เพราะลู่หานจางาเ็ เขายังรักชีวิตอยู่ จึงไม่อยากทำอะไรให้มันกระทบกระเทือนาแไปมากกว่านี้ เขานอนลงบนเตียงแล้วหลับตา มองไม่เห็นก็ไม่ต้องไปใส่ใจ ถึงจะใส่ใจก็เป็การกังวลใจไปเปล่า ๆ
แต่ทว่าความรู้สึกนึกคิดไม่ใช่อะไรที่จะมาควบคุมกันง่าย ๆ ขนาดหลับตา เขายังอยากรู้ว่าผู้หญิงคนนั้นล่าหมาป่ามาได้จริงไหม? ผู้หญิงกล้าหาญเขาก็เคยเห็นมามาก ทางเหนือพวกชนเผ่านอกด่าน ในวันที่หนาวเหน็บยังคอยต้อนวัว ต้อนแกะออกไปหากินท่ามกลางหิมะเห็นได้เยอะแยะไป แต่ผู้หญิงเ่าั้พอเจอหมาป่ายังหวาดกลัวร้องไห้ออกมาเหมือนทารก
‘แอ๊ดดด’
เสียงประตูถูกเปิดเข้ามาจากด้านนอก ตามมาด้วยเสียงผู้หญิงดังขึ้น
“ท่านฟอกหนังเป็ไหม?”
พอหนิงเยี่ยนถามจบ ลู่หานจางจึงเปิดตาขึ้นแล้วตอบ
“เป็!”
มองไปตามเสื้อของหนิงเยี่ยนมีขนหมาป่าติดอยู่ ความจริงปรากฏอยู่ตรงหน้า เขาไม่สงสัยอีกต่อไป ผู้หญิงคนนี้ล่าหมาป่าได้จริง ๆ
“งั้นดูแลาแดี ๆ ล่ะ อีก2-3วันมาช่วยข้าฟอกหนัง”
“อ่า แต่อีก 2-3วัน หนังสัตว์คงขึ้นราแล้ว งั้นเ้าถลกหนังมันออกมาก่อน แล้วแช่ไว้ในน้ำเกลือสักคืน”
“ได้”
หนิงเยี่ยนเดินออกจากห้อง เธอแบกร่างหมาป่ากลับเข้าไปในห้องของลู่หานจาง ในมือถือกริชด้ามแวววาวมาด้วย เอากริชในมือวาดลงไปบนตัวหมาป่า แสงสีเงินสาดส่องกระทบสายตาของลู่หานจาง แสงนั้นทำให้ลู่หานจางต้องปิดตาแต่ขณะเดียวกันเขาก็ยกยิ้มขึ้นที่มุมปาก
เมื่อมองดูหมาป่าในมือของผู้หญิงตรงหน้า แล้วยังมีกริชคุณภาพดี ความสนใจของเขายิ่งมีมากขึ้น หนิงเยี่ยนเอากริชในมือแทงเข้าไปที่ซี่โครงของหมาป่า แล้วดันกริชขึ้นไป้า มืออีกข้างยกตัวหมาป่าขึ้น ไม่นานหนังของหมาป่าก็หลุดออกมาทั้งแผ่นอย่างสมบูรณ์แบบ เธอทำตามคำที่ลู่หานจางว่าเอาหนังหมาป่าไปแช่ไว้ในอ่าง พื้นในห้องมีกองเืเพิ่มขึ้นมาและยังมีหมาป่าที่ไม่มีหนังอีก 1 ตัว
หนิงเยี่ยนมองผู้ชายบนเตียง ผู้ชายคนนั้นเองก็มองเธอ แววตาเต็มไปด้วยความชื่นชม
บ้าจริง! ไอ้นี่มันประสาทหรือไง อยู่ในห้องกับหมาป่าถูกถลกหนังยังจะมาทำท่าทีใจเย็น แล้วยังมาแสดงหน้าตาเพลิดเพลิน ชื่นชมอะไรของมัน
