การเผชิญหน้าของชาตรีและอันธกานต์ครั้งแรกในรอบสิบปีนั้นอยู่ภายในความคาดหมายของทั้งคู่ อันธกานต์รู้ว่าเขาจะต้องได้เจอกับอีกฝ่ายวันใดวันหนึ่ง เพียงแค่ช้าหรือเร็วเท่านั้น ขณะเดียวกันชาตรีก็งใจมางานศพของบุหลันรังสรรค์ ด้วยเป้าหมายรองที่ต้องการพบกับอันธกานต์
“ไม่เจอกันนาน.. คุณอาดูเหนื่อยขึ้นเยอะเลยนะครับ” เสียงทุ้มของคนที่ยืนรอเป็นฝ่ายเปิดบทสนทนา
ชาตรีหัวเราะหึ บ่ากหนาขยับเล็กน้อย
คนขับรถของชาตรีปรากฏตัวขึ้น ก่อนชายสูงวัยจะยกมือเป็นเชิงให้เขาออกไปรอก่อน เมื่อคนรับรถจากไปเสียง
“แกกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่”
อันธกานต์มีสีหน้าแปลกใจ
“ผมอุตส่าห์ฝากคำทักทายผ่านลูกชายสุดที่รักของคุณอาไป.. เหมือนภูธเรศจะไม่ได้บอกคุณอาสินะครับ”
“แกกลับมาที่นี่ทำไม แกพยายามทำอะไรอยู่” คนอายุแก่กว่าเกือบ 3 รอบพุ่งคำถามตรงประเด็น
คราวนี้เป็นอันธกานต์ที่หัวเราะอย่างไร้เส้นเสียงพร้อมกับหัวไหล่ที่กระตุกขึ้น
“ผ่านไปสิบปี คุณอาพูดจาตรงไปตรงมามากขึ้นนะครับ ลูกไม้ไม่เยอะเหมือนเมื่อก่อน.. อืม.. หรือเพราะมีชนักติดหลังอยู่.. คุณอากลัวผมจะทำอะไรเหรอครับ? ” อันธกานต์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ แต่กลับเต็มไปด้วยความท้าทายเย็นเยียบในทุกคำพูด
ชาตรีจ้องมองเด็กหนุ่มร่างสูงรุ่นราวคราวเดียวกับลูกชายตนเองอย่างไม่สบอารมณ์ ริมฝีปากเผยอขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตาดำคู่นั้นแข็งกร้าวแสดงความเป็นปรปักษ์อย่างเห็นได้ชัด
“เด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมอย่างแกจะมีปัญญาทำอะไร!” ไม่มีความใจเย็นหลงเหลือในประโยคตอบกลับของชาตรีอีกต่อไป
นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มจ้องลึกลงไปในดวงตาสีดำของอีกฝ่าย ริมฝีปากหยักเม้มนิ่ง อันธกานต์สูดลมหายใจลึก ก่อนจะเหยียดมุมริมฝีปากขึ้นเล็กน้อย
“เด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมคนนี้กำลังจะมาทวงทุกอย่างคืน.. คุณอาเตรียมนับทรัพย์สมบัติของตัวเองออกมาวางเอาไว้เลยนะครับ เงินทุกบาททุกสตางค์ของพ่อผมที่ถูกจมลงไป.. ผมจะเอามันคืน!!”
นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มวาวโรธ ชาตรีรู้สึกได้ถึงพลังความคุกรุ่นที่ถูกถ่ายทอดมายังเขา.. อันธกานต์ไม่ได้ขู่.. ประสบการณ์ชีวิต 60 กว่าปีนั้นบอกชาตรีได้ว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าได้วางแผนการบางอย่างเอาไว้แล้ว
“ถ้าแกคิดว่ามีปัญญาก็เอาเลย! แต่นี่เป็นเรื่องระหว่างแกกับฉัน.. ภูธเรศกับภูจินดาไม่เกี่ยว”
“....”
“....”
“ฮะ.. ฮ่ะ.. ฮ่า ๆ ๆ ๆ ” อันธกานต์แสร้งหัวเราะเสียงดัง ร่างสูงยกมือกุมท้องเพื่อให้ดูสมจริงยิ่งขึ้น
“สิบปี.. เวลาสิบปีทำให้คนเราเปลี่ยนไปจริง ๆ นะครับ” เขาหยุดหัวเราะกะทันหัน และพูดต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ชาตรีจ้องมองเด็กหนุ่มด้วยสีหน้าที่บอกไม่ถูกว่าควรจะรู้สึกเช่นไร
“อย่ายุ่งกับลูกของฉัน.. พวกเขาไม่ได้ทำอะไรผิด” อันธกานต์ทำเสียงสูงขึ้น
ร่างสูงเดินเข้าไปประชิดกับชาตรีมากกว่าเดิม ตอนนี้ทั้งคู่ยืนห่างกันเพียงหนึ่งไม้บรรทัดกัน อันธกานต์ก้มลงเล็กน้อยเพื่อที่จะจ้องหน้าชาตรีได้อย่างชัดเจน
“แล้วเมื่อสิบปีก่อนผมทำอะไรผิดเหรอครับ? ”
“....”
