4
เรามาคบกันนะ
“ยาแก้ไข้ครับมีน้ำมูกด้วย อ้อ แล้วก็มีเสมหะด้วยครับ”
หลังจากนั้นผมก็รับยามาแล้วชำระเงินซื้อของบางอย่างที่คิมร้องขอ แล้วมายืนรอเค้าลงมาเปิดประตูให้ที่ล็อบบี้คอนโด
รอสักพักร่างสูงในเสื้อยืดคอกลมแขนยาวสีดำกับกางเกงวอร์มสีขาวก็เดินโงนเงนตรงมาหน้าเค้าซีดและผมชี้ฟู เหมือนคนที่นอนมาทั้งวัน
“หวัดดี”เค้าทักด้วยเสียงแหบแปร่ง
ผมเข้าไปประคองเค้าทั้งที่สองมือมีถุงพลาสติกใส่ของพะรุงพะรังแต่ว่าเค้าดันมันออก เหมือนไม่้าให้ผมแตะตัว
เล่นตัวซะด้วย...
“จะล้มอยู่แล้วยังทำเก่ง” ผมเอ็ดไปที แล้วยกมือขึ้นไปโอบที่เอวเค้าอีกรอบ
คราวนี้คิมยอมหันมามองผมด้วยสายตาเรียบเฉยทีหนึ่ง ก่อนเราสองคนจะก้าวเข้าไปในลิฟต์ ห้องของคิมอยู่ชั้นที่20 มันใช้เวลาครู่ใหญ่กว่าจะถึงที่หมาย
แล้วจู่ ๆคนตัวสูงกว่า ก็เอนหัวลงมาซบไหล่ผม ััได้ถึงไอร้อนที่แผ่ออกมาจากตัวเค้าผมไม่ได้ดันออก ปล่อยไว้อย่างนั้นแหละ
ฟีลโคตรดีอะ!
ติ๊ง
พอประตูลิฟต์เปิดผมก็รีบประคองเค้าไปที่ห้องคิมไม่ได้ล็อกประตูไว้ด้วย พอถึงห้องนอนผมค่อย ๆ วางเค้าลงบนเตียงจัดหมอนให้อยู่ในท่าที่คิดว่าเค้าจะสบายที่สุด กำลังจะห่มผ้าให้แต่ก็คิดว่าต้องทำอะไรบางอย่างก่อน
“เช็ดตัวมั้ย?”ผมถาม
คิมพยักหน้าทั้งที่ตายังปิดอยู่
ผมจึงเข้าไปในครัวหาอุปกรณ์มันถูกจัดเป็ระเบียบและหาง่ายผมใช้กะละมังใบเล็กรองน้ำแล้วเดินกลับเข้ามาในห้องนอนเปิดตู้เสื้อผ้าแล้วหาผ้าขนหนูผืนเล็กๆ มาชุบน้ำบิดจนหมาด
ผมวางอุปกรณ์ต่างๆ ไว้บนโต๊ะหัวเตียง รวมถึงชุดใหม่ที่จะต้องเปลี่ยนให้เค้าด้วย
“ถอดเสื้อนะ”ผมบอก
คิมยันตัวเองลุกขึ้นช้าๆ ผมจึงช่วยเค้าให้นั่งพิงกับหัวเตียงโดยมีหมอนดันหลังไว้อยู่ผมถอดเสื้อแขนยาวให้เค้า มันทุลักทุเลนิดหน่อย แต่จังหวะตอนที่หน้าเราใกล้กันผมเห็นคิมหน้าแดง เค้าลืมตามองหน้าผม แล้วเบือนหลบไป
ผมเองก็เขินเว่ย! แบบมันแปลก ๆ อะ มันใกล้เกินมั้ง แล้วถอดเสื้อให้กันมันก็ไม่ใช่อยากถอดให้ตอนไหนก็ถอดซะเมื่อไร
“จะถอดเองมั้ย?”ผมถาม น้ำเสียงติดประหม่าซะแล้ว
“เอาเลยทำให้หน่อย” คนเสียงแหบขึ้นจมูกนิด ๆ อนุญาต
