เยี่ยเฟิงคิดอยู่สักครู่ ดูเหมือนมีแต่ความคิดเช่นนี้ที่พอเป็ไปได้ ถึงอย่างไรคนอื่นคงไม่กล้าสะกดรอยตามเขาในละแวกจวนตระกูลเยี่ยแน่ เพราะนี่เป็จวนของขุนพลอันดับหนึ่ง
ด้วยพลังของเขาในภพรวมลมปราณขั้นสาม เขาสามารถดูแลตัวเองได้ไม่ว่าจะมีอันตรายใดในเมืองอวิ๋นอู่ อีกอย่างเขาเองก็ไม่ชอบให้ใครตาม
เยี่ยเฟิงเดินไปข้างหน้าเงียบๆ เมื่อไปถึงท่ามกลางฝูงชนกลับเร่งความเร็วขึ้นกะทันหัน แล้วหายวับเข้าไปในร้านขายเสื้อผ้าร้านหนึ่ง เขาสวมเสื้อคลุมตัวยาวให้ตัวเอง แล้วเดินออกทางหลังร้าน
จากนั้นเดินไปมาบนถนนอยู่หลายรอบ เมื่อรู้สึกว่าไม่มีใครตามอยู่ด้านหลังจึงได้ถอดเสื้อคลุมออก
จากความทรงจำใหม่ เขาเดินตรงไปร้านขายอาวุธแห่งหนึ่งในเมืองอวิ๋นอู่ อาวุธที่จำหน่ายในร้านนี้โดยส่วนใหญ่จะเหมือนดาบกับกระบี่และหอกที่ใช้ในกองทัพ
“หออาวุธเทพ ชื่อนี้ทรงพลังไม่น้อย”
หน้าร้านอาวุธ เยี่ยเฟิงเงยหน้ามองดูป้ายหน้าร้าน เขาหัวเราะ จากนั้นเดินเข้าไปด้านใน
เมื่อเห็นเยี่ยเฟิงแต่งตัวหรูหรา เถ้าแก่ร้านรีบเดินมาต้อนรับด้วยตัวเอง ทุกครั้งที่เจอลูกหลานคนรวยแต่งตัวเช่นนี้ เขามักจะทำกำไรได้งดงามเสมอ ลูกหลานคนรวยเหล่านี้นอกจากจะไม่ต่อราคาแล้ว ยังมักเลือกวัสดุหรืออาวุธที่มีราคาแพง
“ลูกค้าท่านนี้้าอาวุธชนิดใดหรือ?” เถ้าแก่ใบหน้ายิ้มแย้ม อัธยาศัยดีเป็พิเศษ
เยี่ยเฟิงกวาดตามองภายในร้านหนึ่งรอบ แล้วส่ายหน้า เดิมทีเขาอยากจะซื้อกระบี่เล่มหนึ่งเอาไว้ป้องกันตัว แต่คุณภาพอาวุธในร้านนี้ดูเหมือนจะไม่ดีนัก
เถ้าแก่เห็นเยี่ยเฟิงส่ายหน้า ทำให้เขาชะงักไปเล็กน้อย แต่ยังคงมีรอยยิ้มประดับไว้อยู่
“อาวุธในชั้นหนึ่งคุณภาพไม่ค่อยดีนัก ผลิตขึ้นสำหรับคนธรรมดาทั่วไป ท่านลองขึ้นไปดูบนชั้นสอง พวกนั้นล้วนเป็อาวุธขั้นเทพที่ถูกสร้างขึ้นอย่างประณีต ทว่าราคาอาจจะแพงไปบ้าง!”
เยี่ยเฟิงได้ยินจึงพยักหน้า
“ขอเพียงเป็อาวุธชั้นดี เื่ราคาไม่มีปัญหา!”