คำถามที่คนถูกถามตอบไม่ได้.. ชาตรีรู้สึกได้ถึงคำว่า “บาปกรรม” ที่กำลังไล่ตามเขามาโดยไม่ต้องรอชาติหน้า.. ความผิดที่กระทำไปแล้วแก้ไขไม่ได้.. ความหยิ่งยโสและความรักในศักดิ์ศรีทำให้เขาไม่ยอมก้มหัวรับความผิดนั้นเช่นนั้น
“พ่อ”
เสียงของบุคคลมาใหม่ดึงความสนใจของทั้งคู่ไป
ภูธเรศปรากฏตัวขึ้น ร่างสูงกึ่งวิ่งกึ่งเดินพุ่งไปยังสองร่างที่ยืนอยู่ในความมืดทันที อันธกานต์ขยับถอยห่างจากชาตรีเล็กน้อย ขณะที่คนอายุเยอะกว่ารีบใช้มือจับแขนลูกชายที่ก้าวขึ้นมายืนเคียงข้างเขา
“ภู” เขาเรียกชื่อลูกชาย
ภูธเรศมองบิดาสลับกับอันธกานต์ด้วยสีหน้าไม่ไว้วางใจ
“มีเรื่องอะไรรึเปล่าครับ” ชายหนุ่มกระซิบถาม
ชาตรีส่ายหน้าตอบไม่เอ่ยอะไร คนเป็นพ่อมองสีหน้าท่าทางของลูกชายที่มีสติขึ้น แตกต่างกับตอนที่เขาเพิ่งเดินเข้าไปในงานศพ..
ทันทีที่ภูจินดาบอกกับตะวันวาดว่าชาตรีกำลังคุยกับอันธกานต์อย่างน่าสงสัย ภูธเรศก็ผุดลุกผุดนั่งวิ่งออกมาจากงานศพและเดินตรงมายังลานจอดรถทันที
อันธกานต์ปราดสายตามองสองพ่อลูก ก่อนจะกลอกสายตามองออกไปยังความมืดว่างเปล่า ในวินาทีต่อมาร่างสูงก็ตัดสินใจเดินผ่านภูธเรศและชาตรีโดยมีทั้งคู่มองตามแผ่นหลังของเขาไป
“เจอกันเร็ว ๆ นี้นะครับคุณอา..”
เสียงทุ้มเอ่ย พร้อมกับยกมือขึ้นโบกลา ไม่แม้แต่จะหันกลับมามองทั้งคู่..
ภูธเรศมองท่าทางนั้น ก่อนจะหันกลับมามองคนเป็นพ่อด้วยสีหน้าสงสัย..
เช้าวันต่อมา..
ศพของบุหลันรังสรรค์ถูกนำขึ้นเตาเผาในช่วง 8 โมงเช้า.. ตะวันวาดยืนมองมารดาที่ร้องไห้ไปพลางเช็ดน้ำตาตัวเองไปพลางตั้งแต่โลงศพถูกย้ายขึ้นเมรุจนกระทั่งควันสีเทาค่อย ๆ กระจายฟุ้งไปบนท้องฟ้า พ่อของเธอยืนเคียงค้างและโอบกอดแม่ตลอดเช่นนั้น.. ตะวันวาดรู้สึกดีใจที่ในเวลานี้อย่างนั้นพ่อแม่ของเธอก็ยังมีกันและกัน..
ลุงสินธพปรากฏตัวขึ้นในระหว่างการทำพิธีเผา ชายวัยกลางคนเอ่ยคำขอโทษและอธิบายถึงเหตุผลที่ ‘สามี’ ของพี่สาวเธอไม่สามารถมาร่วมพิธีเผาศพในช่วงเช้าได้..
ตะวันวาดยืนฟังอยู่เงียบ ๆ และรับรู้ว่าวาเลนไทน์รู้สึกตัวและฟื้นขึ้นมาแล้วตั้งแต่เมื่อ 2 วันก่อน.. เช้าวันนี้คุณหมออนุญาตให้เด็กน้อยกลับบ้านได้ ทว่าเด็กน้อยมีอาการหวาดกลัวการเดินทางโดยเฉพาะการนั่งรถยนต์ทำให้อันธกานต์ต้องดูแลเธออย่างใกล้ชิด..
ใบหน้าของชายหนุ่มที่ถูกกล่าวถึงลอยขึ้นมาภายในห้วงความคิด จนถึงตอนนี้ตะวันวาดก็ยังไม่ได้บอกอันธกานต์เรื่องที่เธอจะลาออก แต่คงไม่มีความจำเป็นแล้ว.. เพราะอย่างไรเสียตอนนี้สถานะที่เหลืออยู่ของเธอและเขาคงเป็นเพียง เจ้าหนี้และลูกหนี้เท่านั้น..