ผมก็จัดให้ดิ่ผมดึงเสื้อผ่านออกทางหัวเค้าจนผมเสียทรง แต่นั่นก็ยิ่งทำให้ผมแอบใจเต้นเบา ๆเพราะหุ่นเค้าดีมาก ดีสุด ๆ ดีเชี่ย ๆ เหมือนไม่มีไขมันเลย แผงอกกว้างนั้นมีแต่กล้ามเนื้อล้วนๆ ผิวขาวเนียน แบบขาวจั๊วะเลยอะ จนเห็นเป็เส้นเืสีน้ำเงินที่แขน ทำผมเผลอกลืนน้ำลายลงคอ
ผมมองตามมัดกล้ามซิกซ์แพ็กบริเวณหน้าท้องลงไปสองมือยกมาจับที่ขอบกางเกงวอร์มของเค้า ผมเงยหน้าเพื่อถามความเห็น คิมมองหน้าผมนิ่งๆ ก่อนจะยักคิ้วแทนคำตอบ
ตอนนี้ล่ะ ๆผมใจเต้นเลย ตอนค่อย ๆ ดึงกางเกงเค้าลงจนเหลือเพียงกางเกงในแบบเต็มตัวสีดำที่เค้าสวมอยู่ ไอ้เ้าสิ่งที่อยู่ในนั้นมันปูดนูนขึ้นมาอย่างกับูเาขนาดว่าป่วยอยู่นะเนี่ย ไม่กล้าจินตนาการตอนมันผงาดเลยแฮะ เดี๋ยวผมจะเดินตัวงอเอา
ผมเอาผ้าที่บิดหมาดดีแล้วค่อย ๆ มาลูบเช็ดที่หัวไหล่ ไล่ลงมาที่แขนและมือ นิ้วมือเค้าเรียวสวยเล็บตัดสั้นจนแทบไม่เห็นส่วนสีขาว
“เขินว่ะ” ผมบอกทั้งที่พยายามข่มมันแล้วแท้ ๆ อึดอัดจนต้องโพล่งออกมา
“เหมือนกัน”คิมตอบ เค้ามองผมแล้วยิ้มบาง ๆ “ไม่คิดว่าจะทำให้ขนาดนี้นะเนี่ย”
“ต้องทำดิ่!” ผมตอบเสียงแข็ง “ก็ต้องฝึกไว้”
“ฝึกทำไม?”
“คนเป็แฟนกันก็ต้องดูแลกันอย่างนี้แหละ”
คิมเลิกคิ้วแล้วก็เบะปาก“อย่าทำเป็พูดดีหน่อยเลย”
ผมยิ้มตอบแล้วเลื่อนผ้าที่ชุบน้ำมาใหม่มาที่หน้าท้องของเค้ามันมีไรขนอ่อน ๆ บริเวณใต้สะดือลงไปดูเซ็กซี่มาก
อ๊ากกก! สติจะหลุดแล้วว้อยยย!
“ทำไมมือสั่นอะ?”คิมถาม
เออมันสั่นจริงด้วย ไอ้มือห่านี่!
“มันอยากจับมั้ง”ผมตอบตามความจริง ส่งสายตาเป็ประกาย
“ใจเย็นผมป่วยอยู่นะ” คิมรีบร้อง
“ถ้าให้ผมเช็ดตรงขาด้วยผมคงเช็ดไม่เสร็จแน่ ๆ” ผมยอมแพ้ “คุณเช็ดเองแล้วกันนะ” แล้วผมก็โยนผ้าให้เค้า
คิมรับผ้าไปพร้อมชันขาข้างหนึ่งขึ้นมาเผยให้เห็นขาเนียนยาว แน่นกระชับ ตอนที่เค้าทำท่าจะเช็ด สติผมแทบจะสิ้นอยู่แล้ว
ช็อตนี้กูตาย!
“ดะ เดี๋ยวผม...ไปอุ่นโจ๊กให้นะ คุณใส่ชุดใหม่แล้วนอนรอที่เตียงนี่แหละ เดี๋ยวยกมาให้” พูดจบผมก็เดินตัวงอออกไปที่ห้องครัวจริง ๆ มีเสียงหัวเราะในลำคอของคนป่วยดังตามหลังมา
คิมอันตรายมาก! พลังทำลายล้างสูงสุด ๆ !