เขาคือหลานชายเพียงคนเดียวของขุนพลอันดับหนึ่งในเมืองอวิ๋นอู่ ไม่เคยต้องกังวลใจเื่เงิน เขาจึงไม่สนใจราคาอยู่แล้ว
เมื่อเถ้าแก่ได้ยิน รอยยิ้มบนใบหน้าก็ยิ่งกว้างกว่าเดิม เขาพาเยี่ยเฟิงขึ้นไปบนชั้นสอง เห็นได้ชัดว่าเยี่ยเฟิงคือแกะที่รอให้เขาเชือด ขอเพียงมีอาวุธที่ต้องใจเยี่ยเฟิง คงทำกำไรได้มากโข
ความจริงอาวุธบนชั้นสองคุณภาพค่อนข้างดี อีกทั้งยังมีอาวุธรูปร่างประหลาดและวัสดุแปลกๆ มากมาย แม้จะไม่ได้ดีเหมือนที่เถ้าแก่บอกว่าถูกตั้งใจสร้างขึ้นอย่างประณีต แต่ก็ถือว่าทำมาจากวัสดุชั้นดี
เยี่ยเฟิงมองดูหนึ่งรอบ ยังคงส่ายหัว คุณภาพของอาวุธพวกนี้ยังต่างจากที่เขาคาดไว้ เขาคืออัจฉริยะด้านปรุงโอสถ ดังนั้นความ้าในเื่วัสดุของอาวุธและขั้นตอนการผลิตจึงค่อนข้างสูง เห็นได้ชัดว่าอาวุธพวกนี้ไม่ถูกใจเขา
“เอ๊ะ”
เยี่ยเฟิงกวาดตามองอีกหนึ่งรอบจนสะดุดตาเข้ากับวัสดุสีดำหนึ่งชิ้นด้านใน จึงเดินเข้าไปดู
วัสดุชนิดนี้ในดินแดนอวิ๋นซวีถูกเรียกว่าเหล็กเทพฉื้อหยาง เป็วัสดุที่พบได้ไม่บ่อยและเป็วัสดุที่หาได้ยากมากในการผลิตต่างๆ เยี่ยเฟิงไม่คิดว่าจะเจอมันที่นี่ และยังเป็ชิ้นที่ใหญ่มากด้วย
เหล็กเทพฉื้อหยางเดิมทีเป็สีแดงสด มีลักษณะโปร่งใส ทว่าวัสดุตรงหน้าชิ้นนี้ถูกชั้นหินห่อหุ้มไว้ จึงทำให้เห็นเป็สีดำ หากกะเทาะชั้นหินออกจนหมด ภายในห้องนี้จะต้องส่องสว่างเพราะแสงจากเหล็กเทพชิ้นนี้เป็แน่
“ของสิ่งนี้ขายอย่างไร?” เยี่ยเฟิงเดินเข้าไปสำรวจ แล้วยื่นมือไปััอย่างเงียบเชียบ เป็เหล็กเทพฉื้อหยางจริงๆ ด้วย
เถ้าแก่เดินเข้าไปแล้วหัวเราะ พลางเอ่ยว่า
“ลูกค้าสายตาแหลมคมยิ่งนัก วัสดุชิ้นนี้หาเจอจากหลุมแห่งหนึ่ง แม้จะไม่รู้ว่าเป็วัสดุชนิดใด ทว่ามันแข็งแกร่งยิ่งกว่าเหล็กนิล เห็นว่าท่านเป็ลูกค้าที่เพิ่งมาครั้งแรก ข้าจะลดราคาให้เพียงห้าร้อยตำลึงเท่านั้น!”