“วาเลนไทน์เป็นยังไงบ้างคะลุง” หญิงสาวเอ่ยถามสินธพ เมื่อเขาพูดคุยกับพ่อแม่ของเธอเสร็จเรียบร้อย
“ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงครับ แค่ต้องติดตามอาการกับคุณหมอทุกเดือนทั้งเรื่องร่างกายและจิตใจ ตอนแรกคุณหนูตั้งใจจะให้แกเริ่มไปโรงเรียน แต่ตอนนี้คงต้องเลื่อนออกไปก่อน”
ตะวันวาดพยักหน้าเข้าใจ สินธพยิ้มให้เธอ
“ว่าง ๆ ตะวันไปเยี่ยมแกไหม ตื่นมาแกก็พูดถึงหนูตลอดเลยนะ” คนถูกพูดถึงดูประหม่าเล็กน้อยเมื่อได้ยินเช่นนั้น
“จะ..จริงเหรอคะ”
สินธพพยักหน้า
“วาเลนไทน์เพิ่งย้ายมาที่นี่ ยังไม่มีเพื่อน ไม่รู้จักใคร ถ้านับอายุตะวันก็คงใกล้รุ่นเธอมากที่สุดแล้วล่ะ” ว่าแล้วสินธพก็หัวเราะ
“ช่วงนี้วาเลนไทน์จะมานอนที่บ้านลุงกับป้าอัญญา ถ้าหนูว่างช่วงเสาร์อาทิตย์ก็มาหาได้” เขากล่าวต่อพร้อมกับบอกที่อยู่บ้านของตัวเองเสร็จสรรพ
เมื่อรับรู้ว่าเธอสามารถไปเจอวาเลนไทน์ได้โดยไม่ต้องพบกับอันธกานต์ ตะวันวาดก็รู้สึกโล่งใจขึ้นอย่างปิดไม่มิด
“เดี๋ยวหนูรอส่งพ่อแม่กลับพัทยาพรุ่งนี้ แล้วจะแวะไปเยี่ยมนะคะ” ตะวันวาดตอบรับพร้อมรอยยิ้ม
“ทำไมวาเลนไทน์ไปนอนบ้านคุณเสียล่ะคะ?” เสียงแห้งปนสะอึกเล็กน้อยจากมารดาดังขึ้น
สินธพหันไปมองหญิงสาวที่อายุน้อยกว่าเขาไม่เกินสิบปี
“ช่วงกลางวันคุณหนูต้องไปทำงานครับ ผมกับภรรยาก็เลยต้องช่วยดู.. จะไปกลับคอนโดก็ไม่สะดวก วาเลนไทน์ก็ยังกลัวการเดินทางอยู่ คุยกันไปคุยกันมาก็เลยจบแบบนี้”
คำตอบยาวตอบทุกข้อสงสัยของอีกฝ่าย และทำให้ตะวันวาดถึงบางอ้อเช่นกัน
ขณะที่สินธพขอตัวกลับ ภูธเรศก็ปรากฏตัวขึ้น ร่างสูงกล่าวทักทายคนสูงวัยกว่าอย่างพอเป็นพิธีก่อนจะเดินตรงมายังตะวันวาดและครอบครัว
ตะวันวาดทักทายชายหนุ่ม ภูธเรศเผยรอยยิ้มที่ดูเหนื่อยอ่อนให้เธอ และหันไปสวัสดีพ่อแม่ของตะวันวาด
“ขอโทษนะครับที่มาช้า พอดีคุณพ่อป่วยกะทันหัน” ชายหนุ่มกล่าวบอก
“ตายแล้ว เมื่อวานเพิ่งเห็นกันอยู่ คุณพ่อเป็นอะไรมากหรือเปล่า” เสียงของมารดาเธออุทานอย่างตกใจ
ภูธเรศส่ายหน้าตอบ
“แค่อาการอ่อนเพลีย เวียนหัวครับ ผมกับจินเป็นห่วงเลยอยู่รอจนคุณหมอมาตรวจที่บ้านเสร็จเรียบร้อย”
“ดีแล้วจ้ะ” หล่อนตอบอีกครั้ง
ภูธเรศละสายตาจากทั้งคู่ หันหน้ามองขึ้นฟ้า ควันสีเทาฟุ้งกระจายอ่อนตัวลง ชายหนุ่มถอนหายใจ ตะวันวาดยกมือขึ้นจับต้นแขนของบุคคลสูงกว่า ภูธเรศหันมองเธอ ไม่กล่าวอะไร
ชายหนุ่มยืนมองท้องฟ้าอยู่สักครู่ ก่อนจะเดินไปบริเวณเมรุศพของบุหลันรังสรรค์.. ใบหน้าขาวตี๋นิ่งเรียบ.. ภูธเรศดูสุขุมมากกว่าในหลายวันที่ผ่านมา..