ยิ่งมาเห็นอย่างนี้ก็เหมือนเค้าแกล้งชอบผมยังไงไม่รู้ เค้าเพอร์เฟกต์เกินกว่าจะเป็คนบอกชอบผมแล้วต้องมามูฟออนเพราะผมอะ
พอไมโครเวฟส่งสัญญาณผมก็จัดแจงเอาชามโจ๊กใส่ถาดที่เตรียมไว้ แล้วถือไปหาเค้าที่ห้องเค้านั่งพิงหัวเตียงรอผมอยู่โชคดีที่เค้าแต่งตัวเสร็จแล้วในชุดนอนผ้าซาตินสีแดงเืนกที่ผมเตรียมไว้ให้
ผมนั่งลงข้างเตียงแล้วตักโจ๊กร้อน ๆ ขึ้นมาเป่า ก่อนจะยื่นไปที่ปากเค้า คิมดูลังเล
“ให้ผมป้อนเถอะน่า...”
“มันแปลก ๆอยู่นะ”
“ไม่ต้องเขินหรอก”ผมว่า “ผมก็เขินเหมือนกัน”
และผมไม่เคยมานั่งป้อนข้าวใครแบบนี้เลยนะป้อนอย่างอื่นก็พอมีบ้าง...
คิมยอมอ้าปากงับโจ๊กท่าทางเค้าดูเคอะเขินนิดหน่อย
แต่กินไปไม่กี่คำเค้าก็อิ่มผมป้อนยาแล้วติดแผ่นดูดซับความร้อนที่หน้าผากของเค้าก่อนจะประคองปรับท่าให้เค้าได้นอนพักผ่อน
“ขอบคุณนะ” คิมบอกผมเสียงแ่ๆ ขณะดึงผ้าห่มขึ้นมา
ผมยิ้มตอบแล้วไปนั่งหงายผึ่งบนโซฟา
“เหนื่อยเลยดิ่”เค้าบอกพลางหันตะแคงมาทางผม ในท่านอนหนุนแขนตัวเอง
“นิดหน่อยแต่ก็สบายมาก ดูแลแฟนทั้งที” ผมย้ำคำว่า ‘แฟน’ เน้น ๆ
ต้องกลอกหูบ่อยๆ คิมจะได้หายงอนซะที
“พูดบ่อยเกินแล้วแฟนอะ” คิมว่า “ทำไม พร้อมแล้วเหรอ?” เค้าถามต่อ
ไม่หรอกผมยังไม่เคยพร้อมกับเื่นี้ ผมแค่คิดในใจนะ ไม่ได้ตอบออกไปเพราะเคยบอกเค้าแล้วครั้งหนึ่ง
“ผมยังจำข้อความที่คุณตอบผมมายาวเหยียดได้นะ”คิมบอก
ทำให้ผมนึกถึงตอนที่เราสองคนเริ่มคุยกันแรกๆ เมื่อเกือบสองปีที่แล้ว
ถ้าให้เล่าละเอียดหน่อยเรารู้จักกันผ่านแอปพลิเคชันหนึ่ง ที่เกี่ยวกับการร้องเพลงเรามีสังคมและรู้จักคนค่อนข้างมากในนั้นรวมถึงคิมที่เป็คนร้องเพลงเพราะคนหนึ่งด้วย บางคนก็ร้องเพลงไม่เพราะหรอกแต่ชอบฟังคนอื่นร้องเพลง เหมือนกับผมนี่ล่ะ
เราสร้างกลุ่มแชตและมีโซเชียลมีเดียของกันและกันจนกระทั่งวันหนึ่ง คิมมาทริปไหว้พญานาคกับบริษัทที่อุดร เค้าแชตมาบอกผม ผมดันว่างพอดีก็เลยได้ไปส่งเค้าที่สนามบินตอนไฟลต์กลับ ตอนนั้นคิมส่งรูปที่เราเซลฟีกันลงกลุ่ม แชตแทบแตกพลังสาววายพวกนั้นน่ากลัวมาก
หลังจากที่เจอกันคิมก็ดูเข้าหาผมมากขึ้น จากที่แชตคุยกันในกลุ่ม เริ่มเปลี่ยนเป็คุยกันส่วนตัวจนกระทั่งไป ๆ มา ๆ ผมก็คุยกับเค้ามาตลอด รอคอยข้อความของกันและกันทักทายกันตอนเช้า ส่งอัพเดตระหว่างวัน ส่งรูปมื้ออาหารทุกมื้อ คอยบอกกันว่าทำอะไร และโทรคุยกันทุกวัน
ตอนนั้นมันดีมากนะจนคุณนายสุดาเริ่มแซวว่าผมหัวเราะคิกคักกับโทรศัพท์อยู่คนเดียว เหมือนคนมีแฟน
ก็เกือบจะเป็อย่างนั้นล่ะนะ...