เมื่อได้ยิน เยี่ยเฟิงก็หัวเราะทันที เขารู้อยู่แก่ใจว่าเถ้าแก่คนนี้คิดจะหลอกเขา แต่ว่าราคาของเหล็กเทพฉื้อหยางสูงกว่านี้มาก อย่าว่าแต่ห้าร้อยตำลึงเลย ต่อให้ราคาห้าพันตำลึง เขาก็ยินดีที่จะซื้อ หากเถ้าแก่คนนี้รู้ราคาที่แท้จริงของเหล็กเทพฉื้อหยาง เกรงว่าเขาคงจะเอาหัวโขกกำแพงแน่
“เถ้าแก่ ท่านแน่ใจหรือว่าจะขายมันให้ข้าในราคาห้าร้อยตำลึง?” เยี่ยเฟิงถามแบบทีเล่นทีจริง
“ลูกค้าท่านเองก็เป็คนสายตาหลักแหลม วัสดุนี่เป็ของชั้นดีจริงๆ...” เถ้าแก่พึมพำ จากนั้นพูดต่อว่า “เอาอย่างนี้ สี่ร้อยตำลึงว่าอย่างไร?”
เยี่ยเฟิงแอบดีใจ เขาเพียงพูดอย่างนั้นออกไปเท่านั้น สำหรับเขา เงินหนึ่งร้อยตำลึงไม่ได้ถือว่ามากมาย เถ้าแก่คงนึกว่าสำหรับเขาแล้ว ราคานี้สูงไป
“ได้ สี่ร้อยก็สี่ร้อย!” เยี่ยเฟิงพยักหน้า จากนั้นพูดต่อ “เ้าสั่งให้คนไปส่งที่จวนตระกูลเยี่ย ที่นั่นจะมีคนจ่ายเงินให้เ้าเอง”
ก่อนหน้านี้ที่สั่งให้ชุนฮวากับชิวเย่วไปกวาดซื้อสมุนไพรมา ทำให้เงินทองของเขาร่อยหรอไปมาก อีกอย่างเหล็กฉื้อหยางชิ้นนี้น่าจะหนักหลายร้อยชั่ง เขาไม่อยากแบกกลับไปเอง
เถ้าแก่ชะงักไปทันทีเมื่อได้ยินเช่นนั้น แววตาเขาประหลาดใจ ต่อมาจึงรีบพยักหน้า
ภายในเมืองอวิ๋นอู่มีจวนตระกูลเยี่ยเพียงแห่งเดียวเท่านั้น ซึ่งก็คือจวนขุนพลเทพอันดับหนึ่งของเมืองอวิ๋นอู่ เื่นี้เขารู้อยู่แก่ใจดี แต่ยังไม่ทันให้เขาได้ถามมากกว่านั้น เยี่ยเฟิงก็หันหลังเดินจากไปเสียแล้ว
เหล็กเทพฉื้อหยางชิ้นนี้เพียงพอให้เขาสร้างกระบี่ยาวหนึ่งเล่ม และเตาหลอมโอสถหนึ่งเตาแล้ว แม้จะสิ้นเปลืองไปบ้างหากใช้เหล็กเทพฉื้อหยางในการสร้างเตาหลอม แต่ไม่มีสิ่งใดเหมาะสมไปกว่านี้แล้ว เพราะมันสามารถทำให้ฤทธิ์ยาเพิ่มขึ้นหนึ่งเท่า
พวกองครักษ์ที่แอบคุ้มกันเยี่ยเฟิงถึงกับมึนงง เพียงพริบตาเท่านั้น คุณชายที่ไม่เอาไหนของพวกเขากลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย พวกเขาตามหาไปทั่วตามถนนหนทางก็ไม่เจอเบาะแส ทุกคนร้อนใจจนเหงื่อตก หากคุณชายเป็อะไรไป ชีวิตของพวกเขาคงต้องจบลงไปด้วย
เยี่ยเฟิงเดินเข้าออกร้านยาในเมืองอวิ๋นอู่หลายร้าน ซื้อยาสมุนไพรไปจำนวนมาก ทั้งหมดล้วนให้ทางร้านส่งไปที่จวนตระกูลเยี่ย