หนิงเยี่ยนเอาหมาป่าเข้ามาถลกหนังในห้องนี้เพื่อเตือนสติไอ้คนที่เรียกตัวเองว่าลู่ต้า แต่ทำไมลู่ต้าถึงชื่นชมเธอล่ะ? หนิงเยี่ยนกอดตัวเองแล้วสั่น ถึงเธอจะแรงเยอะแล้วก็เคยมีประสบการณ์ที่โลดโผน แต่ไอ้พวกประสาทแบบนี้เธอขออยู่ห่าง ๆ จะดีกว่า
ลู่หานจางฉีกยิ้มมากขึ้นเรื่อย ๆ เขารู้ว่าหนิงเยี่ยนคิดจะทำอะไร คิดเหรอว่าไอ้ของแบบนี้จะทำให้เขากลัวได้? เืไหลเป็แม่น้ำ กระดูกกองเป็ูเาอะไรแบบนั้นเขาเคยเห็นมานับครั้งไม่ถ้วน ถ้าเกิดมากลัวแค่ซากหมาป่าตาย เขาคงใช้ชีวิตอย่างสูญเปล่ามา 20 กว่าปี
หนิงเยี่ยนมองลู่หานจาง เธอกัดฟันแล้วพูดว่า
“ท่านควรใส่ยาใหม่”
ว่าแล้วก็หยิบขวดผงซานซีออกมาจากร่าง แล้วเดินไปที่เตียง เธอหยุดอยู่ข้างเตียงแล้วถามขึ้นว่า
“จะให้ข้าใส่ให้หรือท่านทำเอง”
“เ้าทำให้ข้า”
ลู่หานจางว่าแล้วปิดตาลง ปล่อยให้หนิงเยี่ยนเป็คนจัดการ ดูเหมือนจะไม่รู้ว่าหนิงเยี่ยนพูดเื่ใส่ยาขึ้นมาเพื่อกู้หน้าตัวเอง
หนิงเยี่ยนปลดเสื้อผ้าของลู่หานจางออก มองผ้าพันแผลที่เปื้อนเืสีแดง หนิงเยี่ยนยกคิ้ว แล้วเอามือวางลงบริเวณเอวของเขา เธอจำได้ว่าบริเวณนี้เหมือนจะมีรอยขีดข่วนอยู่
“จัดการเลยสิ ทำไมถึงไม่ลงมือสักที”
ไอ้บ้านี่ มียางอายบ้างไหมนะ? หนิงเยี่ยนกระตุกมุมปาก ชักมือที่จับเอวของเขากลับมาแล้วเริ่มจัดการแผลบนตัวท่อนบน แต่ไม่ทำแผลที่อยู่ท่อนล่างให้ เธอมองไปยังาแที่เริ่มมีอาการเน่าเปื่อย หนิงเยี่ยนถอนหายใจ เธอหยิบเอามีดด้ามเรียวออกมา ใบมีดคมกริบราวกับยังไม่เคยได้ใช้งาน ลงมือตัดเอาเนื้อแผลที่เน่าเปื่อยของลู่หานจางทิ้งไป เืไหลออกมาไม่หยุด หนิงเยี่ยนรีบห้ามเื ใส่ยาแล้วพันแผลทันที
พอจัดการเสร็จ ฟ้าก็มืดเสียแล้ว หนิงเยี่ยนมองลงไปที่าแบริเวณเอวแล้วเอ่ยขึ้นมา
“แผลตรงเอวให้เ้าหนูโหย่วหยูมาทำให้นะ”
“เขายังเป็แค่เด็กนะ”
เ้าหนูนั่นจะมาทำแผลให้เขาได้ยังไง เกิดรอยยิ้มขึ้นในดวงตา เขาเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่า ผู้หญิงคนนี้คิดยังไงกับร่างกายของเขา
“งั้นท่านทำเอง?”