‘คิดว่าระหว่างเราควรจะมีสถานะกันได้ยัง’
คิมพิมพ์เข้ามาตอนกลางดึกคืนหนึ่ง
ผมอ่านแล้วก็นิ่งไปครู่หนึ่งไม่รู้จะต้องตอบยังไง
‘เราคุยกันมาห้าเดือนแล้ว’
คิมยังคงพิมพ์มาต่อ
‘คุณคิดยังไงกับผมผมแค่อยากมั่นใจ ว่าผมจะคาดหวังกับมันได้’
‘ไม่คาดหวังเท่ากับไม่ผิดหวัง’
ผมพิมพ์ตอบกลับไป
‘ยังไง?’
พอถูกถามกลับมาอย่างนั้นผมก็พิมพ์ ๆ ลบ ๆ อีกเป็ยี่สิบสามสิบรอบ ไม่รู้จะต้องตอบยังไงให้อีกฝ่ายเข้าใจแต่สุดท้าย ก็พิมพ์ไปตามเหตุผลของตัวเอง
‘ผมยังไม่พร้อมอะ’
‘คุณมีคนอื่นที่ชอบอยู่เหรอ?’
คิมย้อนถาม
‘ผมยังไม่พร้อมมีใครกับใครก็ยังไม่พร้อม ผมขี้เบื่อไวกว่าฟ้าผ่า แล้วก็ไม่ค่อยชอบจะแคร์ความรู้สึกใครผมรู้สึกว่าชีวิตผมไร้ค่า บางทีก็เบื่อหน่ายกับสิ่งที่เป็อยู่ มันขาดความหลงใหลไม่มีเป้าหมาย ที่จริงมันเป็อาการนี้บ่อย ๆ บางครั้งผมก็ไม่อยากคุยกับใครอยากอยู่เฉย ๆ ไม่ใช่แค่กับคุณ แต่กับคนในบ้านผมก็เป็...’
ผมหยุดนิ้วแล้วคิดใตร่ตรองอีกรอบ
‘ผมรู้มานานแล้วว่าคุณคิดยังไงกับผม แต่ไม่อยากพูดอะไรที่เป็การทำร้ายน้ำใจกัน ผมพยายามแล้วที่จะไม่สร้างความหวังให้คุณเข้าใจผิดผมก็กลัว... ว่ามันจะไปไกล’
พอกดส่งไปแล้วหน้าแชตก็ขึ้นว่าอีกฝ่ายอ่านทันที แต่ค้างอยู่อย่างนั้นราวสิบนาทีแล้วคิมก็ไม่ตอบอะไรกลับมา
‘อย่าเงียบหายไปสิผมอยากให้เราคุยกันได้เหมือนเดิมนะ’
ผมส่งข้อความไปเพิ่มอีกคราวนี้คิมแค่ส่งอีโมจิยิ้มตอบกลับมา
‘(^_^)’
‘ขอบคุณที่บอกนะมันไม่ง่ายเหมือนกัน แต่จะพยายามนะ’
เค้าตอบ ผมเข้าใจดีว่าเค้าจะรู้สึกยังไงผมได้แต่ถอนหายใจด้วยความอึดอัด
สำหรับผมลึก ๆก็คือ ความรู้สึกไม่คู่ควร ผมไม่รู้ว่าชีวิตผมจะไปอีกไกลแค่ไหนในสภาพแวดล้อมที่น่าเบื่อหน่ายอย่างโรงงานน้ำปลาร้าแล้วตัวผมจะสามารถอยู่ร่วมและดูแลชีวิตคนอีกคนได้ยังไง
ผมมันนิสัยไม่ดีผมรู้
อีกทั้งป๋ากับคุณนายสุดาก็ไม่รู้ด้วยว่าผมเป็เกย์ คนอื่นอาจจะกล้าคัมเอาท์ แต่ผมไม่ใช่คนอย่างนั้น ผมกลัวไปหมดจนไม่กล้าทำให้ความสัมพันธ์มันเกิดขึ้นจริง ๆ
“แต่ตอนนี้ผมพร้อมแล้ว”ผมหันไปบอกคิมที่นอนหันข้างมองผมอยู่
ดวงตาคมกริบของเค้าจ้องผมไม่กะพริบ
“เรามาคบกันนะ”ผมบอก
•••