สุดท้ายก็มาหยุดตรงหน้าโรงน้ำชาแห่งหนึ่ง มองอยู่สักครู่จึงเดินเข้าไป
กลิ่นหอมของชาอบอวลไปทั่ว ทำให้ผู้ที่ได้กลิ่นรู้สึกผ่อนคลาย เมื่อเข้ามาด้านใน รู้สึกว่าภาระต่างๆ เหมือนถูกปลดออก
เยี่ยเฟิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย โรงน้ำชาแห่งนี้เหมือนจะไม่ธรรมดา ในกลิ่นชาจะมีกลิ่นหอมอีกชนิดหนึ่งเจือปนอยู่ มันรบกวนสมาธิของคนอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าในใจจะมีความกดดันมากแค่ไหน หรือมีความแค้นมากขนาดไหนก็ตาม เมื่อเข้ามาที่นี่จะทำให้รู้สึกราวกับได้รับการปลดปล่อย
เขาแอบเดินพลังเคล็ดวิชาจักรพรรดิสูตร จากนั้นเดินขึ้นไปบนชั้นสอง
ภายในโรงน้ำชาเงียบสงัดเป็พิเศษ เมื่อกวาดตามองเห็นเพียงผู้คนกำลังนั่งดื่มชาอย่างเงียบเชียบ เป็ไปตามที่เยี่ยเฟิงคาด มีผู้คนหลากหลายมารวมตัวกันอยู่ในโรงน้ำชาแห่งนี้ บางคนแต่งตัวไม่เหมือนคนอวิ๋นอู่ ส่วนบางคนดูมอมแมม เหมือนเพิ่งเดินทางไกลมาถึงที่นี่
เยี่ยเฟิงนั่งลงที่โต๊ะตัวหนึ่ง เขาหันมองโต๊ะที่อยู่ตรงมุมแวบหนึ่ง โต๊ะตัวนั้นมีคนนั่งอยู่สี่คน คนแก่สองคน ชายหนุ่มหนึ่งคน หญิงสาวหนึ่งคน
ที่เยี่ยเฟิงสนใจคนพวกนี้ ไม่เพียงเพราะพวกเขาดูมอมแมมเท่านั้น แต่เพราะบนตัวของพวกเขาทั้งสี่มีาแ ในตอนที่เยี่ยเฟิงเดินผ่านคนทั้งสี่ เขาได้กลิ่นอ่อนๆ ของจื่อซิงหลอ
สรรพคุณเดียวของจื่อซิงหลอคือรักษาาแ ไม่ว่าแผลภายนอกหรือาเ็ภายใน หากใช้จื่อซิงหลอจะช่วยยับยั้งและทำให้อาการทุเลาลง เพราะยาชนิดนี้มีกลิ่นเฉพาะตัว จึงได้ชื่อว่าจื่อซิงหลอ
สิ่งที่เยี่ยเฟิงสังเกตเห็นไม่ได้มีเพียงเท่านี้ ก่อนหน้านี้ตอนเดินผ่านพวกเขา จู่ๆ เขารู้สึกประหม่าและรับรู้ได้ถึงพลังกดทับบางอย่าง ส่วนหญิงสาวผู้นั้น แม้จะสวมใส่เสื้อผ้าธรรมดา แต่ความจริงไม่ได้เป็เช่นนั้น บนตัวนางเหมือนแผ่รังความสูงส่งที่อธิบายไม่ได้ออกมา ความสูงส่งที่มันอยู่ในสายเืปิดบังกันไม่ได้
เดิมทีเยี่ยเฟิงเคยผ่านวิบากกรรมความตายมาแล้ว หลังจากได้เกิดใหม่ ทำให้เขาจิตใจสงบนิ่ง ปลงกับหลายเื่ ทว่าตอนนี้เขากลับตกตะลึงไม่น้อยเมื่อเห็นหญิงสาวผู้นี้
แม้ตอนนี้นางจะอยู่ในชุดเสื้อผ้าธรรมดา แต่กลับไม่สามารถปิดบังความงามของนางได้เลย