“……”
ลู่หานจางหมดคำจะพูด ผู้หญิงตรงหน้าทำไมพูดอะไรออกมาไม่มีเหตุผลเลยนะ เมื่อกี้เนื้อของเขาเพิ่งถูกตัดออกไป ถ้าให้เขาใส่ยาเอง ขยับตัวแรงหน่อยแผลก็ได้เปิดอีก ถ้ารักษาไม่หายทันเวลา เดี๋ยวถึงเวลานั้นคงถูกตัดเนื้อออกอีก
“งั้น…. ให้เ้าหนูมาทำเถอะ”
“อืม…วันนี้ท่านสอนเขาเขียนหนังสืองั้นเหรอ?”
“ไม่หรอก เพียงแค่บอกวิธีเขียนเท่านั้น”
“…..”
เอาเถอะ หนิงเยี่ยนไม่อยากถามไปมากกว่านั้น ยังไงเธอก็เขียนหนังสือด้วยพู่กันไม่เป็ ถามมากไปก็ไม่เข้าใจอยู่ดี เธอเดินออกมาจากห้องเพื่อเตรียมทำอาหารเย็น ในบ้านมีคนป่วย หนิงเยี่ยนต้องทำอาหารให้จืดหน่อย หลังอาหารเย็นเธอจึงต้มโจ๊กเก๋ากี้ให้ลู่หานจางอีกถ้วยเพื่อบำรุงเื จากนั้นลงมือหั่นเนื้อหมาป่าไว้อีกกิโลเอาไปให้บ้านป้าหวง
เมื่อออกมาจากบ้านป้าหวง หนิงเยี่ยนไปบ้านผู้ใหญ่บ้านต่อ เอาเนื้อไปด้วย 1 ถ้วย พอกลับมาถ้วยก็ว่างเปล่า หมาป่า 1 ตัวมีเนื้อเยอะพอสมควร เอาเกลือมาหนึ่งกำแล้วนึกเสียดาย เธอเอาเกลือทาลงไปบนเนื้อหมาป่า แล้วแขวนเก็บไว้ในบ่อ
เช้าวันต่อมาเธอแบกหมาป่าไปหาที่ขายในเมือง ที่แรกที่หนิงเยี่ยนคิดคือบ้านตระกูลป๋าย ครั้งที่แล้วเอากวางไปขาย ถึงแม้ว่าเนื้อหมาป่านี้จะเก็บไว้คืนหนึ่งแต่ยังถือว่าสดใหม่ ถึงจะยังไม่เน่าแต่หมักเกลือเอาไว้แล้ว
ตัวเดียวอันเดียวของเ้าหมาป่านี่ก็ยังอยู่ นายท่านบ้านตระกูลป๋ายมีเมียน้อยตั้ง 4-5 คน คิดดูแล้วถ้าเนื้อขายไม่ออก ตัวเดียวอันเดียวคงขายออก
หนิงเยี่ยนเคาะประตูแล้วถามหาแม่นมป๋าย พอแม่นมป๋ายเดินออกมาก็มาพร้อมกับสาวน้อยชุดเขียวคนหนึ่ง หนิงเยี่ยนยกตะกร้าที่คลุมผ้าขาวไว้ลงมาจากหลัง เนื้อหมาป่าครึ่งตัวโผล่ออกมา เธอจึงเอาให้แม่นมป๋ายดู
“เนื้อหมาป่าเหรอ?” แม่นมป๋ายถามขึ้น
“ใช่เ้าค่ะ ล่ามาได้เมื่อวาน ลอกหนังแล้วหมักเกลือไว้แล้ว ไม่น่ามีปัญหา” หนิงเยี่ยนเอ่ย
“แม่นม ข้าได้ยินมาว่าเนื้อหมาป่าหนากว่าเนื้อหมา รสชาติดีกว่าเนื้อลา จริงไหม?” สาวน้อยในชุดเขียวที่ตามมาด้านหลังเอ่ยขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น
“อยากกินก็พูดออกมาตรง ๆ อย่ามาพูดจาเฉไฉกับข้า”
แม่นมป๋ายเอื้อมมือไปจิ้มหน้าผากเกลี้ยง ๆ ของสาวน้อยในชุดสีเขียว คำพูดเหมือนน้ำท่วมปากแทบจะทะลักออกมา
“แม่นมบ้านเราไม่ใช่ไม่มีใครเคยกินหรือ?” สาวน้อยในชุดเขียวถามขึ้นมาอีกครั้ง
“เ้าไม่ได้เคยกินมาเยอะแล้วหรือไง?”
