อยสู้จะดีนัก หวังหย่งรีบออกไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น
“เป็ท่านจริงๆ ด้วย”สาวนางนั้นเอ่ยทันทีที่เห็นหวังหย่ง
“แม่นางมีธุระอะไรกับข้ารึ” แม้จะดูคุ้นๆ หน้า แต่หวังหย่งก็จำไม่ได้ว่าแม่นางท่านนี้เป็ใครกันแน่
“ท่านรีบตามข้ามาเถอะ มูมู่ ท่านยังจำมูมู่ได้ใช่มั้ย มันเป็อะไรก็ไม่รู้พอข้ารู้ว่าท่านเดินทางมาที่นี่ ข้าก็รีบมาตามท่านเลยมีแต่ท่านเท่านั้นที่จะช่วยมูมุ่ได้”
พูดจบสาวนางนั้นก็ลากมือหวังหย่งวิ่งออกไป หวังหย่งยากจะขัดขืนได้แต่วิ่งตามหญิงสาวนางนั้นไปด้วยความสงสัย
นางวิ่งนำหวังหย่งตรงไปยังตำหนักขององค์หญิงหนิงอันด้วยยังคงจำเส้นทางได้เป็อย่างดี หวังหย่งรีบวิ่งไปดูมูมู่ที่สระน้ำทันที เขาหันซ้ายหันหวา มองหาสระบัวใบนั้นสักพักก็เห็นสระบัวที่เขาจับมูมู่ใส่ไว้เมื่อครั้งก่อนวางอยู่ที่เดิม เขารีบวิ่งเข้าไปดูทันที
มูมู่ว่ายน้ำอย่างสบายอารมณ์ไม่มีวี่แววว่าจะป่วยแต่อย่างใด หวังหย่งรู้ได้ทันทีว่านี่คือกลลวงเป็แน่
“นี่เ้า...” หวังหย่งสบถออกมาก่อนจะหันกลับไปหาแม่นางคนนั้น แต่กลับพบว่าบัดนี้เขามีเพียงเขาเท่านั้นที่อยู่ในสวนแห่งนี้เพียงลำพัง