แม่นมป๋ายว่าจบก็มองไปที่หนิงเยี่ยน
“แม่หนูหนิงความสามารถยอดเยี่ยม หมาป่าครึ่งตัวต้องหนักราว ๆ 20-30 กิโลยังแบกมาได้ คนธรรมดาเองยังไม่กล้าแม้แต่จะไปยุแหย่มัน แม่หนูจะขายมันเท่าไหร่?”
แม่นมป๋ายมองเนื้อหมาป่าที่หนิงเยี่ยนแบกใส่หลังมา พอเห็นว่าเ้าหมาป่ายังมีตัวเดียวอันเดียวอยู่ เธอจึงเกิดรอยยิ้มจาง ๆ ขึ้นในดวงตา
ยิ้มแบบนี้แสดงว่าถูกใจเข้าให้แล้ว หนิงเยี่ยนจึงเอ่ยขึ้น
“ท่านป้าดูแล้วสมควรให้เท่าไหร่ก็เท่านั้น ข้าเองเพิ่งล่าหมาป่ามาได้ครั้งแรก ไม่รู้เื่ราคา”
หนิงเยี่ยนว่าจบ แม่นมป๋ายจึงเริ่มคิดราคา ให้มากไปก็ไม่ได้ เนื้อหมาป่าหายาก ไม่ได้มีราคาแพงเท่าเนื้อกวาง แต่ถ้าให้น้อยไปคงไม่เหมาะ
“แบบนี้ 4 ตำลึงเงิน เ้าว่ายังไง?”
“ได้”
เงิน 4 ตำลึงคนธรรมดาใช้ได้เป็ปี อีกอย่างหมาป่าตัวนี้มีแค่ครึ่งตัว ไม่ได้เป็ ๆ หนิงเยี่ยนเองก็ไม่กล้าเรียกราคาเท่าตอนที่เอากวางมาขายหรอก
หลังจากตกลงราคากันเสร็จ คนเฝ้าประตูจึงแบกเอาหมาป่าไปเก็บไว้ในครัว สาวน้อยในชุดสีเขียวหยิบเอากระเป๋าเงินออกมา ควักเงินแล้วส่งใส่มือหนิงเยี่ยน
หนิงเยี่ยนสะพายตะกร้าเปล่าขึ้นหลังแล้วเตรียมไปที่ตลาด เดินออกมาได้เพียง 2 ก้าวสาวน้อยในชุดสีเขียวก็วิ่งตามเธอออกมา
“แม่นางหนิง รอเดี๋ยว!”
“….”
หนิงเยี่ยนหยุดฝีเท้าลง เธอหันกลับไปมองด้านหลังซึ่งมีสาวน้อยชุดเขียวและเด็กรับใช้วิ่งตามมาด้วย
หนิงเยี่ยนมองไปที่เด็กรับใช้คนนั้นอยู่ครู่ใหญ่ ไม่ใช่เพราะว่าเด็กรับใช้คนนั้นหล่อจนเธอตะลึง แต่เป็เพราะเขาถือกะละมังใส่น้ำมาด้วย ในกะละมังนั้นมีวัตถุยาว ๆ ประหลาด ๆ อยู่ มันดูอ่อนปวกเปียก ไม่มีกระดูก ดูน่าเกลียด แล้วยังมีกลิ่นเค็ม ๆ แฉะ ๆ ดูทะแม่งชอบกล
.................